ประชาชาติธุรกิจ
ออนไลน์

วันที่ 20 ตุลาคม พ.ศ. 2557

"โตโยต้า"เล็งขายรถlow-costในไทย คาดเป็นรุ่นEtios โมเดลเดียวกับอินเดีย

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 06 ต.ค. 2553 เวลา 19:45:02 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

โตโยต้าเตรียมขายรถยนต์โลว์คอสต์ในไทย จับกลุ่มคนทำงาน ใช้ชื่อว่า "21st Century Corolla" ระบุเป็นโมเดลคล้ายกันในจีน อินเดีย และบราซิล หวังเพิ่มการเติบโตในตลาดเกิดใหม่ ยันแตกต่างจากมาร์ชและไมคราของนิสสัน คนในคาดเป็นรุ่น Etios ที่เพิ่งเปิดตัวในตลาดอินเดีย และเตรียมวางขายธ.ค.นี้

สำนักข่าวบลูมเบิร์กรายงานว่า ยักษ์รถยนต์ของญี่ปุ่น "โตโยต้า มอเตอร์ คอร์ป" เตรียมขายรถยนต์ต้นทุนต่ำ (low-cost) ในไทย รวมถึงมีแผนจะเปิดตัวโมเดลคล้ายกันนี้ในจีน อินเดีย และบราซิล เนื่องจากโตโยต้าต้องการเพิ่มการเติบโตในตลาดเกิดใหม่


นายยูกิโตชิ ฟูโน รองประธานบริหารของโตโยต้า ระบุในการให้สัมภาษณ์ที่โตเกียว ว่า รถโมเดลใหม่นี้มีชื่อว่า "21st Century Corolla" ซึ่งจะช่วยให้บริษัทรุกเข้าสู่ธุรกิจที่มียอดขายสูงในตลาดกำลังพัฒนา

 

 

โตโยต้านับเป็นผู้ผลิตรถยนต์ชั้นนำในประเทศไทย ทว่ายอดขายในเขตเศรษฐกิจที่เติบโตรวดเร็วอย่างอินเดียและบราซิลกลับยังตามหลังคู่แข่ง ดังนั้นการเพิ่มโมเดลรถราคาถูกจึงน่าจะช่วยให้บริษัทสามารถเพิ่มยอดขายในจีน ซึ่งเป็นตลาดรถยนต์ขนาดใหญ่สุดของโลก โดยเมื่อนับถึงเดือนสิงหาคมปีนี้ โตโยต้ามีส่วนแบ่งตลาดในจีน 6.9% ขณะที่ผู้นำอย่างโฟล์กสวาเกนมีส่วนแบ่ง 13%


ฟูโนระบุว่า บริษัทต้องการผลิตรถยนต์ที่เข้าถึงกลุ่มคนทำงาน แต่โมเดลใหม่ของโตโยต้าจะแตกต่างกับรุ่น "มาร์ช" และ "ไมครา" ของค่ายนิสสัน ที่ดีไซน์มาสำหรับทั้งตลาดพัฒนาแล้วและตลาดกำลังพัฒนา แต่รถโลว์คอสต์ของโตโยต้าจะพุ่งเป้าไปที่กลุ่มชนชั้นกลางรุ่นใหม่ในประเทศกำลังพัฒนา

 

ฟูโนกล่าวว่า แม้บริษัทจะเปิดตัวรถใหม่ราคาถูกท่ามกลางรถโลว์คอสต์ของคู่แข่งที่มีมากมาย แต่โตโยต้าก็ไม่จำเป็นต้องแข่งขันตัดราคากับคู่แข่ง เพียงแค่นำเสนอมูลค่าเพิ่มด้วยรถยนต์ที่คุณภาพดีและดูแลหลังการขายที่ดี


ทั้งนี้รถรุ่นโคโรลล่าของโตโยต้าวางขายใน 52 ประเทศ มียอดขายรวมทั่วโลกมากกว่า 36 ล้านคัน ในช่วง 44 ปีที่เปิดตัวรถรุ่นนี้มา

 

"ดีเปช ราทอร์" กรรมการผู้จัดการของไอเอชเอส โกลบอล อินไซต์ ในอินเดีย เผยว่า ในตลาดอินเดีย รถโมเดลราคาถูกมีชื่อว่า "เอธิออส" (Etios) ซึ่งเตรียมจะวางขายในเดือนธันวาคม โดยรุ่นแฮตช์แบ็ก 5 ประตู จะมีราคาอยู่ที่ 450,000 รูปี (ราว 10,070 ดอลลาร์) ขณะที่รุ่นซีดานจะมีราคาแพงขึ้น 80,000 รูปี

 

