ประชาชาติธุรกิจ
AEC เปลี่ยนประเทศไทย

วันที่ 02 กันยายน พ.ศ. 2557

เปิดตัว"หนุ่มขิง" เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ ลูกพรเทพ-หลานนิพนธ์ -เงาเทพเทือก

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 07 ม.ค. 2553 เวลา 13:00:33 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ดีกรีจบนอกจากอ๊อกฟอร์ด แถมจบปริญญาตรี โทพร้อมกันทีเดียว 3 สาขาวิชาคือ วิศวกรรมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และบริหารธุรกิจ หมอนี่ลูกใครกันแน่ ? คลิกอ่าน !!

ใครดูข่าวบ่อยๆ มักเห็น หนุ่มน้อยรูปร่างสันทัดมือขวาถือกระเป๋า มือซ้ายหอบเอกสารพะรุงพะรังเดินตามหลัง สุเทพ เทือกสุบรรณ ต้อยๆ หมอนี่เป็นลูกเต้าเหล่าใครกันแน่ ? แต่ถ้าถามนักข่าวทำเนียบรัฐบาล จะรู้ว่าเขาคือ เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ หรือ "ขิง" ลูกของ พรเทพ เตชะไพบูลย์  กับ ศรีสกุล พร้อมพันธุ์ ไฮโซคนสวยเนื้อคู่ตุนาหงันของสุเทพคนปัจจุบันนั่นเอง

 

...ถือเป็นหนึ่งในสายเลือดใหม่ของคนการเมืองที่อนาคตเชื่อแน่ว่าจะต้องถูกจีบเข้าพรรคประชาธิปัตย์อย่างแน่นอน

เพราะหนุ่มน้อยวัย 23 ปีผู้นี้ ถือว่ามีดีกรีไม่ธรรมดา เนื่องจากเรียนจบอ๊อกฟอร์ดทั้งในระดับปริญญาตรีและปริญญาโท พร้อมกันทีเดียวใน 3 สาขาวิชาคือ วิศวกรรมศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ และบริหารธุรกิจ จบจากนั้นก็บินลัดฟ้ากลับเมืองไทยมาจับงานด้านธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ช่วยศรีสกุลผู้เป็นแม่

 

 ด้วยความเป็นคนหน่วยก้านดีมีแววอนาคตไกล  แถมยังสนใจการเมืองมาตั้งแต่เด็กที่สุดจึงถูกสุเทพชักชวนให้ลองมาชิมลางงานการเมือง โดยทำหน้าที่เป็นเลขานุการส่วนตัวติดสอยห้อยตามตัวเขาตั้งแต่แรกเริ่มของการตั้งรัฐบาล

 

"ผมเพิ่งเรียนจบมาเมื่อปีที่แล้ว ตอนแรกก็ไม่ได้คิดจะไปทำอะไร ก็ช่วยงานคุณแม่ขายคอนโดฯ แต่บังเอิญเป็นช่วงท้ายๆ กำลังจะปิดโครงการแล้ว ตอนนั้นก็ยังไม่รู้ว่าจะเอายังไง จะทำงาน ทำอะไร หรือไปทางไหนดี บังเอิญช่วงนั้นมีการจัดตั้งรัฐบาลพอดี และก่อนหน้านั้นคุณลุงก็เคยชวนให้ไปช่วยงานที่พรรคประชาธิปัตย์อยู่แล้ว แต่เราก็ยังเฉยๆ ยังไม่ค่อยแน่ใจก็บอกว่าขอดูสานการณ์ไปก่อน

 

  พอสิ้นปีมีการตั้งรัฐบาลใหม่โดยที่พรรคประชาธิปัตย์ได้เป็นแกนนำจัดตั้งรัฐบาล คุณลุงก็เลยมาชวนอีกรอบ คิดไปคิดมาตอนนั้นก็สองจิตสองใจว่าจะไปทางไหนดี แต่เผอิญช่วงนั้นงานที่บ้านก็ไม่มีอะไรคอนโดก็เสร็จเรียบร้อยแล้ว แถมเราก็สนใจการเมืองมาตั้งแต่เด็กๆ เพราะว่าทั้งครอบครัว คุณพ่อก็เป็นนักการเมือง คุณแม่ก็เป็นนักการเมือง คุณลุงก็เป็นนักการเมือง จากเดิมที่เคยคิดจะไปช่วยงานพรรค แต่เมื่อได้เป็นรัฐบาลแล้วก็เลยมาทำเนียบเลย

