ประชาชาติธุรกิจ
ออนไลน์

วันที่ 30 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ฮีโร่ วิศวกรรมรถไฟ ไล่น้ำเสีย คนรุ่นใหม่ ผู้กู้ศักดิ์ศรี ม้าเหล็กเพื่อประชาชน

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 26 ต.ค. 2552 เวลา 17:01:07 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ประชาชาติออนไลน์ เปิดตำนาน โรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ เบ้าหลอมคนรถไฟตัวจริง โรงเรียนเล็กๆ ที่ซ่อนตัวอยู่หลังสวนรถไฟแห่งนี้ อบรมบ่มเพาะอะไรในห้องเรียน พวกเขา หลายคน ล้วนมีความใฝ่ฝันอยากขับรถไฟ บริการประชาชน

      ...11 วันแล้ว ที่รถไฟ ยังเปิดเดินรถทั้งหมด ไม่ได้   เป็นเกมที่ สหภาพการรถไฟฯ  หยิบเอาความเดือดร้อนของประชาชนมาเป็นเครื่องต่อรอง ในห้วงเวลาที่ภาพลักษณ์ ม้าเหล็ก เสื่อมทรามลงตามลำดับ  
     แล้ววันหนึ่ง  เด็กหนุ่มผลผลิตจากโรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ มุ่งหน้าลงใต้สู่หาดใหญ่ เพื่อไปแก้ปัญหาที่ผู้ใหญ่ก่อไว้
     ล่าสุด ตัวแทนของนักเรียนเก่าโรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ ได้มารวมตัวกันประมาณ 20 คน เพื่อแถลงการณ์ข้อเรียกร้องกรณีการกระทำของกรรมการ สหภาพการรถไฟฯ
   " พนักงาน ร.ฟ.ท.ประมาณ 90% ไม่เห็นกับการกระทำของสหภาพการรถไฟฯ และยังพบอีกว่า สมาชิกของสหภาพการรถไฟฯประมาณ 80% นั้นก็ไม่เห็นด้วยกับการกระทำดังกล่าว"   ตัวแทนประกาศจุดยืน
     
      "ประชาชาติออนไลน์" นำท่านผู้อ่านไปรู้จัก คนหนุ่ม จาก โรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ ที่อาจเป็นความหวังเล็กๆ ของ ขบวนม้าเหล็ก
      ....เชื่อหรือไม่ว่า ส่วนหนึ่งของพนักงานการถไฟไทยคือ ผลผลิตแห่งความภาคภูมิใจอย่างสูงสุดจากโรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ โรงเรียนรถไฟหลังเล็กๆ  ที่ผลิตนักเรียนรถไฟขึ้นสู่วิชาชีพรุ่นแล้วรุ่นเล่า
      จากปี 2483 อันเป็นปีที่เริ่มก่อสร้างโรงเรียนแห่งนี้จนถึงปี 2544 มีจำนวนนักเรียนที่จบจากรั้วโรงเรียนวิศวกรรมรถไฟแห่งนี้แล้ว 6,135 คน
      โรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ เป็นโรงเรียนเพาะช่างขนาดเล็ก ไม่ใหญ่โตเหมือนโรงเรียนเพาะช่างอื่นๆ นั่นเพราะสถาบันแห่งนี้เปิดสอนเฉพาะแผนกการช่างกล แผนกช่างโยธา และแผนกการเดินรถ แต่ละปีมีจำนวนนักเรียนไม่เกิน 200 คน เฉลี่ยห้องหนึ่งมีนักเรียนไม่เกิน 30 คน
      นักเรียนส่วนใหญ่ที่จบจากโรงเรียนนี้ จะถูกส่งเข้าบรรจุทำงานในแต่ละฝ่ายของการรถไฟทันที พูดง่ายๆก็คือ โรงเรียนแห่งนี้ ทำหน้าที่ผลิตบุคลากรให้ตรงตามความต้องการของฝ่ายหรือหน่วยงานในการรถไฟนั่นเอง ซึ่งไม่สามารถหาได้ตามท้องตลาดทั่วไป
       แต่ที่โรงเรียนวิศวกรรมไฟฟ้าพิเศษกว่าโรงเรียนช่างอื่นๆ ก็คือ แบบฟอร์มชุดนักเรียนจะคล้ายชุดนักเรียนโรงเรียนเตรียมทหาร ไม่ได้ใส่เสื้อช็อปเหมือนนักเรียนโรงเรียนช่างอื่นๆ ที่สำคัญมีการฝึกระเบียบวินัยให้นักเรียนอย่างเคร่งครัด ขณะที่สายใยระหว่างรุ่นพี่รุ่นน้องเหนียวแน่นไม่แพ้โรงเรียนนายร้อยตำรวจ โรงเรียนเตรียมทหารหรือโรงเรียนเหล่าต่างๆ
