updated: 02 เม.ย 2555 เวลา 13:47:06 น.
สมเด็จ
พระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี มีพระชนมายุครบ 57 พรรษา ในปีมะโรง
ทีมข่าวประชาชาติธุรกิจ เซ็กชั่นดีไลฟ์
ขอพาย้อนวันเวลากลับสู่เมื่อครั้งยังทรงพระเยาว์
ในพระบรมฉายาลักษณ์อดีตที่ยังคงประทับใจ
ตรึงอยู่ในความทรงจำของปวงประชาราษฎร์มิคลาย 
นับตั้งแต่พระราชธิดา
องค์ที่สองในพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว และสมเด็จพระนางเจ้าฯ
พระบรมราชินีนาถ พระนามเดิมว่า สมเด็จพระเจ้าลูกเธอ
เจ้าฟ้าสิรินธรเทพรัตนราชสุดากิติวัฒนาดุลโสภาคย์ ประสูติเมื่อวันเสาร์ที่ 2
เมษายน 2498 ณ พระที่นั่งอัมพรสถาน พระราชวังดุสิต
"ทูลกระหม่อม
น้อย" เป็นพระนามที่บรรดาข้าราชบริพารเรียกกัน ทรงเริ่มการศึกษาระดับอนุบาล
ในเดือนกรกฎาคม พ.ศ. 2502 ที่โรงเรียนจิตรลดา
ในบริเวณพระตำหนักจิตรลดารโหฐาน ขณะนั้นพระชนมายุได้ 3 พระชันษาเศษ
ทรงมีพระสหายร่วมชั้นเรียนอีก 20 คน
ในชั้นอนุบาล ทรงศึกษาวิชาภาษาไทย ภาษาอังกฤษ เลขคณิต และขับร้อง ทรงโปรดโรงเรียน พระอาจารย์ และพระสหายเป็นอันดี
เมื่อ
ทรงเรียนจบชั้นประถมศึกษาตอนปลาย ได้ทรงสอบร่วมกับนักเรียนทั่วประเทศ
โดยใช้ข้อสอบกระทรวงศึกษาธิการ และสมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ
สยามบรมราชกุมารี ทรงสอบได้ที่หนึ่ง ได้คะแนนรวมร้อยละ 96.60
อันเป็นคะแนนสูงสุดสำหรับระดับชั้นประถมศึกษาปีที่เจ็ด
จึงทรงได้รับพระราชทานรางวัลเรียนดี จากพระบาทสมเด็จพระเจ้าอยู่หัว
ในงานแสดงศิลปหัตถกรรมนักเรียน ครั้งที่ 31 ณ กรีฑาสถานแห่งชาติ
เมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 2511 ระหว่างที่ทรงศึกษาอยู่นี้
สมเด็จพระ
เทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี ทรงพระปรีชาสามารถในวิชาแทบทุกด้าน เช่น
ภาษาไทย ภาษาต่างประเทศ ภูมิศาสตร์ ประวัติศาสตร์ รำไทย ดนตรีไทย
และวาดเขียน เป็นต้น มักจะทรงได้คะแนนมากกว่าพระสหายในชั้นเดียวกันอยู่เสมอ
นอกจากนี้ ยังโปรดทรงหนังสือมาตั้งแต่ทรงพระเยาว์
และทรงพระปรีชาสามารถในทางร้อยแก้วและร้อยกรองอย่างยิ่ง
ทรงเริ่มบทพระนิพนธ์ต่าง ๆ ตั้งแต่เมื่อทรงพระชนมายุได้เพียง 12 พระชันษา
เป็นต้นมา
บทพระราชนิพนธ์เหล่านี้ได้รับการตีพิมพ์แพร่หลายในหนังสือหลายเล่ม
ตัวอย่างเช่น "อยุธยา" "เจ้าครอกวัดโพธิ์" "ศาสนาเกิดขึ้นได้อย่างไร"
เป็นต้น
สมเด็จพระเทพรัตนราชสุดาฯ สยามบรมราชกุมารี
ทรงให้ความสำคัญกับการบันทึกบัญชีในกิจกรรมต่าง ๆ
ในโรงเรียนโครงการตามพระราชดำริ
และทรงเป็นแบบอย่างในการพัฒนาด้านการบันทึกบัญชี
พระองค์มีพระปรีชา
สามารถในหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งทางด้านอักษรศาสตร์และดนตรีไทย
ซึ่งพระองค์ได้นำมาใช้ในการอนุรักษ์ ส่งเสริม
และให้การอุปถัมภ์ในด้านศิลปวัฒนธรรมของประเทศ
จากพระราชกรณียกิจในด้านศิลปวัฒนธรรม พระองค์จึงได้รับการทูลเกล้าฯ ถวาย
พระสมัญญาว่า "เอกอัครราชูปถัมภกมรดกวัฒนธรรมไทย" และ "วิศิษฏศิลปิน"
นอก
จากนี้ พระองค์ยังทรงประกอบพระราชกรณียกิจในด้านต่าง ๆ เช่น ด้านการศึกษา
การพัฒนาสังคม โดยทรงมีโครงการในพระราชดำริส่วนพระองค์หลายหลากโครงการ
โครงการในระยะเริ่มต้นนั้น
มุ่งเน้นทางด้านการแก้ปัญหาการขาดสารอาหารของเด็กในท้องถิ่นทุรกันดาร
และพัฒนามาสู่การให้ความสำคัญทางด้านการศึกษา
เพื่อการพัฒนาบุคคลอย่างสมบูรณ์