 

  ตอนแรกก็ไม่ได้คิดปักธงว่าถ้าได้เป็นรัฐบาลเมื่อไหร่ก็จะมาทำงานตรงนี้ เราก็ตามสถานการณ์มาเรื่อยๆ โชคดีมาตรงกับจังหวะเกิดสถานการณ์พอดี (หัวเราะ) ก็ถือว่าเป็นโอกาสดี เป็นอีกทางเลือกหนึ่งที่เราอยากลองดู ตอนนี้อายุการทำงานของผมกับอายุรัฐบาลก็เท่ากัน 10 เดือนพอดี (หัวเราะ)" หนุ่มขิงเผยที่มาที่ไปก่อนตกปากรับคำลุงเทพลุยงานที่ทำเนียบ

 

  แม้จะเป็นคนหนุ่มผู้โชคดีที่ได้โอกาสเหยียบย่างเข้ามาทำงานในทำเนียบรัฐบาลอันทรงเกียรติ แต่หลายเดือนที่ผ่านมาก็มีเรื่องเสียวให้ต้องลุ้นกันตลอด โดยเฉพาะในยามที่บ้านเมืองไม่ปกติเยี่ยงนี้ แถมภารกิจที่ได้รับในการติดตามรองนายกฯ ก็ถือว่าเสี่ยงพอตัว เพราะรู้ๆ กันอยู่ว่าสุเทพนั้นเป็นคีย์แมนหมายเลข 2 ของรัฐบาล หนำซ้ำยังถูกมองว่าเป็นไม้เบื่อไม้เมา เป็นศัตรูตัวฉกาจของระบอบทักษิณและกลุ่มคนเสื้อแดง บ่อยครั้งจึงตกเป็นเป้าโจมตีมุ่งร้ายอยู่เสมอ แต่ก็เฉียดถูกสหบาทาหลายหนทั้งที่พัทยาและที่กระทรวงมหาดไทย เพียงแต่เดชะบุญทำให้แคล้วคลาดมาได้

 

"ตอนเรียนกับทำงานมันไม่เหมือนกัน การใช้ชีวิตก็ต้องเปลี่ยนไป อย่างเมื่อปีที่แล้ว จำได้ว่าบางวันยังตื่นสิบเอ็ดโมงตื่นเที่ยงได้ กลางคืนไปเที่ยวกับเพื่อนตื่นสายก็ไม่มีใครว่า แต่เดี๋ยวนี้มันไม่ได้แล้ว 6-7 โมงก็ตื่นแล้ว บางทีก็ต้องเช้ากว่านั้นถ้าท่านไปตรวจชายแดนหรือไปจังหวัดชายแดนทางใต้ นานๆ 2-3 อาทิตย์ถึงจะได้เจอเพื่อนทีนึง

 

  โอเค ตรงนี้มันเสียไปแต่เราก็ต้องมองกลับไปว่า สำหรับโอกาสที่เราได้กับสิ่งที่เราเสียไปมันคุ้มกันหรือเปล่า ก็ถือว่าคุ้มและโชคดีมากที่ได้เข้ามาตรงนี้ อาจจะโชคร้ายนิดนึงเพราะเข้ามาในตอนที่บ้านเมืองไม่ปกติก็เลยเครียดและเหนื่อยหน่อย แต่เมื่อได้รับโอกาสก็ต้องทำให้ดีที่สุด ทำให้เต็มที่ โอเค อาจจะต้องใช้เวลาปีสองปี เวลาว่างอาจจะน้อยลง อาจจะเหนื่อยมากขึ้น แต่ก็มองว่ามันคุ้ม

 

10 เดือนที่ผ่านมาถือว่าได้อะไรเยอะมาก เพราะมาในตอนที่การเมืองไม่ปกติ ก็ได้เรียนรู้เยอะ งานเยอะก็เหนื่อยหน่อย แต่ก็ได้เห็นการทำงานของนายกฯ ของรองนายกฯ ได้เห็นปัญหาเยอะ ขณะเดียวกัน ก็ได้เห็นวิธีการแก้ไขปัญหาในสภาพความเป็นจริง...

