ประชาชาติธุรกิจ
พร็อพเพอร์ตี้

วันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

แสนสิริเร่งลงทุนรับกระแสคอนโดบูม วางแผนเปิด 19 โครงการใหม่ทั่วประเทศ มูลค่า 1.9 หมื่นล้านบาท

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 18 ก.พ. 2555 เวลา 17:50:25 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

แสนสิริ ประกาศแผนพัฒนาโครงการคอนโดตลอดปี 2555 รุกเปิดโครงการใหม่ 19 โครงการ มูลค่ารวมกว่า 19,000 ล้านบาท ครอบคลุมทุกระดับราคาทั้งใน กทม. ชานเมือง และต่างจังหวัด ประเดิมแห่งล่าสุดที่เขาใหญ่ หลังสร้างแบรนด์ติดลมบนในหัวหินและภูเก็ตสำเร็จ มั่นใจยอดโอนปีนี้ แตะ 13,000 ล้านบาท จาก 16 โครงการ

นายอุทัย อุทัยแสงสุข รองกรรมการผู้จัดการอาวุโส สายงานพัฒนาธุรกิจและพัฒนาโครงการคอนโด มิเนียม บริษัท แสนสิริ จำกัด (มหาชน) เปิดเผยว่า ตั้งแต่ต้นปีที่ผ่านมา แสนสิริในส่วนธุรกิจพัฒนาโครงการ คอนโดมิเนียมสามารถสร้างผลงานได้อย่างดีเยี่ยม โดยตั้งแต่ต้นปี 2555 จนถึงปัจจุบัน สามารถสร้างยอดขายได้ กว่า 3,000 ล้านบาทจากความสำเร็จของการขายโครงการดีคอนโด กะทู้–ป่าตอง ที่ภูเก็ต และโครงการเอชคิว ทองหล่อ ที่สามารถขายหมดภายใน 1 วัน

 

และคาดการณ์ว่าแสนสิริจะสามารถสร้างยอดขายจากงาน แสนสิริ ไลฟ์ คัมส์ โฮม (Sansiri Life Comes Home) ที่จัดขึ้นระหว่างวันที่ 17-19 กุมภาพันธ์ศกนี้อีกประมาณ 2,500 ล้านบาท โดยเชื่อมั่นว่าเมื่อรวมยอดขายในไตรมาสแรกปี 2555 ทั้งหมดจะทำให้ธุรกิจคอนโดมิเนียมของแสนสิริ สามารถแตะยอดขายที่ 7,000 ล้านบาทได้ ส่งผลให้ยอดขายรวมของแสนสิริในไตรมาสแรกพุ่งถึง 10,000 ล้านบาทตามที่ตั้งเป้าไว้ได้อย่างแน่นอน
 
“ในปีที่ผ่านมา แสนสิริ ได้แนะนำโครงการคอนโดมิเนียมสู่ตลาดในทุกระดับราคา เพื่อตอบโจทย์ความต้องการ ของตลาดโดยรวม มาในปีนี้ นอกจากเราจะคงกลยุทธ์เดิมแล้ว เรายังมองหาโอกาสใหม่ๆ ในตลาดเมืองท่องเที่ยว สำคัญทั่วประเทศ นอกเหนือจากที่เราสร้างความแข็งแกร่งได้สำเร็จในหัวหินและภูเก็ต” นายอุทัย กล่าวแสดงความเชื่อมั่น
 
ล่าสุด แสนสิริ ได้เผยโฉมคอนโดมิเนียมในสไตล์ “รีสอร์ต คอนโด (Resort Condo)” เป็นครั้งแรก ในงานแสนสิริ ไลฟ์ คัมส์ โฮม กับโครงการเชโลน่า เขาเต่า (Chelona Kaotao) และโครงการ  23 องศา เอสเตท เขาใหญ่ (23? Estate)

 

“เรามีความพร้อมที่จะรุกพัฒนาโครงการ คอนโดในรูปแบบต่างๆ ทั่วประเทศ โดยนอกจากโครงการที่เขาเต่าที่เปิดขายครั้งแรกในงานไลฟ์ คัมส์ โฮม รวมทั้งโครงการที่เขาใหญ่ที่เปิดให้จองสิทธิ์และกำหนดเปิดขายอย่างเป็นทางการในเดือนพฤศจิกายนแล้ว เรายัง วางแผนขยายไปสู่หัวเมืองใหญ่ในภาคเหนือ ตะวันออก และตะวันออกเฉียงเหนือด้วย ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่าง การศึกษาความเป็นไปได้”
 
