ประชาชาติธุรกิจ
ออนไลน์

วันที่ 21 สิงหาคม พ.ศ. 2557

มติครม.25ส.ค.ที่น่าสนใจ จ่ายบำนาญลูกจ้าง 2 แสนคน 2.58แสนล้าน

updated: 25 ส.ค. 2552 เวลา 17:13:52 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

  การประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เมื่อวันที่ 25 ส.ค. 2552 มีวาระเพื่อพิจารณา รับทราบ รวมทั้งสิ้น 56 วาระ ตามที่นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี และคณะโฆษก-รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี แถลงดังนี้

 

 @ นายกฯ-รมว.คลัง เชื่อเศรษฐกิจฟื้น

นายอภิสิทธิ์ เวชชาชีวะ นายกรัฐมนตรี แถลงว่า อัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจ ในไตรมาสที่ 1 ถือว่าตัวเลขติดลบสูงสุดเพราะปัญหาเศรษฐกิจโลก แต่การดำเนินการตามมาตรการของรัฐบาล ทำให้อัตราการขยายตัวดีขึ้นเป็นลำดับ ซึ่งการติดลบ ในไตรมาสสอง -4.9 % ถือว่าไม่เป็นการเหนือความคาดหมาย และเป็นตัวเลขที่ดีขึ้นจากไตรมาสแรกที่ติดลบ 7.1 %

 

นายกรัฐมนตรีคาดการณ์ว่า ในไตรมาสสาม คาดว่าอัตราการติดลบจะน้อยลงไปอีก โดยผลจากการติดลบน้อยลง เพราะการผลจากการใช้จ่ายภาครัฐ เพราะฉะนั้น ในระยะต่อไปรัฐบาลจะยังมีบทบาทสำคัญในการกระตุ้นเศรษฐกิจ เพื่อจะช่วยให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวตามคาดหมาย ซึ่งรัฐบาลก็ยังมีความกังวล ถ้าการเมืองไม่สงบ เศรษฐกิจก็ไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้ ถ้ามีความวุ่นวายทางการเมือง ก็จะเป็นตัวสร้างปัญหา ทางเศรษฐกิจอย่างรุนแรง รัฐบาลจึงจำเป็นต้องใช้ พระราชบัญญัติความมั่นคง เข้ามาดำเนินการ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์รุนแรงเหมือนในอดีต

 

สอดคล้องกับความเห็นของนายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ที่ให้ความเห็นกับครม.ว่า ขณะนี้เศรษฐกิจโดยรวมมีสัญญาณการฟื้นตัวที่ชัดเจน โดยปัจจัยสำคัญมาจากบทบาทการใช้จ่ายของรัฐบาลและด้านการลงทุนภาครัฐ ตัวเลขที่ออกมาในไตรมาสที่สอง ตอกย้ำชัดเจนว่า มาตรการและนโยบายของภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งโครงการลงทุนใน “ไทยเข้มแข็ง” จะยังคงต้องขับเคลื่อนใช้จ่ายในการลงทุนเพิ่มขึ้นตั้งแต่วันนี้จนถึงตลอดปี 2553

.........................................

@ยังไม่พิจารณา พรบ.ภาษีที่ดิน

นายกรณ์ จาติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง  ยังรายงานความคืบหน้าการออกพระราชบัญญัติภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ด้วยว่า การลงพื้นที่ทำประชาพิจารณ์ รับฟังความคิดเห็น ข้อเสนอจากประชาชน เรียบร้อยแล้วในวันที่ 21 สิงหาคม 52 จากนี้สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) จะประมวลข้อเสนอเพื่อปรับปรุงแก้ไข แล้วเดินหน้า นำเข้าการพิจารณาของครม. โดยจะทันพิจารณา ในสมัยประชุมสภาสมัยนิติบัญญัติหรือไม่ ขึ้นอยู่กับขั้นตอนการทำงานของสำนักงานคณะกรรมการกฤษฎีกา ซึ่งคาดว่าจะใช้เวลาประมาณ 2-3 เดือน แล้วจึงนำกลับเข้าสู่ครม.แล้วส่งไปบรรจุระเบียบวาระของสภาผู้แทนราษฎร

.........................................