 

ช่วงแรกที่ทำงานก็เหนื่อยเหมือนกันเพราะเรายังไม่ชิน เวลาเราอยู่ข้างนอกมันก็วิเคราะห์พูดได้หมด ทำไมไม่เป็นแบบนั้น ทำไมเขาไม่ทำแบบนั้น ทำไมไม่ทำแบบนี้ แต่พอเรามาอยู่ข้างในจริงๆ มันจะเห็นความยากลำบาก มันละเอียดอ่อน มันมีอะไรมากกว่าที่เราคิด ไม่ใช่ว่าทุกอย่างจะเหมือนกับที่เราเห็นหรือมีแค่ที่สื่อนำเสนอเท่านั้น มันยังมีตัวแปรมีอะไรอีกเยอะพอมาอยู่ข้างในเห็นของจริงถึงรู้ว่าทำงานการเมืองมันไม่ได้ง่าย" ขิงถ่ายทอดประสบการณ์หลายเดือนที่ได้รับ

 

เพราะมีสายเลือดนักการเมืองข้นคลั่กอยู่เต็มตัว แถมยังมีแบ๊กขั้นเทพระดับเซียนการเมืองเรียกพี่อยู่ห้อมล้อม ไม่ว่าจะเป็นพ่อคนเก่งอย่างพรเทพ ลุงเจ้าของฉายานักประสานสิบทิศอย่าง นิพนธ์ พร้อมพันธุ์ และคู่ชีวิตใหม่ของแม่ระดับตำนานการเมืองอย่างสุเทพคอยหนุนหลังอยู่ เป็นธรรมดาที่หลายคนจะมองว่าอนาคตของขิงดูเหมือนจะมีพรหมแดงโรยกลีบกุหลาบคอยท่าเชื้อเชิญเข้าสู่แวดวงการเมืองเป็นแน่ แต่จนถึงวันนี้เจ้าตัวก็ยังยืนยันว่ายังไม่ได้คิดไกลไปถึงขั้นนั้นเพียงขอทำวันนี้ให้ดีที่สุดก่อน อนาคตจะเป็นอย่างไรค่อยมาว่ากันอีกที

 

"มีคนถามขิงประจำว่าจะลง ส.ส. ไหม แต่ตอบจริงๆ เลยนะว่าตัวเองก็ยังไม่รู้ ยังตัดสินใจไม่ได้ก็ยังไม่แน่ใจ และเราก็เป็นคนที่หากจะตัดสินใจทำอะไรก็จะต้องคิดซ้ายคิดขวาเยอะมาก แต่ถ้าเกิดตัดสินใจทำแล้วก็จะทำเต็มที่เลย... แต่ตอนนี้ยังไม่ได้คิดไกลไปขนาดนั้น แต่ดูๆ ไปก็เหมือนเข้ามาครึ่งตัวแล้วนะ (หัวเราะ)" ขิงระบุ

 

ก่อนจะอธิบายสิ่งที่เขาได้รับและซึมซับจากการทำงานเกือบปีกับสุเทพ ชนิดที่แทบจะเรียกว่าเป็นเงาข้างกายของป๋าเทพได้เลย เพราะไปไหนไปด้วยตัวติดกับสุเทพตลอด

 

"ได้เยอะเลยโชคดีที่อยู่ใกล้ตัวท่าน ก็เลยเห็นว่าท่านทำงานยังไง วิธีการประสานงานต่างๆ วิธีการบริหารจัดการต่างๆ เราเห็นอยู่ทุกวัน บอกได้เลยว่าได้ประสบการณ์เยอะมาก... ผมได้เรียนรู้อะไรจากท่านเยอะ ยิ่งในช่วงที่การเมืองไม่ปกติมีปัญหาเกิดขึ้นสารพัด ในฐานะผู้จัดการรัฐบาลท่านก็เปรียบเสมือนยาสามัญประจำบ้าน เพราะว่าดูแลทุกเรื่อง มีปัญหาเรื่องเล็กเรื่องน้อยท่านจัดการหมด ทั้งการไปเจรจากับพรรคร่วมรัฐบาล แถมยังเป็นเลขาธิการพรรคปัญหาในพรรคปัญหาของบรรดา ส.ส. ก็ต้องดู