อย่างไรก็ตาม "อัชวิน โชไท" กรรมการผู้จัดการอินเทลลิเจนซ์ ออโตโมทีฟ เอเชีย มองว่า โตโยต้าอาจเผชิญปัญหายุ่งยากที่ต้องเลือกระหว่างการขายรถจำนวนมากหรือการรักษาภาพลักษณ์ของแบรนด์ เพราะต้องสร้างสมดุลอย่างรอบคอบระหว่าง 2 แนวทางนี้


 

แหล่งข่าวฝ่ายบริหาร บริษัท โตโยต้า มอเตอร์ ประเทศไทย จำกัด  กล่าวว่า รถยนต์ต้นทุนต่ำที่นายยูกิโตชิ ฟูโน รองประธานบริหารของโตโยต้า ระบุในการให้สัมภาษณ์ที่โตเกียวนั้น น่าจะเป็นรูปแบบเดียวกับโตโยต้า Etios รถยนต์ต้นทุนต่ำซึ่งเปิดตัวครั้งแรกในโลกที่ประเทศอินเดียในงาน New Delhi Auto Expo 2010 และเร็ว ๆ นี้จะมีการเปิดตัวทั้ง 4 และ 5 ประตูด้วยกัน คุณสมบัติที่โดดเด่นของโตโยต้า Etios คือเป็นรถยนต์ที่เปี่ยมไปด้วยการออกแบบที่ล้ำหน้า บ่งบอกสถานะเจ้าของ ห้องโดยสารกว้างขวางรวมไปถึงพื้นที่ห้องสัมภาระที่มากพอสมควร การขับขี่ทั้งนุ่มนวล ทั้งแรง และประหยัดน้ำมัน หมดกังวลค่าใช้จ่ายต่าง ๆ เพราะรถคันนี้ถูกประกอบโดยใช้ชิ้นส่วนภายในประเทศที่ต้นทุนต่ำที่สุด ใช้เครื่องยนต์ใหม่ 1.5 ลิตร ส่วนรุ่นแฮตช์แบ็กจะติดตั้งเครื่องยนต์ใหม่ 1.2 ลิตร


แหล่งข่าวยังกล่าวอีกว่า รถรุ่นนี้โตโยต้าเชื่อว่าจะเป็นรถที่ขายดีที่สุดในทศวรรษที่ 21 จึงได้เปรียบเทียบให้เป็นเหมือนโคโรลล่าที่เคยขายดิบขายดีมาตั้งแต่ปี 1966 ส่วนที่มีนักวิเคราะห์หลายสำนักมองว่า รถยนต์ต้นทุนต่ำนั้น น่าเป็นห่วงโดยเฉพาะข้อบกพร่องที่จะเกิดขึ้นกับการผลิต เนื่องจากที่ผ่านมาโตโยต้าเคยมีการเรียกคืนรถจำนวนมากทั้งในญี่ปุ่นและอเมริกา โดยมีสาเหตุหลักจากการลดต้นทุนการผลิต ตรงนี้อยากให้เข้าใจว่า การทำรถให้มีต้นทุนที่ต่ำลงไม่ใช่การลดสเป็กด้านความปลอดภัย โตโยต้ายังคงทำรถให้ตรงตามมาตรฐานอุตสาหกรรมทุกประการ ดังนั้นหากจะมีรถยนต์ต้นทุนต่ำขายในบ้านเราจริงลูกค้าสบายใจได้ว่าจะได้ดีมีคุณภาพ

 

ส่วนลูกค้าจะสับสนระหว่างอีโคคาร์กับรถต้นทุนต่ำหรือไม่นั้น เชื่อว่าตอนนี้ลูกค้าคนไทยมีความรู้มากขึ้น รถต้นทุนต่ำนี้จะต่างจากอีโคคาร์ ซึ่งโปรเจ็กต์รถยนต์ขนาดเล็กประหยัดพลังงานมาตรฐานสากล โตโยต้ายังคงเดินหน้าทำตลาดอย่างเอาจริงเอาจัง ซึ่งตามแผนคาดว่าจะส่งรถอีโคคาร์ออกสู่ตลาดในปี 2555

 

ทั้งนี้มีแนวโน้มว่าอาจจะเลื่อนแผนงานให้เร็วขึ้นด้วย โดยอีโคคาร์ของโตโยต้านั้น จะเป็นรถยนต์รุ่นใหม่ ใช้เครื่องยนต์ “เบนซิน” ขนาด 1,000 ซีซี, 1,330 ซีซี และเครื่องยนต์ดีเซลขนาด 1,400 ซีซี ซึ่งเป็นการผลิตเพื่อรองรับตลาดในประเทศและส่งออกในสัดส่วนที่เท่ากัน ตลาดหลักในการส่งออกคือ ตลาดอาเซียน และประเทศในแถบโอเชียเนีย
โดยคาดว่าในปีแรกจะผลิตได้ 75,000 คัน แบ่งเป็น 42,000 คัน สำหรับตลาดในประเทศ และ 33,000 คัน สำหรับส่งออก