ประชาชาติธุรกิจ
AEC เปลี่ยนประเทศไทย

วันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2557

เปิด Scenario ล่าสุด "ชนชั้นนำไทย" ผ่าทางตัน "สงคราม(การ)เมือง" เพื่อก้าวข้ามความขัดแย้ง !! ข่าวลือ

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 28 ม.ค. 2553 เวลา 17:56:53 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ปฎิวัติหึ่งไปทั้งเมือง ชนชั้นนำบางคนหวังพึ่งพระสยามเทวาธิราช ผู้ใหญ่บางคน เชื่อว่าเราฝ่าข้ามความขัดแย้ง ได้ยาก... จริงหรือไม่ ?

ยิ่งใกล้วันพิพากษาคดียึดทรัพย์ 7.6 หมื่นล้าน  สังคมไทยยิ่งเดินหน้าสู่ความขัดแย้ง ทุกวัน ข่าวลือปฎิวัติ หึ่งไปเมือง  ชนชั้นนำ บางคน หวังพึ่ง พระสยามเทวาธิราช   ผู้ใหญ่บางคน เชื่อว่า เราฝ่าข้ามความขัดแย้ง ได้ยาก   

ประชาชาติธุรกิจ นำท่านผู้อ่านไปสำรวจ  Scenario ของชนชั้นนำไทย  ล่าสุด เพื่อ ก้าวข้ามความขัดแย้งในสังคมไทย"

 

... วันนี้ คณะรัฐศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ร่วมกับ สยามอินเทลลิเจนซ์ยูนิต และมูลนิธิฟรีดิชเนามัน ประเทศไทย ได้ร่วมกันจัดงานเสวนา "ก้าวข้ามความขัดแย้งในสังคมไทย" ที่ห้องประชุมจุมภฎ-พันธุ์ทิพย์ ชั้น 4 อาคารประชาธิปก-รำไพพรรณี
 
      ประเด็นที่น่าสนใจเรื่องหนึ่งคือเครื่องมือที่ใช้ที่นานาประเทศได้ใช้เป็นแนวทางในการยุติความรุนแรงที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดอันหนึ่งในศตวรรษที่ 20 ที่เรียกว่า Scenario ซึ่งแปลว่า กระบวนการฉายภาพฉากทัศน์อนาคต
    กระบวนการดังกล่าวเป็นการนำเอาคนหลากหลายอาชีพที่โดดเด่นจำนวนหนึ่งร่วมสานเสวนาถึงอนาคตในอีกกี่จำนวนปีก็แล้วแต่ เพื่อหาหา ในอนาคตที่กำหนดนั้น ทุกคนอยากเห็นสังคมเป็นแบบไหน
     ประเทศที่เป็นโมเดลต้นแบบของการนำเครื่องมือนี้ไปใช้คือแอฟริกาใต้ โดยกำหนดช่วงระยะเวลา 10 ปีข้างหน้า ซึ่งจากการสานเสวนาในครั้งนั้นก็ได้มีการสรุปแลพฉายภาพอนาคตออกมาเป็น 4 รูป โดยใช้ชื่อเรียกตามชื่อสัตว์ต่างๆ ดังนี้


     ภาพอนาคตที่ 1 นกกระจอกเทศมุดหัวลงในพื้นทราย ซึ่งหมายถึงอนาคตแบบที่ทุกฝ่ายไม่ต้องการการเจรจา ทุกกลุ่มต่างเผชิญหน้าและตอบโต้กันด้วยความรุนแรง ต่างคนต่างปกป้องผลประโยชน์ของกลุ่มตนเหมือนกับพฤติกรรมของนกกระจอกเทศที่เอาหัวมุดลงดิน ไม่สนใจภาวะแวดล้อมที่เกิดขึ้นข้างนอก
 
