ประชาชาติธุรกิจ
ออนไลน์

วันที่ 18 ธันวาคม พ.ศ. 2557

“ศุภวุฒิ”ชี้ศก.โลกปีหน้าสหรัฐฯ-ยุโรป-ญี่ปุ่นทรุดส่งออกไทยหด-ฟอร์บจัดไทยน่าลงทุนอันดับ66ของโลก

updated: 06 ต.ค. 2554 เวลา 20:13:19 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

นายศุภวุฒิ สายเชื้อ กรรมการผู้จัดการสายงานวิจัย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ภัทร   กล่าวว่า   ปี 2555 จะเป็นปีที่ภาวะเศรษฐกิจมีความยากลำบาก  ขณะนี้บริษัทฯ อยู่ระหว่างการพิจารณาลดประมาณการเศรษกิจไทยปีหน้าจากเดิมที่ประเมินไว้ที่  4.5%

 

ทั้งนี้ เศรษฐกิจหลัก 3 ประเทศคือยุโรป สหรัฐฯ และญี่ปุ่น มีความเสี่ยงที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอย  เห็นได้จากประมาณการของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ(IMF) ที่คาดว่าปี 2555  เศรษฐกิจของทั้ง 3 ประเทศจะขยายตัว 1.8%  1.5% 2.3% ขณะที่เมอร์ริลลินซ์คาดว่าจะขยายตัว0.8%  1.8% และ 2.7%  ตามลำดับ  โดยประมาณการทั้งหมดล้วนต่ำกว่าระดับที่ควรจะเป็น   โดยเศรษฐกิจทั้ง 3 ประเทศนี้มีมูลค่ารวมกันกว่า  33 ล้านล้านเหรียญ เกินกว่า50% ของจีดีพีโลก  
   
ขณะเดียวกันก็คาดหวังว่าจีนและอินเดียจะเข้ามาทดแทนได้ยาก เพราะแม้ทั้ง 2 ประเทศอยู่ในโซนเอเชียที่กำลังเติบโต แต่ขนาดเศรษฐกิจยังเล็กกว่าทั้ง 3 ประเทศ กล่าวคือจีนมีขนาดเศรษฐกิจ 6 ล้านล้านเหรียญ  ขณะที่อินเดีย 2 ล้านล้านเหรียญ   และยังต้องระมัดระวังกรณีของประเทศจีนที่ขณะนี้เริ่มมีปัญหาหนี้เสียในระบบสถาบันการเงิน  และมีการถกเถียงของนักเศรษฐศาสตร์ในวงกว้างถึงกรณีฐานะเศรษฐกิจจีนด้วย โดยมีบางฝ่ายที่มองว่าเศรษฐกิจจีนมีโอกาสจะทรุดตัวอย่างรุนแรงได้
  
นายศุภวุฒิ กล่าวว่า ในกรณีของยุโรปแม้จะไม่มีปัญหาสภาพคล่องที่รุนแรงเหมือนรอบที่เลห์แมนบราเธอร์ วาณิชธนกิจขนาดใหญ่ของสหรัฐฯ ล้มเมื่อปี  2551  แต่ข้อมูลการป้องกันความเสี่ยงการผิดนัดชำระหนี้ (CDS) ของรัฐบาล(Sovereign CDS Spreads) ในยุโรปที่ปรับสูงขึ้นเป็น 3.5% ขณะที่ CDS ในกลุ่มธนาคารยุโรป (Bank CDS Spread) เพิ่มขึ้นเป็น 4%  เป็นระดับที่สูงสะท้อนถึงความกังวลของนักลงทุนที่เกรงว่า จะเกิดการผิดนัดชำระหนี้ (default)  ทั้งภาครัฐและภาคธนาคาร
  
ทั้งนี้ นอกจากปัญหาในกรีซที่คาดว่าจะมีการผิดนัดชำระหนี้แน่นนอน  หากลุกลามไปในสเปนและยุโรปด้วย คาดว่ากองทุนสร้างเสถียรภาพของยุโรป (European Financial Stability Facility :EFSF)ที่เตรียมไว้ 4.4 แสนล้านยูโร จะไม่เพียงพอ เพราะถ้าจะพอต้องใช้เงินกว่า 8 แสนล้านเหรียญ   ซึ่งระหว่างนี้ตลาดจะเก็งกันว่ายุโรปจะหาเงินเพิ่มอย่างไร  หุ้นจะขึ้นเวลามีข่าวว่าหาเงินได้ และลงเมื่อที่มีข่าวว่าสุดท้ายหาไม่ได้
  
“ขณะนี้ปัญหาในยุโรปคือ ตอนนี้กรีซมีปัญหา   แล้วจะลุกลามไปประเทศอื่นๆ ไหม  หรือถ้าลุกลามแล้วจะไปถึงแบงก์ทุกแบงก์ของยุโรปหรือไม่  การแก้ปัญหาจะจบต้องตอบได้ทั้ง  3 มิติ” 
  
