ประชาชาติธุรกิจ
เด่นประชาชาติ

วันที่ 03 กันยายน พ.ศ. 2557

ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช "ขอลาตายอีกครั้ง"

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 22 ก.พ. 2555 เวลา 10:50:32 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์



อย่าเพิ่งตกใจกับชื่อเรื่องที่ปรากฏอยู่ด้านบน เพราะเรื่องราวทั้งหมดที่เกี่ยวข้องกับวลีนี้เกิดขึ้นในงานสัมมนาแห่งศตวรรษ "ปราชญ์สยาม นามคึกฤทธิ์" ในโอกาสครบรอบชาตกาล 100 ปี ซึ่งจัดขึ้นที่ห้องคอนเวนชั่น 1 โรงแรมเซ็นทาราแกรนด์ เซ็นทรัลเวิลด์ ซึ่งคนที่กล่าวถึงเรื่องนี้ก็คือ อัศศิริ ธรรมโชติ นักหนังสือพิมพ์ที่ผันตัวเองมาเป็น นักเขียนจนได้รับรางวัลซีไรต์ หยิบยกเรื่องลาตายอีกครั้งของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ปราโมช ขึ้นมากล่าวในงานเสวนา เริ่มจากการยกเอาประโยคเด็ดของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์มาเกริ่นว่า

"ระบอบกษัตริย์เปรียบเหมือนโคมแก้วระย้า หากมีใครไปขยับให้ตกลงมา มันก็จะบาดผู้คนที่อยู่ด้านล่างไปทั่ว"

นี่คือคำกล่าวของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ที่ผ่านมาหลายสิบปีแล้ว แต่ก็ยังคมกริบมาถึงปัจจุบัน สำหรับคำพูดของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ผู้เป็นนักปฏิบัติที่ประนีประนอม แต่ก็จะแข็งกร้าวต่อผู้ที่ไม่ ยึดมั่นในระบอบกษัตริย์

"ถ้าหม่อมราชวงศ์คึกฤทธิ์กลับมาเกิดใหม่ในยุคปัจจุบัน คงต้องขอลาตายอีกรอบแน่นอน"

พอจะขยายความจากคำพูดของประโยคนี้ได้ว่า เพราะยุคสมัยที่การเมืองการปกครองของไทย เกิดระส่ำระสายมาหลายขวบปี จนกระทบถึงสถาบันหลักของประเทศ ในการปกครองแบบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นพระประมุข

"สิ่งที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ฝากไว้ก็คือ หากใครคิดจะล้มล้าง ก็จะทำให้ผู้คนที่อยู่ด้านล่างรอบ ๆ ได้รับผลกระทบไปด้วย" คำกล่าวของอัศศิริที่พูดถึงบุคคลสำคัญของโลกที่องค์การ ยูเนสโกยกย่องรวดเดียว 4 สาขา ได้แก่ การศึกษา วัฒนธรรม สังคมศาสตร์ และสื่อสารมวลชน

ดังที่ทราบกันดีว่า เรื่องราวชีวิตของปูชนียบุคคลผู้นี้ยังคงถูกหยิบยกมาพูดคุย เป็นบุคคลตัวอย่างในทุกแวดวง ตลอดระยะเวลากว่า 100 ปีนับตั้งแต่บุรุษผู้นี้ถือกำเนิด ดำรงอยู่ และดับไป แต่ชื่อเสียงของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ผู้คิดลึก ก็ยังก้องอยู่ในทุกส่วนของสังคมที่หม่อมเหยียบย่างลงไป

หนึ่งในบทบาทที่คนกล่าวถึงมากที่สุดก็คือ บทบาทสื่อมวลชน อัศศิรินำมายกย่อง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ผู้อุทิศชีวิตให้กับงานหนังสือพิมพ์จนวาระสุดท้ายของชีวิต หลังวางมือจากทุกวงการแต่ไม่ยอมวางมือจากงานเขียน แม้จะไม่มีแรงจับปากกา แต่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ก็ยังเขียนคอลัมน์ต่าง ๆ ผ่านปาก โดยให้คนอื่นเขียนตามคำบอก พออายุล่วงเลยเข้าสู่วัย 82 ปี สายตาเริ่มไม่ค่อยดี อ่านหนังสือพิมพ์เองไม่ได้ ก็ต้องให้คนอื่นอ่านให้ฟัง เรียกว่าเป็นสื่อสารมวลชนจนนาทีสุดท้ายของชีวิต