  ภาพอนาคตที่ 2 เป็ดง่อย ซึ่งหมายถึงทุกกลุ่มต่างเริ่มหันหน้าเข้าคุยกัน แต่ยังปราศจากความเชื่อใจ เกิดรัฐบาลผสมหลายพรรค ทำให้ไม่มีเสถียรภาพ ยากที่จะควบคุมกลุ่มต่างๆ ส่งผลให้วิกฤตทางการเมือง เศรษฐกิจยังดำรงอยู่ เป็ดง่อยก็หมายถึงเป็ดที่ได้รับบาดเจ็บที่ปีกและยังไม่ทันได้รักษาให้หายก็ออกวิ่ง ซึ่งก็เป็นเรื่องยากที่จะวิ่งหรือบินได้
 
  ภาพอนาคตที่ 3 อิคารัส ซึ่งหมายถึง รัฐบาลผิวดำจะได้รับชัยชนะในช่วงแรก แต่ก็จำต้องใช้นโยบายประชานิยมเพื่อให้ได้รับเสียงสนับสนุนจากกลุ่มต่างๆ ซึ่งความเป็นประชานิยมจะส่งผลให้ขาดดุลงบประมาณ จนเกิดวิกฤตทางเศรษฐกิจ และปัญหาสังคมตามมา เสมือนกับอิคารัสในเทพนิยายกรีกที่มีปีกเป็นขี้ผึ้ง แต่บินสูงเกินไปจนถูกดวงอาทิตย์แผ่ความร้อนลงมาจนขี้ผึ้งละลายจนร่วงสู่พื้นดิน
 
   ภาพอนาคตที่ 4 นกฟลามิงโกโบยบิน ซึ่งหมายถึง อนาคตที่ทุกฝ่ายหันหน้าเข้าหากัน สามารถจัดตั้งรัฐบาลที่มีเสถียรภาพสูง มีธรรมาภิบาล ปราศจากคอร์รัปชั่น มีการพัฒนาทางเศรษฐกิจทียั่งยืน สามารถสร้างความเชื่อมั่นต่อประชาชนทุกกลุ่มไม่ว่าจะสีผิวใดหรือชนเผ่าใดก็ตามในประเทศ
 
   ภาพอนาคตที่ 4 เป็นภาพที่ทุกฝ่ายคาดหวังบว่าจะเป็นทางออกเพราะถือเป็นเป้าหมายที่ดีที่สุดที่จะนำพาความสงบสุขและยั่งยืนอย่างแท้จริงมาสู่ประเทศ จึงทีมผู้จัดทำโครงการจึงได้เผยแพร่สู่สาธารณะ และเป็นที่ตอบรับกว้างขวางในหมู่ประชาชน
 
   ถึงขนาดทำให้ เดอเคลิร์ก ประธานาธิบดีผิวขาว กล่าวผ่านสื่ออกมาว่า "พวกเราไม่ใช่พวกนกกระจอกเทศ" ซึ่งเป็นการสะท้อนให้เห็นว่า แอฟริกาจะต้องมีอนาคตที่สดใส
 
   สะท้อนกลับมาที่ประเทศไทย ที่ในช่วงหลังนั้น สถานการณ์บ้านเมืองตกอยู่ในความอึมครึม เมื่อแตกแยกออกเป็น 2 ฝ่าย หรืออาจจะมากกว่านั้น
  ดังนั้นเมื่อถามถึงกระบวนการอย่าง Scenario ในประเทศไทย ก็ต้องยอมรับว่า เมื่อต่างฝ่ายต่างทะเลาะกัน โยนกลองใส่กัน เช่นนั้นแล้ว การนั่งลงคุยกันเพื่อมองหาหนทางที่ดี  ให้อนาคตนั้น จึงยากที่จะเกิดขึ้น
  แต่กระนั้นทางสยามอินเทลลิเจนซ์ยูนิต ก็ได้มีการทำ Scenario โดยเป็นการไปสัมภาษณ์ 12 นักคิด  นักวิชาการ ตลอดจนนักการเมือง เพื่อฉายภาพอนาคตของประเทศไทย