 

หนำซ้ำยังเป็นรองนายกฯด้านความมั่นคงซึ่งต้องดูแลภาพรวมในหลายเรื่อง ทั้งเรื่องตำรวจ ข่าวกรอง ยาเสพติด ภาคใต้ ปัญหาความมั่นคงต่างๆ ทั้งเรื่องเสื้อแดง เสื้อเหลือง การชุมนุมต่างๆ เหล่านี้ท่านก็ดูแลหมด แถมเวลาใครมีปัญหาอะไรกับใครก็ให้ท่านเข้าไปช่วยเคลียร์ตลอดจะเห็นว่าท่านงานจะเยอะมาก (หัวเราะ)" ขิงสำทับภารกิจอันหนักหน่วงของสุเทพ

 

ด้วยความที่เป็นคนใกล้ชิดสุเทพยิ่ง เรียกว่าหลายสิบชั่วโมงต่อวันหากไม่นับรวมเวลานอน เพราะเจอกันตลอดทั้งที่บ้านและที่ทำงาน จุดนี้จึงทำให้สามารถสะท้อนความเป็นตัวตนของคนชื่อสุเทพได้เป็นอย่างดี

 

"ท่านเป็นนักการเมืองมืออาชีพ คือมีนักการเมืองหลายคนถ้าเกิดถามกันตรงๆ ว่าเป็นนักการเมืองเพราะตั้งใจอยากเป็นนักการเมืองจริงๆ หรือเปล่า หรือว่าอยากทำอย่างอื่นหรือมีจุดประสงค์อื่นเราไม่ทราบ แต่สำหรับคุณลุงต้องบอกว่าทั้งชีวิตมีแต่เรื่องการเมืองอย่างเดียว และเป็นคนตั้งใจทำงาน มีจุดมุ่งหมายชัดเจน ทำงานเพื่อประเทศชาติทำงานเพื่อปกป้องสถาบัน มีอุดมการณ์มีเป้าหมายที่ชัดเจนทำอะไรแล้วต้องทำให้สำเร็จ ท่านเป็นคนทำงานจริงจังคนข้างนอกก็เลยมองว่าเป็นคนเคร่งขรึมเป็นคนเครียด แต่จริงๆ ไม่ใช่ เพียงแต่เป็นคนจริงจังกับงานทำอะไรก็จะต้องทำให้สำเร็จทำให้ดีที่สุด

 

บอกได้เลยว่าท่านเป็นนักการเมืองมืออาชีพจริงๆ อีก 5ปี 10 ปี ก็ยังมองไม่ออกว่าจะไปทำอะไร เพราะทุกวันนี้ก็อายุ 60 กว่าแล้ว หลายคนก็บอกว่าควรจะพักได้แล้ว เราก็ยังนึกไม่ออกว่าถ้าท่านไม่อยู่ตรงนี้แล้วจะไปทำอะไร หลายคนเจอผมก็พยายามถามว่าท่านมีงานอดิเรกเวลาว่างทำอะไรสนใจอะไรอื่นหรือเปล่า ตอบได้ตรงๆ ว่าชีวิตคุณลุง 100% แกให้การเมืองหมด แต่ก็ยังให้ความสำคัญกับครอบครัว เพราะทุกเย็นต้องกลับมาทานข้าวที่บ้าน นอกเหนือจากนั้นบอกได้เลยว่าเกิน 100% ท่านให้การเมืองหมดเลย ไม่มีเรื่องอื่นเลย" หนุ่มขิงการันตี

 

แม้จะไม่ใช่ลูกโดยสายเลือด แต่สุเทพก็ให้ความรักความเอ็นดูในตัวเขาและพี่น้องอีก 2 คน คือ "โขง" สิทธิพัฒน์ เตชะไพบูลย์ กำลังศึกษาด้านการโรงแรมที่ประเทศสวิสเซอร์แลนด์ กับ "ปลาเข็ม "ธีราภา พร้อมพันธุ์ เรียนอยู่ปี 2 ด้านวิศวกรรมเคมีที่อิมพิเรียล คอลเลจ ประเทศอังกฤษ ไม่ต่างจาก "แทน-น้ำตาล-น้ำทิพย์" เทือกสุบรรณ ที่เป็นลูกในไส้ของตัวเอง เพราะการดูแลเอาใจใส่ด้วยมาตรฐานเดียวกันทั้งหมด จึงทำให้ไม่เกิดช่องว่างระหว่างลูกๆ ด้วยกัน ที่ขิงยืนยันความผูกพันระหว่างกันได้เป็นอย่างดี