"เป้าหมายของการก่อตั้งหนังสือพิมพ์สยามรัฐ ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ก็เพื่อให้คนไทยในกรุงเทพฯ มีความรู้เรื่องการเมืองในประชาธิปไตยอย่างแพร่หลาย เป็นส่วนสำคัญ ที่ทำให้สังคมไทยเห็นประชาธิปไตย และเสริมพื้นฐานประชาธิปไตยที่มีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุขให้แข็งแกร่ง"

ในอีกด้านหนึ่ง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ก็แสดงให้เห็นว่า เสรีภาพของหนังสือพิมพ์นั้นจะอยู่ในตัวของคนทำหนังสือพิมพ์อยู่แล้ว ไม่มีใครสามารถมาเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้นการดำรงไว้ซึ่งเสรีภาพของหนังสือพิมพ์ นักหนังสือพิมพ์ก็ต้องรู้จักประสานตนและเห็นแก่ประโยชน์สังคมเป็นหลัก

วิทยากรคนเดิมยังได้วิพากษ์บทประพันธ์ของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ เรื่อง "สี่แผ่นดิน" ไว้ 2 มุมด้วยกันคือ ถ้ามองในแง่ดีก็ทำให้เกิดเสรีภาพ แต่ในแง่ร้ายก็ทำให้เกิดความแตกแยกกันภายในสังคมได้เช่นกัน สังเกตได้จากการเมืองเมื่อ 60 ปีก่อน กับตอนนี้ไม่ได้ขยับก้าวหน้าไปไหนไกล การเมืองไทยตั้งแต่ตอนนั้นกับตอนนี้ไม่ได้ต่างกันเลย

แม้จะมีบุคคลอย่าง ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ ผู้ที่ได้รับฉายาทางการเมืองว่า "เฒ่าสารพัดพิษ" ผู้ที่สามารถแสดงความเห็นทางการเมืองได้อย่างตรงไปตรงมา โดยไม่ต้องเกรงกลัวอิทธิพลใด ๆ ได้รับฉายาว่า "เสาหลักประชาธิปไตย"

แต่จนถึงวันนี้ประชาธิปไตยของไทยก็ยังปักหลักอยู่ที่เสาต้นเดิมไม่ได้เติมหรือเพิ่มเสาต้นใดลงไปเสริมความมั่นคง แข็งแกร่งให้กับเสาต้นเดิมต้นเดียวอีกเลย

กลับมาที่ผลงานดีเด่นที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์แสดงให้เห็นแสนยานุภาพเหนือกองทัพไทย โดยการออกมาวิพากษ์บทบาทและหน้าที่ของทหารไทยอย่างตรงไปตรงมา

"ทหารไทยฉลาดไม่ได้ ทหารไทยทำตัวเหมือนกับม้าลำปาง ที่มัวแต่คอยลากรถเลื่อนไปวัน ๆ มองเห็นแต่ภาพข้างหน้าเท่านั้น ทิวทัศน์ข้าง ๆ และข้างหลังจะมองไม่เห็นเลย"

คงจะจริงดังที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์เคยกล่าวไว้ เพราะมาถึงยุคปัจจุบัน อานันท์ ปันยารชุน ผู้ได้รับโจทย์ให้กล่าวถึง ม.ร.ว. คึกฤทธิ์ ในหัวข้อการเมืองระหว่างประเทศ หยิบยกประโยคขึ้นมาเปรียบเทียบให้เห็นภาพทหารไทยว่า "ทั้ง ๆ ที่ทหารไทยมีความฉลาดอยู่แล้ว แต่ไม่สามารถหยิบยกขึ้นมาใช้ได้ เพราะมัวแต่ทำตัวเป็นม้าลำปาง"

ก่อนจะอธิบายเสริมว่า คนเราจะพัฒนาได้ ต้องมองเห็นให้รอบได้ ไม่ได้มองจุดใดจุดหนึ่งเท่านั้น โดยทางกายภาพ แม้คนเราจะมองให้ครบ 360 องศาไม่ได้ แต่ในเรื่องแนวคิด เราควรมองให้รอบได้ เพื่อเป็นการชดเชยในเรื่องของกายภาพ ถ้าเราทำได้ เราก็จะสามารถพัฒนาตัวเองต่อไปได้