   @ สุริยะใส กตะศิลา แกนนำ พันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตย
  "ผมไม่ปฏิเสธทุนนิยม แต่ต้องเป็นทุนนิยมที่เป็นธรรม ต้องคำนึงถึงความเป็นคน ไม่ใช่การพัฒนาที่คนส่วนน้อยจะได้ประโยชน์ แต่คนส่วนใหญ่ถูกบีบให้เป็นผู้เสียสละ หรืออยู่บนหางแถวของการจัดสรรผลประโยชน์ ผมคิดว่าการเปิดทางให้กับอุดมการณ์ทุนนิยมบนโลกาภิวัตน์มันเลี่ยงไม่ได้ ไม่ช้าก็เร็วเราตองเปิดเสรี แต่เราจะมีมาตรการรองรับผลกระทบ คำนึงถึงความเป็นธรรม ผมไม่ได้บอกต้องรวยเท่าคุณธนินท์ หรือตระกูลชินวัตร แต่ผมควรอยู่อย่างมีศักดิ์ศรี และรัฐบาลควรรับผิดชอบต่อชีวิตผมในฐานะที่ผมเป็นพลเมืองคนหนึ่ง"


   @  พิชิต ลิขิตกิจสมบูรณ์   นักเศรษฐศาสตร์ (สีแดง) 
    "สุดท้ายกลุ่มทุนใหม่ พลังใหม่จะชนะ ระบอบประชาธิปไตยตามแบบพรรคการเมืองจะกลับมา ประเทศไทยจะต้องก้าวไปข้างหน้าสู่กระแสโลกาภิวัตน์ ระบบทุนนิยมไทยก็ต้องก้าวไปตามประเทศอื่นๆ ส่วนอำมาตยาธิปไตยก็จะค่อยๆ ถอยไปในที่สุด ขึ้นกับว่าจะยอมถอยไปดีๆ หรือแบบสะบักสะบอมก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง"


   @ ก่อศักดิ์ ไชยรัศมีศักดิ์   ประธานเจ้าหน้าที่ บริหาร บริษัท ซี.พี. เซเว่น อีเลฟเว่น จำกัด (มหาชน)

  "ประเทศที่จะมีพลัง ต้องมีองค์กรเอกชนที่เข้มแข็ง เพราะว่าทรัพยากรที่สำคัญของประเทศไม่ว่าจะเป็น เงิน เวลา คน เทคโนโลยี อยู่ในมือองค์กรเอกชนเหล่านี้ ไม่ได้อยู่ในมือของราชการ"

 

    @ วรเจตน์ ภาคีรัตน์  คณะนิติศาสตร์ ม.ธรรมศาสตร์

   "มันมีความยุติธรรมไหมในทางสังคม แน่นอนว่า คนจำนวนน้อยที่ได้ประโยชน์หรือดูดซับส่วนเกินทางเศรษฐกิจจากโครงสร้างทางสังคมแบบนี้ เขาย่อมไม่ต้องการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างของสังคม เพราะเปลี่ยนแล้วเขาเสีย กลับกัน คนอีกกลุ่มหนึ่งซึ่งเป็นส่วนใหญ่ของประเทศ เขาไม่เคยได้อะไร เขาไม่มีอะไรจะต้องเสีย เขามีแต่ดีขึ้น ถ้าเปลี่ยนเขามีแต่ได้ คำถามคือ เราจะทำอย่างไรที่จะให้เกิดความยุติธรรมในสังคมขึ้นมา ในการเฉลี่ยบ่งปันทรัพยากร ในการกระจายผลประโยชน์ทางการเมือง ทำอย่างไรถึงไม่มีกลุ่มผลประโยชน์ทางการเมืองบางกลุ่มผูกผลประโยชน์ทางการเมืองแบบนี้เป็นเวลายาวนาน"
 
  @ สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์  ทีดีอาร์ไอ.

