ประชาชาติธุรกิจ
ออนไลน์

วันที่ 21 ธันวาคม พ.ศ. 2557

ผลวิจัยเผย ผู้สูงอายุ 70% ยังชีพด้วยการทำงาน คาดอนาคตการจ้างงานผู้สูงอายุเพิ่ม

updated: 11 ก.พ. 2553 เวลา 19:59:40 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

 

       วันนี้ มูลนิธิมูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย ได้เผยแพร่งานวิจัยเรื่อง "ผู้สูงอายุกับการจ้างงาน" โดยปัจจุบันประชากรวัยสูงอายุมีสัดส่วนเพิ่มสูงขึ้น แต่ประชากรวัยทำงานกลับมีสัดส่วนลดลง ซึ่งโครงสร้างของประชากรไทยที่เปลี่ยนแปลงไปนี้ นอกจากจะส่งผลกระทบต่อการจ้างงานและการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจแล้ว  ปัญหาภาระพึ่งพิงของประชากรสูงอายุที่มีสัดส่วนสูงนี้ย่อมเป็นปัญหาใหญ่ที่รัฐบาลต้องเผชิญ    โดยเฉพาะอย่างยิ่งหากยังไม่มีการเตรียมความพร้อมในด้านการสร้างหลักประกันทางรายได้เพื่อยามชราภาพ
        ผู้สูงอายุจำนวนมากที่ไม่มีบุตรหลานเป็นที่พึ่ง และยังไม่มีเงินออมเพียงพอที่จะใช้ในการดำรงชีวิตในวัยชรา  จึงต้องการทำงานเพื่อหารายได้เลี้ยงดูตนเอง   ซึ่งจากการสำรวจสภาวะการทำงานของประชากร ณ ไตรมาสที่ 3 ในปี พ.ศ. 2551  ในโครงการวิจัยการสร้างโอกาสการทำงานของผู้สูงอายุ สนับสนุนโดย มูลนิธิสถาบันวิจัยและพัฒนาผู้สูงอายุไทย (มส.ผส.) และสำนักงานกองทุนสนับสนุนการเสริมสร้างสุขภาพ (สสส.) พบว่า ร้อยละ 37.9 ของจำนวนประชากรที่มีอายุตั้งแต่ 60 ปีขึ้นไปยังอยู่ในกำลังแรงงาน โดยประมาณการณ์แล้ว ยังมีผู้สูงอายุ1 ใน 3 ที่ต้องยังชีพด้วยการทำงาน  โดยร้อยละ 70 ของ กลุ่มผู้สูงอายุชายอายุ 60-65 ปี และร้อยละ 65 ของกลุ่มผู้สูงอายุชายอายุ 65 ปีขึ้นไป ต้องทำงานต่อเนื่องเพราะเป็นรายได้หลักของครอบครัว  ส่วนกลุ่มผู้สูงอายุเพศหญิง มีอยู่ร้อยละ 60 นอกจากนี้ยังมีผู้สูงอายุอีกร้อยละ 30  ที่ต้องการทำงานแต่ว่างงาน และยังพยายามหางานทำอยู่
        ทั้งนี้อุตสาหกรรมที่ทั้งแรงงานสูงอายุทั้งชายและหญิงกระจุกตัวมากที่สุด อันดับ 1. อุตสาหกรรมการขายส่ง ขายปลีก ซ่อมแซมยานยนต์ รถจักรยานยนต์ ของใช้ส่วนบุคคลและของใช้ในครัวเรือน  2 .อุตสาหกรรมการผลิต 3. อุตสาหกรรมโรงแรมและภัตตาคาร  ส่วนลักษณะงานและอาชีพที่มีผู้สูงอายุทำมากที่สุด อันดับ 1 คือ อาชีพการบริการ 2 .คือ อาชีพพื้นฐานและ 3.ความสามารถทางฝีมือ
        อย่างไรก็ตามแนวโน้มของกำลังแรงงานผู้สูงอายุที่คาดว่าจะเพิ่มขึ้นอย่างมากในช่วง 10 ปีข้างหน้า เมื่อเปรียบเทียบกับอัตราการเพิ่มของความต้องการจ้างแรงงานผู้สูงอายุแล้ว พบว่ายังมีส่วนต่างน้อยมากเมื่อเทียบกับจำนวนผู้สูงอายุที่จะเพิ่มขึ้น เพราะจากการประมาณการความต้องการจ้างแรงงานผู้สูงอายุตั้งแต่ปี พ.ศ.2552 ถึง 2562 พบว่า ความต้องการจ้างแรงงานผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปีขึ้นไปเพิ่มขึ้นในอัตราเฉลี่ยเพียงร้อยละ 2.5 ต่อปี หรือเพิ่มขึ้นจาก 2.9 ล้านคน เป็น 3.7 ล้านคน ขณะที่ผู้สูงอายุเพิ่มขึ้นเฉลี่ยร้อยละ 5.38 ต่อปี หรือจาก 3 ล้านคน เป็น 5.1 ล้านคนในปี พ.ศ.2562