"เหมือนกับที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์สามารถทำได้ เป็นคนที่มองอะไรได้รอบด้าน มีมุมมองที่กว้างไกลมองทุกอย่างอย่างลึกซึ้ง"

ดังที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์มักจะพูดเสมอว่า ประเทศไทยจะมองเห็นแต่ประโยชน์ถาวรเท่านั้น แม้แต่มิตรประเทศก็ต้องหาชาติที่จะเป็นมิตรถาวรเท่านั้น

และสิ่งที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์บอกไว้เสมอคือ

"ประเทศไทยห้ามมีศัตรูถาวรเด็ดขาด"

อานันท์อธิบายเสริมว่า คำพูดนี้เป็นการบอกใบ้ให้สหรัฐอเมริการู้ว่า ความสัมพันธ์ของประเทศไทย คือการมีประโยชน์ร่วมกัน ไม่ใช่ดำรงไว้ในลักษณะของกำลังทหาร ดังที่อเมริกามาตั้งฐานทัพ จ.อุดรธานีแม้สงครามเวียดนามสิ้นสุดลง

"อันเนื่องมาจากมีการลงนามระหว่างทหารไทยกับทหารอเมริกา เรื่องการมอบอำนาจอธิปไตยใน จ.อุดรธานีให้อเมริกา แบบไม่มีกำหนดเวลา ผมขอบอกว่า เป็นสัญญาที่อุบาทว์ที่สุด เพราะเป็นสิ่งที่ไม่ควรกระทำเป็นอย่างยิ่งในการลงนามระหว่างประเทศ ที่ใช้คำว่า ไม่มีกำหนดเวลา

หากเรื่องนี้ผ่านทางรัฐบาลพลเรือน ผ่านมาทางกระทรวงการต่างประเทศจะไม่มีการปล่อยผ่านอย่างแน่นอน เหตุการณ์นี้สะท้อนให้เห็นว่ากระทรวงการต่างประเทศในยุคก่อนไม่มีน้ำยาพอ จนกระทั่งยุคของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์จึงได้ปรับปรุงกระทรวงการต่างประเทศให้ดีขึ้นกว่ายุคนั้น นับเป็นครั้งแรกที่ระบบการเมืองสามารถควบคุมระบบทหารได้" คำกล่าวที่นายอานันท์ยกย่องและยอมรับในความสามารถของ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ พร้อมยกตัวอย่างสิ่งที่เขาได้แลกเปลี่ยนพูดคุยกับปูชนียบุคคลของประเทศไทยถึงการบริหารงานภายในประเทศของไทย

"ปัญหาไหนก็ตามภายในประเทศที่ไม่สามารถแก้ได้และ แก้ไม่ตก รัฐบาลชุดนั้นมักจะตั้งคณะกรรมการขึ้นมาศึกษา เรื่องนั้น ซึ่งแสดงให้เห็นว่ารัฐบาลนั้นไม่สามารถแก้ไขปัญหานั้นได้ หรือแสดงว่ารัฐบาลชุดนั้นไม่มีศักยภาพเลย แล้วทิ้งค้างไว้อยู่อย่างนั้นโดยไม่สามารถแก้ปัญหานั้นได้เลย"

นี่คือแนวคิดคำคมที่ ม.ร.ว.คึกฤทธิ์ฝากไว้ในสังคมไทย นอกเหนือจากผลงานในฐานะศิลปินแห่งชาติ สาขาวรรณศิลป์ มีผลงานที่โดดเด่นมากกว่า 200 เรื่อง ทั้งนวนิยาย เรื่องสั้น และเรื่องแปล และบทบาทอื่น ๆ อีกมากมายเกินที่จะกล่าว ได้หมดในกระดาษเพียงแผ่นเดียว

บุคคลผู้มีวาทศิลป์เป็นเลิศชวนให้จดจำ แม้กระทั่งการอธิบายชื่อของตัวเองด้วยการผวนคำ "คึกฤทธิ์ ก็คือ คิดลึก"