ประชาชาติธุรกิจ
ประชาชาติไลฟ์

วันที่ 19 เมษายน พ.ศ. 2557

"นาฑี โอสถานุเคราะห์" ทายาทรุ่นที่ 5 "โอสถสภา"

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 25 มี.ค. 2555 เวลา 06:59:44 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์



เส้นทางของ "โอสถสภา" เดินทางมาถึง 120 ปี และมีผู้บริหารเป็นรุ่นที่ 4 แล้ว เส้นทางเดินข้างหน้ายังทอดยาวออกไปเรื่อย ๆ "นาฑี โอสถานุเคราะห์" ทายาทรุ่นที่ 5 เป็นความคาดหวังที่กำลังก้าวเข้ามาเรียนรู้งาน ซึ่งต่อไปจะต้องเข้ามารับหน้าที่บริหารต่อจากพ่อ "รัตน์ โอสถานุเคราะห์" อย่างเต็มตัวในอีกไม่กี่ปีข้างหน้า

"นาฑี โอสถานุเคราะห์" วัย 24 ปี เจเนอเรชั่นล่าสุดของบริษัท โอสถสภา จำกัด เป็นลูกชายคนโต ของรัตน์ โอสถานุเคราะห์ มีน้องชาย 1 คน ชื่อ "คฑา" อายุ 18 ปี กำลังศึกษาอยู่ที่ประเทศอังกฤษ
ทั้ง 2 คนถูกส่งไปเรียนที่เมืองนอกตั้งแต่เด็ก ภายหลังจากนาฑีจบชั้นประถมปีที่ 3 จากโรงเรียนจิตรดา ก็ย้ายไปเรียนต่อที่อังกฤษจนจบไฮสกูล ก่อนไปต่อสาขาบริหาร จบปริญญาตรีและโทที่มหาวิทยาลัยบอสตัน สหรัฐอเมริกา

ทันทีที่เรียนจบ นาฑีกลับมาเรียนรู้งานที่บริษัทในฐานะพนักงานฝึกหัดคนหนึ่ง ไม่มีเก้าอี้หรือตำแหน่งใด ๆ โดยจะต้องเวียนศึกษางานในทุกแผนกเป็นระยะเวลา 1 ปีครึ่ง ซึ่งขณะนี้เข้าสู่เดือนที่ 7 แล้ว

ทายาทหนุ่มผู้นี้ นอกจากจะเชี่ยวชาญในวิชาบริหารแล้วยังสนใจวิชาประวัติศาสตร์ เจ้าตัวให้เหตุผลว่า "เพื่อเรียนรู้อดีตและศึกษาปัจจุบัน ยิ่งเก่ายิ่งชอบ" ชายหนุ่มพูดด้วยความตื่นเต้นเมื่อเอ่ยถึงสิ่งที่เขาชื่นชอบ พร้อมบอกต่อว่า "ผมยังไม่ได้นำสิ่งที่เรียนมาใช้มากนัก เพราะตอนนี้อยู่ในช่วงการเรียนรู้งานของบริษัท ยังไม่ได้ไปคุมใคร ยังไม่มีตำแหน่ง แต่ทำหน้าที่เหมือนพนักงานคนหนึ่งเท่านั้น"

บางสิ่งที่พบก็ไม่ได้เหมือนกับที่คิด แต่บางอย่างก็เหมือนกับที่คิดไว้ บางส่วนก็ยากกว่าที่เขียนไว้ในหนังสือ บางสิ่งก็เหมือนกัน มีทั้งที่ตรงตามตำรา แต่บางครั้งหนังสือก็ไม่ได้ถูกเสมอไป "มีหลายอย่างที่เราอาจจะตอบผิดในห้องสอบ แต่หากนำมาใช้ในชีวิตจริงมันอาจจะถูกก็ได้"

เมื่อถามถึงแนวทางการทำงานว่า ได้เรียนรู้อะไรจากรุ่นพ่อบ้าง คำตอบของทายาทหนุ่มทำให้รู้ว่าตระกูลนี้ไม่เน้นการสอนด้วยวาจา แต่เน้นที่การปฏิบัติมากกว่า "พ่อไม่ได้สอนอะไรมาก ไม่ได้พูดกันมาก แต่เราจะไปดูการกระทำมากกว่ามานั่ง

สั่งสอน ผมได้เรียนรู้จากสิ่งที่พ่อปฏิบัติ ได้เรียนรู้วิธีการตัดสินใจของพ่อจากการเข้าร่วมประชุมในหลาย ๆ ครั้งที่ผ่านมา พ่อคิดและทำอะไรอย่างไรต่อเรื่องนั้น ๆ ผมต้องศึกษาเอง พ่อจะไม่ค่อยสอน เวลาที่เราอยู่ด้วยกันจะเล่นกันมากกว่า ไม่เคยซีเรียสว่าต้องทำอะไรบ้างในฐานะนักธุรกิจ"