        ดังนั้นการกำหนดแนวทางเพื่อเพิ่มโอกาสและการสร้างงานให้กับผู้สูงอายุจึงถือว่าเป็นสิ่งที่มีความจำเป็นอย่างยิ่ง โดยเฉพาะในสาขาการผลิตที่คาดว่ามีความเป็นไปได้ที่จะสามารถรองรับการจ้างแรงงานผู้สูงอายุได้มากที่สุดคือ ภาคการขายส่ง ขายปลีก การซ่อมแซมอุปกรณ์ต่างๆ รองลงมาคือ ภาคโรงแรมและภัตตาคาร และ ภาคการผลิต
        รัฐบาลจึงควรมีแผนปฏิบัติงานที่ชัดเจนในการส่งเสริมสนับสนุนการมีงานทำที่สอดคล้องกับสมรรถนะของผู้สูงอายุ  โดยรัฐบาลต้องมีมาตรการในการสร้างโอกาสการทำงานของผู้สูงอายุ  คือ1. สนับสนุนให้ผู้สูงอายุสามารถทำงานต่อไปได้ 2. สนับสนุนให้ผู้สูงอายุได้ทำงานที่เหมาะสม  3.  การประชาสัมพันธ์ปรับเปลี่ยนทัศนคติการหยุดทำงานเมื่ออายุ 60  ปี   4. ควรส่งเสริมและสนับสนุนให้นายจ้างจัดเวลาทำงานของผู้สูงอายุให้มีความยืดหยุ่น 5. ควรมีโปรแกรมการฝึกอบรมฝีมือแรงงานให้แก่แรงงานสูงอายุเป็นพิเศษเพื่อพัฒนาศักยภาพในการทำงานของแรงงานสูงอายุ หรือเพื่อเป็นทางเลือกให้ผู้สูงอายุสามารถเลือกอาชีพใหม่หลังออกจากงานเดิม หรืออาจให้การจูงใจนายจ้างจัดอบรมเองแก่แรงงานอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไปของตน
        ในด้านกฎหมายควรมีการปรับปรุงแก้ไข กฎหมาย ระเบียบ ที่เอื้ออำนวยให้ผู้สูงอายุสามารถทำงานอยู่ได้ อาทิ 1.พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน 2541 ไม่ให้มีการเลือกปฏิบัติต่อผู้สูงอายุ และลดจำนวนชั่วโมงการทำงานต่อหนึ่งวันลง ให้มีการพักในระหว่างทำงาน เพื่อให้สามารถดูแลรักษาสุขภาพได้  2.พ.ร.บ.ข้าราชการพลเรือน 2551 ไม่ควรกำหนดเจาะจงอายุเกษียณ 60 ปี แต่ให้ข้าราชการทำงานอยู่ต่อได้ตามความสมัครใจเท่าที่สมรรถภาพทางร่างกายจะเอื้ออำนวย  และ 3. ควรมีการระบุประเภทอาชีพที่เหมาะสมสำหรับผู้สูงอายุให้ได้รับความคุ้มครองสนับสนุน นอกจากนี้ควรมีการปรับปรุงมาตรการด้านภาษี  โดยใช้นโยบายทางด้านภาษีเพื่อจูงใจให้มีการจ้างงานผู้สูงอายุมากขึ้น
        การส่งเสริมให้ผู้สูงอายุมีงานทำ นอกจากจะสามารถช่วยให้ผู้สูงอายุได้พัฒนาศักยภาพต่อไปแล้ว ที่สำคัญคือจะช่วยเพิ่มช่วงเวลาการออมสำหรับใช้ในยามชราภาพและลดช่วงเวลาการเป็นภาระต่อรัฐและประชากรในวัยทำงาน  รัฐบาลควรต้องมีแผนปฏิบัติงานที่ชัดเจนในการส่งเสริมสนับสนุนการมีงานทำที่สอดคล้องกับสมรรถนะของผู้สูงอายุ