ประชาชาติธุรกิจ
พร็อพเพอร์ตี้

วันที่ 22 ธันวาคม พ.ศ. 2557

"ปูนนครหลวง"เล็งลงทุนเขมร-พม่าเพิ่มพอร์ตรายได้

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 04 ก.พ. 2555 เวลา 16:01:14 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์



นางสาวจันทนา สุขุมานนท์ รองประธาน บริหาร บริษัท ปูนซีเมนต์นครหลวง จำกัด (มหาชน) หรือ SCCC เปิดเผยว่า ผลประกอบการของบริษัทในปี 2554 มีรายได้จากการขายสุทธิ 23,150 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปี 2553 อยู่ที่ 10.3% มีกำไรสุทธิ 3,293 ล้านบาท แม้ว่าช่วงไตรมาสที่ 4 ปีที่แล้วจะได้รับผลกระทบจากวิกฤตน้ำท่วมใหญ่ โดยรายได้จากการขายลดลงไป 5,067 ล้านบาท หรือประมาณ 5.1% แต่ผลประกอบการของบริษัทยังโตต่อเนื่อง

อย่างไรก็ตามในไตรมาสที่ 1 ความต้องการใช้ปูนซีเมนต์ยังชะลอตัวต่อเนื่องมาจากปลายปี 2554 ที่ผ่านมา เนื่องจากคนยังต้องเร่งทำความสะอาดบ้านของตัวเอง หลังจากน้ำแห้งแล้ว แต่เชื่อว่าตั้งแต่เดือนกุมภาพันธ์นี้จะเริ่มฟื้นตัวขึ้นมา และการเติบโตของตลาดจะเป็นไปตามเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้อยู่ที่ 4-5% อย่างแน่นอน

เนื่องจากประเมินดูแล้ว เศรษฐกิจ น่าจะดีขึ้น ถึงจะเกิดวิกฤตน้ำท่วม แต่นักลงทุนต่างชาติที่ลงทุนอยู่แล้วยังไม่มีใครย้ายฐานหนี แต่อาจจะเปลี่ยนทำเลการลงทุนใหม่ไปอยู่ในพื้นที่น้ำไม่ท่วมแทน

"ปี 2555 คาดว่ายอดขายโตขึ้นประมาณ 10% เพราะความต้องการใช้ปูนซิเมนต์ในตลาดเพิ่ม 4% จากปีที่แล้วอยู่ที่ 27.9 ล้านตัน เป็น 29 ล้านตัน" นางสาวจันทนากล่าวต่อว่า

เนื่องจากรัฐบาลมีการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน เช่น รถไฟฟ้า สะพาน ทางด่วน ถนนน รวมถึงสร้างคันกั้นน้ำ การสร้างที่อยู่อาศัยและซ่อมบ้าน ทั้งนี้อยู่ที่รัฐบาลจะผลักดันงานออกมามากแค่ไหน ซึ่งตลาดหลักยังเป็นงานโครงสร้างพื้นฐาน 40% สร้างที่อยู่อาศัย 30% และอีก 30% เป็นการซ่อมบ้านและงานเล็ก ๆ น้อย ๆ ปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิตปูนซีเมนต์อยู่ที่ 13 ล้านตัน ส่งออก 20% อีก 80% ขายในประเทศ มีส่วนแบ่งการตลาดในประเทศ 27%

"ส่วนราคาขายปูนซีเมนต์ในประเทศ เพราะต้นทุนพลังงานที่เพิ่มขึ้น 20% ส่งผลให้ปีนี้ทั้งปีต้องปรับราคาขายขึ้นอีกประมาณ 200 บาทต่อตัน จากปัจจุบันราคาเฉลี่ยอยู่ที่ตันละ 2,200 บาท เป็น 2,400 บาทต่อตัน แต่ยังไม่ถึงเพดาน 2,600 บาทต่อตัน ตามที่กระทรวงพาณิชย์ควบคุมราคาไว้"

นางสาวจันทนากล่าวว่า การปรับราคาขึ้นได้เริ่มไปแล้วเมื่อเร็ว ๆ นี้ โดยรูปแบบวิธีการบริษัทจะไม่รับภาระค่าขนส่ง จากเมื่อช่วงปลายปีที่ผ่านมาเกิดน้ำท่วมใหญ่ ทำให้การขนส่งสินค้ามีปัญหานั้น บริษัทได้ลดราคาให้ โดยรับภาระค่าขนส่งแทนผู้บริโภค แต่ปีนี้เนื่องจากต้นทุนพลังงานเพิ่มขึ้นมาก เพราะการผลิตปูนซีเมนต์มาจากพลังงานถึง 70% จะให้ทางผู้ซื้อรับภาระเอง ทำให้ราคาขายแต่ละพื้นที่ไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับค่าขนส่งของแต่ละภาค เช่น ภาคเหนือเฉลี่ยอยู่ 200 บาท ราคาขายจะปรับขึ้น 200 บาท เป็นต้น

สำหรับแผนการลงทุนในปีนี้ มีหลายภาคส่วน ทั้งในส่วนของบริษัทและในเครือ ประกอบด้วย 1) การปรับปรุงโรงงานและเครื่องจักร 1,000 ล้านบาท 2) ขยายโรงงานคอนวูดธุรกิจในเครือที่ประเทศอินโดนีเซีย 1,000 ล้านบาท

3) สร้างโรงงานผลิตปูนซีเมนต์ที่เมืองกำปอด ประเทศกัมพูชา 150 ล้านเหรียญ หรือประมาณ 4,500 ล้านบาท กำลังการผลิตรวมประมาณ 2,500-3,200 ตันต่อวัน ขณะนี้อยู่ระหว่างศึกษาแผนการลงทุน จะได้ข้อสรุปในปีนี้ จากนั้นใช้เวลาสร้าง 2 ปี และเริ่มผลิตได้ในปี 2558

นอกจากนี้ บริษัทยังอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ธุรกิจที่จะเข้าไปลงทุนประเทศพม่าในหมวดปูนซีเมนต์ โดยจะมีทั้งรูปแบบการซื้อโรงงานเก่าและลงทุนสร้างโรงงานใหม่ เนื่องจากยังเป็นประเทศที่ยังปิด ทำให้การเข้าไปลงทุนจะค่อนข้างยาก

"การขยายตลาดไปยังต่างประเทศ เพื่อให้บริษัทมีโอกาสขยายการเติบโต เพราะตลาดในประเทศตอนนี้ยอดขายไม่โตขึ้น และตลาดปูนยังโอเวอร์ซัพพลายอยู่ถึง 14 ล้านตัน" นางสาวจันทนากล่าวปิดท้าย