@ประกาศใช้พรบ.มั่นคง 29 สค.-1 กย. 52

นายกรัฐมนตรี ในฐานะผู้อำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร แถลงว่า รัฐบาลจะประกาศใช้พระราชบัญญัติการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร โดยจะมีการประกาศพื้นที่เขตดุสิต กรุงเทพมหานคร เพราะเป็นที่อันกระทบต่อความมั่นคง ในวันที่ 29 สิงหาคม-1 กันยายน 2552 เพื่อป้องกัน ปรามปราม ระงับ ยับยั้ง และแก้ไขหรือบรรเทาเหตุการณ์ และห้ามบุคคลเข้า-ออก พื้นที่ อาคาร หรือสถานที่เกี่ยวข้อง ห้ามนำอาวุธออกนอกเคหสถาน ห้ามการใช้เส้นทางคมนาคม หรือใช้ยานพาหนะ ทั้งนี้ ให้นายสุเทพ เทือกสุบรรณ รองนายกรัฐมนตรี ทำหน้าที่ ผู้อำนวยการศูนย์อำนวย บัญชาการตามการประกาศกำหนด

.......................................................

 

@อนุมัติกู้  60 ล้านเหรียญ จากญี่ปุ่น เลิกกู้เวิร์ลแบงก์ 1,000 ล้านเหรียญ

ครม.เห็นชอบให้กระทรวงการคลังกู้เงินจากรัฐบาลญี่ปุ่นสำหรับโครงการปรับปรุงกิจการประปาแผนหลัก ครั้งที่ 8 วงเงิน 60.61 ล้านเหรียญสหรัฐฯ อัตราดอกเบี้ย 0.8%ต่อปี และอัตราดอกเบี้ยสำหรับส่วนของการจ้างที่ปรึกษา 0.01%ต่อปี ระยะเวลาชำระคืนเงินกู้  15 ปี  รวมระยะปลอดหนี้  5 ปี ค่าธรรมเนียมผูกพันเงินกู้  0.1% ต่อปีของวงเงินกู้ที่ยังไม่ได้เบิกจ่าย

ทั้งนี้กระทรวงการคลังร่วมกับการประปานครหลวงไทย ( กปน.) ได้หารือกับผู้แทนองค์การความร่วมมือระหว่างประเทศญี่ปุ่น (Japan International Cooperation  Agency  : JICA) โดยการกู้เงินดังกล่าว เพื่อนำมาขยายกำลังการผลิตน้ำประปาให้รองรับกับความต้องการใช้น้ำ  รวมถึงการก่อสร้างและปรับปรุงประสิทธิภาพการสูบจ่ายน้ำที่สถานีสูบจ่าย และการก่อสร้างระบบท่อประปาให้มีศักยภาพเพิ่มขึ้น สามารถบริหารน้ำประปาแก่ประชาชนที่ยังไม่มีน้ำสะอาดอุปโภคบริโภคให้ทั่วถึง รวมถึงลดการสูญเสียน้ำระหว่างการส่งน้ำ

 

นอกจากนี้ครม.ยังเห็นชอบให้กระทรวงการคลังถอนเรื่องการกู้เงิน Public Sector Refrom Development Policy Loan (PSRDPL) จากธนาคารโลก วงเงิน 1,000 ล้านเหรียญสหรัฐฯ ออกจากวาระครม.ไปก่อน และจะนำเสนอให้รัฐสภาพิจารณาในวาระที่เหมาะสมต่อไป เพราะกระทรวงการคลังรายงานว่า สามารถระดมทุนเพื่อใช้สนับสนุนโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการไทยเข้มแข็ง  2555จาก พ.ร.ก.ให้อำนาจกระทรวงการคลังกู้เงินเพื่อฟื้นฟูและเสริมสร้างความมั่นทางเศรษฐกิจ พ.ศ. 2552 วงเงิน  400,000 ล้านบาทแล้วรมว.คลังจึงมีนโยบายให้ชะลอการกู้เงิน PSRDPL จากธนาคารโลก ที่นำมาสนับสนุนโครงการภายใต้แผนปฏิบัติการเข้มแข็ง

...............................................