ด้านมุมมองต่อภาพรวมตลาดคอนโดมิเนียมปี 2555 นายอุทัยกล่าวว่า ตลาดคอนโดมิเนียมยังมีการเติบโตในทุกเซกเมนต์ หากวิเคราะห์ในแต่ละเซกเมนต์ โดยเริ่มจากคอนโดมิเนียมระดับพรีเมี่ยม (ระดับราคา 100,000 – 199,999 บาท ต่อ ตร.ม.) พบว่า ซัพพลาย คอนโดหายากมากขึ้นเพราะปัญหาการขาดแคลนที่ดินย่านกลางเมืองจนทำให้ดีมานด์มากกว่าซัพพลายในระดับที่เห็นได้อย่างชัดเจน

 

ดังจะเห็นจากการเปิดตัวของโครงการ เอชคิว ทองหล่อ ของแสนสิริที่ขายหมดภายใน วันเดียว แม้จะยังไม่ได้มีการเปิดการขายอย่างเป็นทางการ

 

ทั้งนี้ เมื่อจำนวนคอนโดมิเนียมในระดับพรีเมียม ไม่สามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้บริโภคได้ ทำให้คอนโดในระดับบน (ระดับราคา 70,000 – 99,000 บาท ต่อ ตร.ม.) ที่ไม่ไกลจากรถไฟฟ้าจะเริ่มเข้ามาดูดซับความต้องการดังกล่าวทดแทน เพราะปัจจุบันระบบ ขนส่งมวลชนของเราพัฒนาขึ้นมากโดยเฉพาะอย่างยิ่งการต่อขยายของรถไฟฟ้าสายต่างๆ ดังนั้น กำลังซื้อที่ไม่ ยึดติดเรื่องทำเลจะกระจายตัวไปอยู่ตามคอนโดที่ถัดออกมาจากเมืองมากขึ้น

 

และที่เห็นการเติบโตชัดเจนที่สุด น่าจะเป็นคอนโดมิเนียมระดับกลาง (ระดับราคาไม่เกิน 69,999 บาท ต่อ ตร.ม.) ที่ในปีที่ผ่านมา มีโครงการใหม่ๆ นำเสนอสู่ตลาดให้ลูกค้าได้เลือกจำนวนมาก โดยในส่วนนี้ แสนสิริ ได้ใช้แบรนด์ ดี คอนโด และ เดอะ เบส เป็นตัวบุกตลาดที่ได้รับการตอบรับอย่างดีมาก และมีแนวโน้มจะเติบโตแบบก้าวกระโดดเนื่องจากการเปลี่ยน พฤติกรรมของกลุ่มเป้าหมายที่หันมานิยมอยู่อาศัยในคอนโดมิเนียม มากขึ้นกว่าอดีตที่นิยมซื้อบ้านเดี่ยวและทาวน์เฮาส์”
 
“เราเชื่อมั่นว่าคอนโดมิเนียมจาก แสนสิริ จะได้รับการตอบรับจากกลุ่มลูกค้ามากยิ่งขึ้นทั้งในกรุงเทพฯ และ ต่างจังหวัด จนสามารถทำให้ยอดรับรู้รายได้ของแสนสิริในปีนี้จะอยู่ที่ประมาณ 13,000 ล้านบาท จากการโอน โครงการคอนโดมิเนียม 16 โครงการทั่วประเทศได้ เพราะจากสถานการณ์อุทกภัยที่ผ่านมา ผู้บริโภคเริ่ม ระมัดระวังในการเลือกโครงการอสังหาริมทรัพย์มากขึ้น แบรนด์ที่มีชื่อเสียงและได้การยอมรับในด้านการบริหารจัดการภายในโครงการแม้แต่ในช่วงอุทกภัยจะเป็นที่ต้องการสูงยิ่งขึ้น"

 

"รวมทั้งพฤติกรรมผู้บริโภคจะเริ่มเปลี่ยนไป คอนโดมิเนียมเริ่มกลายเป็นบ้านหลังแรก ที่คนปัจจุบันจะซื้อเพื่ออยู่อาศัยมากกว่าบ้านในชานเมืองที่เสี่ยงต่อ ปัญหาอุทกภัย นอกจากนั้น ผู้บริโภคที่มีบ้านอยู่แล้วก็เริ่มมีความต้องการซื้อบ้านหลังที่สองทั้งในพื้นที่ที่น้ำไม่ท่วมในกรุงเทพฯ หรือต่างจังหวัด เช่น หัวหินและเขาใหญ่มากขึ้นด้วย” นายอุทัยกล่าวสรุป