 "ผมสนใจในเชิงวิชาการ สนใจในเชิงแนวคิดว่า นักวิชาการที่ซื่อสัตย์จะต้องพูดตัวทฤษฎี พูดตัวแนวคิด พูดข้อมูลให้มันตรง ถ้าที่เหลือเป็นการเดาของคุณ คุณก็ต้องบอกว่า ทฤษฎีว่าอย่างนี้ ตรงนี้คือเรื่องที่ผมเดา สังคมไทยน่าสงสารตรงที่ว่า ยังไม่รู้จักทฤษฎีโกลาหล พอถูกนำเข้ามาในสังคมครั้งแรก พูดจาครั้งแรกก็โกลาหลเสียแล้ว จนไม่เหลือเค้าของทฤษฎี ความเข้าใจก็ไม่มี แล้วเรื่องนี้ไม่ใช่เรื่องเดียว มีอีกหลายร้อยเรื่องที่ไทยยังมั่วกันอยู่ได้ เพราะว่ามันมั่วกันทุกเรื่อง"
 
  @ พ.อ.ธีรนันท์ นันทขว้าง

  "ทหารไทยไม่ได้มองเรื่องการเมือง การเมืองระหว่างประเทศมันเป็นสิ่งที่ก้าวไกลเกินกว่าจะคิด เพราะว่าเราไม่ใช่ระบอบในสมัยก่อนที่คิดจะแผ่อำนาจในเรื่องของการทหาร เพราะฉะนั้น รัฐบาลดำเนินนโยบายอย่างไร สั่งการมา ถ้านายบอกว่าทำได้ เรามีงบประมาณ เราก็ทำ ถ้ามีคำสั่งมา"
 
@ พลเดช ปิ่นประทีป
 "ผมมองในเชิงบวก ผมเชื่อว่าภายในสิบปีข้างหน้า ประเทศไทยจะดีขึ้น วิกฤตต่างๆ ที่เราผ่านจากปี 2540 มาถึงปี 2551 แม้จะเลวร้าย แต่ว่า มีสิ่งดีๆ ก่อตัวขึ้นมา เช่น การเมืองภาคประชาน การมีส่วนร่วม ความเฉลียวฉลาด และการสื่อสารที่รวดเร็วฉับไว ทั้งหมดได้สอนให้คนไทยผ่านบทเรียน ผมเชื่อว่าต่อจากนี้ไปสิบปี จากภาวะที่เรียกว่า ความไร้ระเบียบ จะนำไปสู่ การจัดระเบียบใหม่ มองจากสภาพที่เป็นอยู่ในวันนี้อาจจะดูไร้อนาคต แต่ผมมองว่าอีกสิบปีข้างหน้า การจัดระเบียบใหม่ของสังคมไทยจะไม่เหมือนวันนี้ ความขัดแย้ง ปะทะกัน ระหว่างทุนใหม่กับทุนเก่าในช่วงสิบปีที่ผ่านมาจนถึงวันนี้ ผมคิดว่ามีผลต่อการเปลี่ยนแปลงในการจัดระเบียบใหม่"
 
     ที่นำเสนอมานี้เป็นส่วนหนึ่งของชุดความคิดที่อาจจะไม่สามารถเรียกได้ว่าเป็น Scenario ของประเทศ ได้อย่างเต็มปากเต็มคำเท่าไรนัก เพราะเป็นการต่างฝ่ายต่างพูด มิใช่การแลกเปลี่ยนมุมมอง แลกเปลี่ยนฉากทัศน์ มิได้มีการถกเถียงจนเกิดการตกผลึกของชุดความคิดแบบหลอมรวม และเห็นพ้องซึ่งกันและกัน
 
    แต่ทั้งนี้ทั้งนั้น ก็นับว่าเป็นประโยชน์ที่ได้ชมฉากทัศน์ส่วนหนึ่ง ฉากทัศน์ซึ่งแอฟริกา สเปน โคลอมเบีย และอีกหลายประเทศได้พิสูจน์ให้เห็นแล้วว่า สามารถนำไปสู่ความสมานฉันท์ในประเทศนั้นๆ ได้อย่างเป็นรูปธรรม