ในฐานะที่นาฑีเป็นทายาทรุ่นที่ 5 ต้องสืบทอดกิจการต่อจากรุ่นที่ 4 ย่อมเป็นธรรมดาที่ต้องรู้สึกกดดันต่อภาระหน้าที่ที่ต้องรับช่วงต่อในอนาคต "บอกตามตรงว่ารู้สึกกดดันมาก ยิ่งตอนแรก ๆ ที่เข้ามาเรียนรู้งานใหม่ ๆ ได้เห็นประวัติศาสตร์อันยาวนานของบริษัทก็ตกใจเหมือนกัน เพราะตอนนั้นไม่ได้รู้เยอะแยะแบบเจาะลึกขนาดนี้ แต่ภายหลังจากที่ได้เรียนรู้งานก็คลายความกดดันลง เพียงแค่เราทำให้ดีที่สุดก็พอ และหวังว่าจะพอสำหรับอนาคต"

"คิดว่าคงจะช่วยกันทำกับน้อง และหากถึงเวลาที่เราต้องบริหารจริงคงจะมีความรู้เพียงพอที่จะทำได้" ทายาทหนุ่มผู้นี้ยังเล่าถึงสิ่งที่เขาคิดและวางแผนไว้ในอนาคต "แค่คิดเล่น ๆ นะครับ ยังไม่ได้มีแผนชัดเจนเพราะยังไม่ถึงเวลา ผมคิดว่าธุรกิจของตระกูลเราสามารถขยายได้อีก ต้องมาดูว่ามีผลิตภัณฑ์ใดที่จะเติบโตในตลาดที่กว้างขึ้น ผมมองเห็นช่องทางที่จะกระจายสินค้าไปได้อีกในหลายประเทศนอกเหนือจากที่ทำอยู่ในขณะนี้ แต่ไม่ได้ซีเรียส แค่คิดเผื่อไว้ เพราะอย่างไรโลกก็ต้องเปลี่ยนไป ไม่มีทางที่จะทำอย่างเดิมตลอดไปได้ เช่น เมื่อก่อนทำแต่ยา มาถึงตอนนี้ต้องเปลี่ยนเป็นเครื่องดื่มชูกำลัง ผมว่าอีกหน่อยคงคิดอะไรที่เข้ากับไลฟ์สไตล์ของคน แต่คงไม่ใช่เร็ว ๆ นี้ที่ผมจะมีบทบาทอะไรมาก"

ตระกูลโอสถานุเคราะห์ นอกจากเป็นครอบครัวนักธุรกิจแล้ว ยังมี สายเลือดศิลปิน ที่ถ่ายทอดกันมาจนถึงรุ่นโหลน นาฑีและน้องชายจึงมีความสนใจและชื่นชอบดนตรีเหมือนกับ รัตน์ ผู้เป็นพ่อ ที่แต่งเพลงให้กำลังใจคนกับบทเพลง

"สู้ต่อไป" จนโด่งดังมากในยุคที่คนไทยจิตตกจากวิกฤตเศรษฐกิจ

นาฑีเองก็กำลังจะออกอัลบั้มเพลงชุดแรกชื่อ "เก็ทสึโนวา" กับค่ายแกรมมี่ เป็นการรวมตัวกับเพื่อนในวงไฮโซฯ โดยเขาเป็นมือกีตาร์ ส่วนคนอื่น ๆ มี "นต-ปณต คุณประเสริฐ", "เนม-ปราการ ไรวา" และ "ไปป์-คมฆเดช แสงวัฒนาโรจน์"

"ผมชอบกีตาร์ตั้งแต่อายุ 15 ปี อยู่ดี ๆ ก็อยากเล่น เหมือนมันอยู่ในสายเลือด ครอบครัวเราเล่นดนตรีกันทุกคน เท่าที่ทราบคุณพ่อก็ร้องเพลง คุณลุง (เพชร โอสถานุเคราะห์) ก็เล่นกีตาร์ เล่นเปียโน เท่าที่จำได้คุณปู่ (สุรัตน์ โอสถานุเคราะห์) ก็ร้องเพลงเก่ง เล่นเปียโน ถ้าเป็นรุ่นทวดจะไม่แน่ใจ แต่ได้ข่าวว่าเล่นดนตรีเหมือนกัน น้องชายผมก็ตีกลองตั้งแต่เด็ก แต่ตอนนี้ก็หันมาเล่นกีตาร์ และที่บ้านมีห้องซ้อมสำหรับวงด้วย"

นาฑี นอกจากชอบดนตรีแล้ว ยังเป็นนักกีฬาเทนนิสและฟุตบอล มักจะนัดเพื่อน ๆ เตะบอลทุกสัปดาห์ แต่ไม่ได้คิดจะเล่นเป็นมืออาชีพถึงขนาดเข้าไปเล่นกับทีมโอสถสภาแต่อย่างใด

ถึงแม้ว่าเด็กหนุ่มผู้นี้เติบโตมาในตระกูลที่มีฐานะร่ำรวยกระนั้นการใช้ชีวิตของเขาไม่ได้ฟุ่มเฟือยหรูหรานาฑีชื่นชอบการรับประทานอาหารที่บ้าน ไม่อยากเดินทางไปไหนเพราะรถติด และไม่ชอบสินค้าแบรนด์เนม จะถูกจะแพงขอเลือกตามสไตล์ที่ชอบมากกว่า

นับแต่นี้ต้องจับตาดูกันว่า "นาฑี" ลูกไม้ใต้ต้นของ "รัตน์ โอสถานุเคราะห์" จะสร้างประวัติศาสตร์ธุรกิจหน้าใหม่ให้แก่ธุรกิจของตระกูลเฉกเช่นรุ่นทวด รุ่นปู่ รุ่นพ่อ ของเขาได้ทำไว้หรือไม่ !