@จ่ายบำนาญลูกจ้างประจำ 2 แสนคน 2.58 แสนล้าน

นายอภิสิทธิ์  เวชชาชีวะ  นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ครม.เห็นชอบร่างระเบียบกระทรวงการคลังว่าด้วยบำเหน็จลูกจ้าง (ฉบับที่ ..)พ.ศ... ซึ่งเป็นมาตรการช่วยเหลือลูกจ้างประจำของส่วนราชการที่เคยเรียกร้องสิทธิประโยชน์การขอรับบำนาญตามข้อเสนอของนายกรณ์ จากติกวณิช รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง

 

การอนุมัติในครั้งนี้จะมีผลต่อลูกจ้างประจำที่จะเกษียณอายุในสิ้นปีงบประมาณ 2552 นี้ จำนวน 200,000 คน จะได้รับความมั่นคงในชีวิต และสามารถจะเลือกรับบำนาญได้ ตามเดิมที่รับบำเหน็จได้ก้อนเดียว  ซึ่งจะทำให้ต้องใช้งบประมาณเพิ่มขึ้นต่อเนื่องปีละ 3,000 ล้านบาท จากภาระที่ต้องจ่ายค่าบำเหน็จอยู่แล้ว    โดยสิทธิประโยชน์นี้จะให้กับลูกจ้างประจำที่ทำงานมาเกินกว่า 25 ปี  ส่วนปีงบประมาณ 2553 ได้ตั้งเงินไว้ 3,000 ล้านบาทในรูปบำเหน็จแต่ก็เพียงพอเพราะบางรายจะรับเป็นบำนาญ  

 

โดยครม.ให้ใช้คำว่า “บำนาญ”  โดยร่างระเบียบฉบับนี้จะไม่ซ้ำซ้อนกับกฎหมายบำเหน็จบำนาญของข้าราชการ ส่วนค่าใช้จ่ายที่รัฐบาลต้องนำมาดำเนินการจ่ายเงินบำนาญให้กับลูกจ้างประจำทั้งในส่วนของเงินบำเหน็จและเงินบำนาญ จะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้น 275,846 ล้านบาท ภายในระยะเวลา 43 ปี โดยประมาณจากอายุเฉลี่ยคนไทยที่มีอายุ 80 ปี ซึ่งลูกจ้างประจำกลุ่มสุดท้ายออกจากราชการในปี 2576 และถึงแก่ความตายในปี 2595   แต่เมื่อลูกจ้างประจำมีสิทธิ์ได้รับบำนาญแล้ว จะทำให้รับประหยัดงบประมาณในการจ่ายเบี้ยยังชีพผู้สูงอายุรายละ 500 บาทต่อเดือน ให้แก่ลูกจ้างประจำกลุ่มดังกล่าวได้ประมาณ 17,823 ล้านบาท คงเหลือค่าใช้จ่ายเพิ่มขึ้นจริงประมาณ 258,023 ล้านบาท

 

โดยการจ่ายเงินช่วง 4 ปีแรกจะมีค่าใช้จ่ายที่ลดลง  เนื่องจากลูกจ้างประจำสามารถเลือกรับบำนาญแทนการจ่ายบำเหน็จปกติทั้งก้อนได้  ส่วนการจ่ายเงินตั้งแต่ปีที่ 5 ถึงปีที่ 9 จะเพิ่มขึ้นประมาณปีละ 417 ล้านบาท  1,115 ล้านบาท  1,812 ล้านบาท  2,509 ล้านบาท และ 3,207 ล้านบาท ตามลำดับ  และจะเพิ่มสูงขึ้นในปีต่อๆ ไป จนถึงปี 2577 และเริ่มลดลงเรื่อย ๆจนถึงปี 2595  และเริ่มลดลงเรื่อย ๆ จนถึง 2595 ซึ่งเป็นปีที่ลูกจ้างประจำกลุ่มสุดท้ายเสียชีวิต รวมระยะเวลา 43 ปี และมีค่าใช้จ่ายรวมทั้งสิ้นเพิ่มขึ้นประมาณ 258,023 ล้านบาท หรือคำนวณเฉลี่ยได้ปีละประมาณ 6,001 ล้านบาท