      จึงไม่แปลกที่นักเรียนที่จบจากรั้วโรงเรียนรถไฟแห่งนี้ ต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่า รู้สึกภูมิใจในเกียรติภูมิแห่งโรงเรียนวิศวกรรมรถไฟแห่งนี้
      ขณะที่อาจารย์ประจำโรงเรียนทุกคน ก็อดภูมิใจไปกับลูกศิษย์ที่จบออกไปด้วยไม่ได้
     "บัญชี บุญยจันทรานนท์"  อาจารย์ใหญ่ประจำโรงเรียนวิศวกรรมรถไฟคนปัจจุบัน เล่าว่า สิ่งที่เราใส่ใจนอกเหนือจากการผลิตนักเรียนป้อนให้หน่วยงานการรถไฟก็คือ การใส่ระเบียบฝึกวินัยให้นักเรียนเหมือนทหาร ตำรวจ ทำให้เขาแตกต่างจากโรงเรียนอาชีวะทั่วไป เพื่อให้เขาภูมิใจในเครื่องแบบของเขา เขาก็จะเนี๊ยบไปในตัว ตัดผมเกรียนเหมือนทหาร เวลาใส่หมวกก็จะดูสวย ไม่หล่อแบบจิ๊กโก๋
       ปัจจุบัน โรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ ตั้งอยู่หลังสวนวชิรเบญจทัศ หรือ "สวนรถไฟ" สวนสาธารณะใหญ่ใจกลางกรุงเทพฯ  โรงเรียนแห่งนี้ถูกเปิดประตูขึ้นอีกครั้ง หลังจาก่อนหน้านี้ถูกปิดตัวลงเพราะพิษเศรษฐกิจถึง 2 ครั้ง 2 ครา คือในปี 2529 และ 2545
       อาจารย์ใหญ่ลงบันทึกอย่างละเอียดว่า  แรกเริ่ม โรงเรียนวิศวกรรมรถไฟเรียกว่า "กองการศึกษาและฝึกอบรมรถไฟ" อาคารแห่งแรกตั้งอยู่แถวมักกะสัน ก่อนจะมีการเปลี่ยนแปลงและย้ายมาสู่หลังสวนรถไฟตั้งแต่ปี 2529 จนถึงปัจจุบัน
       2 ปีก่อน  โรงเรียนรถไฟเปิดรับนักเรียนที่สำเร็จการศึกษา ปวช. เข้ารับการศึกษา 2 ปี ในหลักสูตร ปวส. เรียน 2 ปี ฝึกงาน 6 เดือน มีนักเรียนทั้งหมด  172  คน มีห้องนั่งเรียน 4 ห้องเรียน ในส่วนหลักสูตร มีวิชาบังคับทั่วไปตามที่วุฒิ ปวส. ที่นักเรียนรถไฟต้องเรียนคือ วิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ คณิตศาสตร์ และวิทยาศาสตร์  โดยอาจารย์ผู้สอนส่วนใหญ่มาจากวิทยาลัยราชมงคล ช่างกลปทุมวัน  หรือจักรพงษ์
       ส่วนหลักสูตรเฉพาะที่นักเรียนทุกคนต้องเรียนและเป็นหัวใจของหลักสูตรที่นี่ก็คือ หลักสูตร "ข้อบังคับการเดินรถ" 334 ข้อ 
       จากการสำรวจพบว่า เส้นทางบันไดดาราของนักเรียนโรงเรียนรถไฟ ไม่ยุ่งยากหรือต้องแข่งขันกันเหมือนเด็กนักเรียนโรงเรียนกวดวิชา เด็กที่เข้ามาเรียนส่วนใหญ่เป็นเด็กต่างจังหวัด เป็นลูกพนักงานการรถไฟครึ่งหนึ่ง ที่มีความใฝ่ฝันอยากรับราชการเหมือนคุณพ่อ  ส่วนอีกครึ่งหนึ่งเป็นเด็กที่อยากเข้าทำงานการถไฟตั้งแต่เด็ก เพราะมีความฝันวัยเด็กว่า สักวันหนึ่งเขาจะต้องขับรถไฟให้ได้
       เมื่อเข้าไปในห้องเรียนจะพบว่า บรรยากาศการเรียนการสอนส่วนใหญ่ไม่แตกต่างจากโรงเรียนทั่วๆไป แต่ที่น่าสนใจและยึดถือปฏิบัติกันมาช้านานคือ วิธีสอนจะเป็นลักษณะการเล่าประสบการณ์ให้นักเรียนฟัง เพราะอาจารย์ส่วนใหญ่ที่นี่เคยจบจากโรงเรียนรถไฟแห่งนี้มาก่อน  อาจารย์หลายคนเป็นศิษย์เก่าวิศวกรรมรถไฟ เรียนจบก็เข้าทำงานอยู่ที่การรถไฟ เมื่อมีนักเรียนมาสมัครก็อาสามาสอนเพื่อถ่ายทอดวิชาให้นักเรียนรุ่นน้องเป็นทอดๆ