 

"พวกเรารู้จักกันดีไม่มีปัญหาอะไร ทั้งพี่แทน พี่น้ำตาล พี่น้ำทิพย์ ทุกคนน่ารักหมด โดยเฉพาะพี่แทนนี้จะเป็นคนเสียสละมากที่สุดในการดูแลครอบครัว แกเป็นคนน่ารักมาก เชื่อว่าอนาคตทุกคนก็คงมีโอกาสเข้ามาช่วยคุณลุงแต่ตอนนี้ยังไม่มีใครตัดสินใจ เราอาจจะบ้าที่สุดถึงได้มาอยู่ตรงนี้ก่อนคนอื่น" ขิงระบุ

 

สำหรับอนาคตทางการเมือง ที่ถูกจับตามองว่าจะกลายเป็นทายาททางการเมือง เป็นผู้สืบทอดทางการเมืองยุคใหม่ของ 3 ตระกูลทั้ง "เตชะไพบูลย์-พร้อมพันธุ์-เทือกสุบรรณ" ที่ดูเหมือนพี่น้องคนอื่นจะยังไม่พิศสมัยกับแวดวงนี้เท่าไหร่นัก ขณะที่บางคนก็มีงานอื่นที่รักที่รับผิดชอบดูแลอยู่ พลอยทำให้ยังไม่มีโอกาสเข้ามาลิ้มลองถนนสายการเมือง ความหวังของคนรุ่นเก่าจึงถาโถมมาตกที่ตัวเขาโดยปริยายในฐานะคลื่นลูกใหม่ที่เป็นความหวังของคนทั้ง 3 ตระกูล อย่างไรก็ตาม ขิงยังยืนกรานว่ายังไม่ได้คิดเรื่องของอนาคตไปไกลถึงเพียงนั้น เพียงขอทำหน้าที่ในวันนี้ให้ดีที่สุดเป็นพอ

 

"การเมืองไม่มีใครสนใจเลย อาจจะมีเข็มที่สนใจการเมืองบ้างแต่ก็แค่ติดตามข่าวเท่านั้นแต่คงไม่ถึงขั้นลงมาทำงาน ส่วนพี่โขงเขาก็เรียนด้านการโรงแรมเขาก็มีทางของเขา แต่ละคนก็ไปได้เรื่อยๆ ด้านพี่แทนก็ยังยุ่งกับงานที่บ้าน แต่ผมคิดว่าอนาคตแกก็มีโอกาสและสามารถเข้ามาตรงนี้ได้สบายอยู่แล้วเพราะเป็นคนเก่ง คนอื่นๆ ก็เหมือนกัน

 

...ส่วนขิงเองบอกตามตรงยังไม่ได้มองขนาดนั้น แต่โอเค ยอมรับว่าเป็นคนสนใจเรื่องการเมืองมาตั้งแต่เด็กๆ แถมยังโชคดีที่ได้โอกาสมาสัมผัสการเมืองของจริง ก็อยากทำตรงนี้ให้ดีที่สุดก่อน สะสมประสบการณ์ไป ส่วนอนาคตจะเป็นอย่างไรก็เป็นเรื่องของอนาคต ถึงตอนนั้นค่อยมาว่ากันอีกที ยังมีเวลาตัดสินใจยังไม่ต้องปักธงว่า 2 ปี 3 ปีเราจะเป็น ส.ส. วันข้างหน้า เราจะเป็นนั่นเป็นนี่ เราก็มองเอาไว้วางเอาไว้ดูเอาไว้ก็เป็นส่วนหนึ่งของแผน แต่ยังไงก็ตาม เราต้องทำวันนี้ให้ดีที่สุด"

 

 ...ขิงเผยความตั้งใจของตัวเองทิ้งท้าย

 


  ( ข้อมูลจาก มติชนสุดสัปดาห์ ฉบับวางแผง วันนี้ )