นายศุภวุฒิ  กล่าวว่า ในส่วนของสหรัฐฯ มีประเด็นที่ต้องติดตามในช่วงเดือน พ.ย. นี้คือ การนำเสนอข้อเสนอลดการการขาดดุลงบประมาณลง 1.2 ล้านล้านเหรียญ  ซึ่งถ้าผ่านออกมาจะมีการบังคับให้ลดงบประมาณรายจ่ายลงทันที 1.2 ล้านล้านเหรีญ โดยทยอยลดใน 10 ปี  ซึ่งการลดงบประมาณดังกล่าวจะทำให้มาตรการกระตุ้นที่ประธานาธิบดีเสนอมาก่อนหน้านี้มูลค่า 4.47 แสนล้านเหรีญ จะหายไปด้วย ซึ่งเท่ากับการใช้จ่ายรัฐจะหายไป  1.6 ล้านล้านเหรียญ  ซึ่งจะทำให้เศรษฐกิจสหรัฐฯ ชะลอตัวลงไปอีก
   
ทั้งนี้   IMF ได้ทำการประเมินสถานการณ์กรณีที่เกิดวิกฤตในยุโรป และสหรัฐฯ ผลออกมาว่าหากเกิดวิกฤตหนี้ในยุโรป   การทรุดตัวลงอีกครั้งของสหรัฐฯและเกิดปัญหาหนี้เสียในสถาบันการเงินของเอเชีย  โดยเฉพาะจีน ขึ้นพร้อมกันจะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจของประเทศตลาดเกิดใหม่ (Emerging Market) ซึ่งประเทศไทยอยู่ในกลุ่มนี้ด้วย  มีการหดตัวของเศรษฐกิจเกือบ 3%ในปีหน้า  และยังคงจะขยายตัวติดลบไป 4-5 ปี   
    
นายศุภวุฒิ  กล่าวว่า  ผลกระทบที่จะส่งมาถึงประเทศไทยโดยตรงจากการชะลอตัวของเศรษฐกิจโลกนั่นคือ การส่งออกที่จะขยายตัวชะลอลง เพราะผู้ประกอบการจะมีการกระจายการส่งออกไปยังตลาดเอเชียมากขึ้น แต่พบว่ายังมีการกระจุกตัวของสินค้าส่งออก ที่ตอนนี้เป็นสินค้าการเกษตรหรือวัตถุดิบการผลิตถึง 61%  โดยตลาดเอเชียส่วนใหญ่ที่ไทยส่งออกไป โดยเฉพาะจีนเป็นผู้ผลิตเพื่อส่งออก ดังนั้น เมื่อเศรษฐกิจ 3 เสาหลัก มีปัญหา มีความเป็นไปได้ที่เศรษฐกิจเอเชียรวมถึงประเทศไทยชะลอตัวตามไปด้วย


ทั้งนี้ฟอร์บแมกกาซีนจัดอันดับประเทศที่มีบรรยากาศน่าลงทุนมากที่สุดจาก 134 ประเทศทั่วโลก อันดับ1 คือ แคนาดาขยับจากอันดับ 4 เมื่อปีที่แล้วขึ้นมาด้วยขนาดเศรษฐกิจที่ใหญ่เป็นอันดับ 9 ของโลกกับตัวเลขการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ 3.1%เมื่อปีที่แล้ว โดยธนาคารกลางของแคนาดาคาดการณ์ว่าจะขยายอีก 2.4%ในปีนี้ ซึ่งแคนาดาได้รับผลกระทบทางเศรษฐกิจน้อยกว่าประเทศยักษ์ใหญ่หลายประเทศในช่วงประสบวิกฤตเศรษฐกิจปี 50  สำหรับอันดับ 2 คือนิวซีแลนด์ ตามมาด้วยฮ่องกง นอกจากนี้สิงคโปร์อยู่อันดับ 6 อื่นๆในภูมิภาคเอเชีย อาทิ ไต้หวัน อันดับที่ 26 ญี่ปุ่น 27 จีนอันที่ 82 สำหรับประเทศไทยถูกจัดอันดับให้เป็นประเทศที่น่าลงทุนอันดับที่ 66 

สำหรับประเทศกลุ่มยุโรปมี 4 ประเทศได้ถูกจัดอันดับลดลง อาทิ ฟินแลนด์ อันดับ 13 เนเธอร์แลนด์ 15 เยอรมนี 21 และไอซ์แลนด์ อันดับที่ 23 ขณะที่สหรัฐอเมริกาที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ที่สุดในโลกลดลงจากอันดับ 10 มาอยู่ที่ 9 จากปัจจัยประสบปัญหาทั้งกรณีหนี้ยุโรปและภาวะเศรษฐกิจถดถอย

 

การจัดอันดับครั้งนี้มีการพิจารณาจาก 11 ปัจจัยที่แตกต่างกันใน 134 ประเทศทั่วโลก ทั้งเรื่องสิทธิ์ในการครอบครองสินทรัพย์ นวัตกรรม ภาษี เทคโนโลยี ปัญหาการคอร์รัปชั่น การค้าและการผูกขาด มาตรการดูแลนักลงทุน ประสิทธิภาพการลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ ระเบียบกฎเกณฑ์ของภาครัฐ เป็นต้น