       อาจารย์ที่เป็นศิษย์เก่า เป็นรุ่นพี่ ทุกปีก็จะมีการจัดงานคืนสู่เหย้า หาเงินมาซื้อของเข้าโรงเรียน บางคนอยู่ต่างจังหวัดก็หิ้วขนม หรือผลไม้ มาฝากอาจารย์ฝากรุ่นน้อง   
       ซึ่งอาจารย์ใหญ่มาเฉลยทีหลังว่า เคล็ดลับความสำเร็จของการเรียนการสอนที่นี่ก็คือ ประสบการณ์จากรุ่นพี่สู่น้องนั่นเอง เพราะเด็กนักเรียนจะไม่ชอบจำจากตำราเรียน แต่จะจำจากที่อาจารย์หรือรุ่นพี่เล่าประสบการณ์จริงจากการทำงานให้ฟังมากกว่า
       ศิษย์เก่าสายช่างกลรุ่น 55 คนหนึ่งเล่าว่า ผมมีแรงบันดาลใจตั้งแต่เด็กว่าอยากขับรถไฟ  ยังจำได้ว่าวันแรกที่เข้าโรงเรียนผมตื่นเต้นมาก เพราะมีเพื่อนมาจากทั่วประเทศ
       ปัจจุบัน ศิษย์เก่าโรงเรียนรถไฟผู้นี้ ทำงานอยู่ที่สถานีบางซื่อ ตำแหน่งพนักงานรถจักรระดับ 5 ที่สถานีบางซื่อ  หน้าที่หลักของเขาก็คือ ตรวจเตรียมความพร้อมเครื่องยนต์ก่อนรถจะออกเดินทาง
       เขาบอกว่า บรรยากาศการทำงานจริง ไม่ต่างจากในโรงเรียน เพราะที่ทำงานก็คือรุ่นพี่จากโรงเรียนเดียวกันนั่นเอง ไม่เหมือนทำงานกับเจ้านาย แต่เหมือนไปเจอรุ่นพี่รุ่นน้อง วันแรกที่รุ่นพี่ที่ทำงานให้ขับรถไฟส่งสินค้าจากเพชบุรีไปประจวบฯ รู้สึกตื่นเต้นมาก แต่เขาก็แนะนำเราอย่างดี
       นักเรียนแผนกการเดินรถ วัย 18 ปีคนหนึ่ง บอกว่า ผมชอบ (ครับ) แล้วผมก็อยากทำงานรถไฟเหมือนพ่อ จบไปก็มีงานทำ คือคิดว่าจะมีสักกี่คนที่เรียนจบที่นี่แล้วก็จะได้ขับรถไฟ
       เพื่อนอีกคนสำทับว่า ส่วนตัวชอบรถไฟครับ และคิดว่าเป็นอาชีพที่มั่นคง แต่ตอนแรกก็ถอดใจเพราะเขาปิดมาหลายปี พอได้ยินว่าเขาเปิดก็มาสมัครทันที จบมาอยากเป็นช่างเครื่อง หรืออยากขับรถไฟก็ได้ครับ    
       นอกจากหลักสูตรในตำราเรียน  ยังพบว่า ในรั้วโรงเรียนรถไฟมีห้องทดลองฝึกงานจริงให้นักเรียนฝึกภาคปฏิบัติ เช่น ห้องเครื่องทดลองขับรถหัวจักรจริงหรือที่เรียกว่า "DRIVING SIMULATOR" ซึ่งนักเรียนส่วนใหญ่จะได้ลงเรียนตอนปี 2
       อาจารย์ผู้ควบคุมห้อง บอกว่า   ในห้องทดลองขับจะเซตคอมพิวเตอร์ให้เหมือนสถานการณ์จริง ให้นักเรียนตัดสินใจเองเหมือนเจอเหตุการณ์บนรางรถไฟจริงๆ   นอกจากนี้พนักงานขับรถที่เรียนจบไปแล้ว หรือพนักงานช่างเครื่องที่จะมาสอบเป็นพนักงานขับรถ  ก็มาฝึกลองขับได้ที่นี่
       นอกจากนี้ ในช่วงปิดเทอม นักเรียนส่วนใหญ่จะถูกส่งไปฝึกงานจริงที่โรงฝึกบางซื่อและโรงฝึกมักกะสัน เพราะทั้ง 2 แห่งมีเครื่องไม้เครื่องมือพร้อมกว่า
       อาจารย์ใหญ่ บอกว่า  ในอนาคตอาจเป็นไปได้ที่จะมีการเปิดหลักสูตรให้กว้างและครอบคุมสายงานมากว่านี้ เช่น มีหลักสูตรด้านไฟฟ้าเพื่อผลิตนักเรียนป้อนสู่ระบบทางเดินรถไฟฟ้าบีทีเอส หรอรถไฟใต้ดิน
       ข้อเสนอสร้างสรรค์ของอาจารย์ใหญ่ อาจเป็นประโยชน์ต่อระบบรถไฟในประเทศไทยทั้งระบบก็เป็นได้ ไม่มากก็น้อย
       แต่วันนี้ ศิษย์รุ่นล่าสุดของ โรงเรียนวิศวกรรมรถไฟ ถูกส่งไปกู้รถไฟที่ภาคใต้
       ท่ามกลาง เกมการเมืองสกปรกที่พวกผู้ใหญ่ ร่วมกันก่อไว้ ....