ประชาชาติธุรกิจ
มอเตอร์ริ่ง

วันที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2557

"เชฟโรเลต"ฟิตจัดท้ารบทุกเซ็กเมนต์

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 04 เม.ย 2555 เวลา 12:05:36 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

"เชฟโรเลต" รุกหนักบุกตลาดทุกเซ็กเมนต์ ชิมลางโชว์รถซับคอมแพ็กต์ "โซนิค" ทั้งรุ่น 4 และ 5 ประตู ดีเดย์พร้อมขายไตรมาส 2 หวังดันเข้าโครงการรถคันแรก พร้อมเปิดตัว "เทรลเบลเซอร์" ตั้งเป้ายอดขายรวม 85,000 คัน ชี้ค่าแรงเพิ่มมีผลต่อแผนลงทุนใหม่แน่ แต่ยันไม่ผลักภาระให้ผู้บริโภค



นายมาร์ติน แอฟเฟล ประธานกรรมการประจำประเทศไทยและเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ บริษัท เจนเนอรัล มอเตอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด และบริษัท เชฟโรเลต เซลส์ (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยถึงแผนการปีนี้ว่า จะส่งสินค้าเข้ามาทำตลาดเพิ่มเติมหลายรุ่น ล่าสุดนำรถซับคอมแพ็กต์ "โซนิค" มาแสดงในงานมอเตอร์โชว์ ทั้งรุ่นซีดานและแฮตช์แบ็ก ซึ่งจะเริ่มนำมาจำหน่ายภายในไตรมาส 2 นี้ แต่ยังไม่ได้ระบุขนาดเครื่องยนต์ โดยรถรุ่นดังกล่าวตั้งใจจะนำเข้าร่วมโครงการรถคันแรก มีการผลิตในประเทศไทย และใช้โลคอลคอนเทนต์ตามข้อกำหนดที่ 40%

บริษัทยังเพิ่มกำลังการผลิตเครื่องยนต์ดีเซล และการผลิตรถปิกอัพเพิ่มเติมด้วย พร้อมกับแนะนำรถยนต์พีพีวีรุ่น "เทรลเบลเซอร์" เครื่องยนต์ดูราแม็กซ์ ดีเซลเทอร์โบรุ่นใหม่ ขนาด 4 สูบ ความจุ 2.5 ลิตร และ 2.8 ลิตร ที่พัฒนาบนพื้นฐานโครงสร้างรถกระบะขนาดกลาง ที่มีราคาจำหน่ายเริ่มต้นที่ 1.05 ล้านบาท และรุ่นท็อปที่ 1.489 ล้านบาท ทั้งรุ่นเครื่องยนต์ 2.5 และ 2.8 ลิตร แต่คาดรุ่น 2.8 ลิตรจะได้รับความนิยมจากลูกค้ามากกว่า ตั้งเป้ายอดขายรวมที่ 7,000 คัน และจะส่งมอบในเดือนมิถุนายนนี้

"เทรลเบลเซอร์น่าจะสามารถแข่งกับคู่แข่งในตลาดได้เป็นอย่างดี ด้วยราคาถือว่าคุ้มค่ากับออปชั่นต่าง ๆ ที่มี ลูกค้าที่จองรถในงานมอเตอร์โชว์ก็จะเป็นกลุ่มแรกของโลกที่ได้รับรถ ซึ่งพร้อมส่งมอบรถลอตแรกในเดือนมิถุนายนนี้" นายมาร์ตินกล่าว

ปีนี้ตั้งเป้ายอดขายที่ 85,000 คัน แบ่งเป็นยอดขายรถยนต์นั่ง 55% และรถปิกอัพ 45% เพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมาราว 60%

คิดเป็นส่วนแบ่งทางการตลาดที่ 10% จากตลาดรวม เนื่องจากความมั่นใจในการมีสินค้าหลากหลายเซ็กเมนต์ทั้งรถยนต์นั่ง โซนิค, ครูซ, รถปิกอัพ โคโลราโด รถพีพีวี เทรลเบลเซอร์ และเอสยูวี แคปติวาด้วย

ส่วนปัจจัยที่ยังต้องเฝ้าระวังในปีนี้คือภาวะเงินเฟ้อในประเทศไทย หากปล่อยให้เงินเฟ้อสูงขึ้นก็จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในระยะยาว รวมถึงปัจจัยด้านการขาดแคลนแรงงานที่อาจจะไม่เพียงพอกับการลงทุนของบริษัทต่าง ๆ ในอนาคตด้วย

สำหรับการปรับค่าแรงขั้นต่ำที่มีผลในวันที่ 1 เมษายนที่ผ่านมานั้น บริษัทได้ปฏิบัติตามนโยบายของรัฐด้วยการเพิ่มค่าแรงแก่พนักงานขั้นต่ำ 300 บาท รวมถึงเพิ่มให้แก่พนักงานเดิมที่มีประสบการณ์สูงขึ้นด้วย แม้ว่าจะส่งผลต่อต้นทุนเพิ่มขึ้น แต่ก็มีวิธีการในการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตให้สอดรับกัน ซึ่งปัจจุบันบริษัทมีกำลังการผลิตรถยนต์รวม 180,000 คัน และหากผู้บริโภคมีความต้องการถปิกอัพ

เพิ่มก็ยังเพิ่มกำลังการผลิตได้อีกเล็กน้อย

"ประเทศไทยเป็นฐานการผลิตที่มีประสิทธิภาพ เราจึงมีการลงทุนเพิ่มอย่างต่อเนื่อง ซึ่งภาครัฐที่กำหนดนโยบายต่าง ๆ ออกมา เราก็ได้ดำเนินการมากกว่าที่กำหนด รวมถึงพัฒนาประสิทธิภาพการผลิตให้มากที่สุดเพื่อไม่ต้องการปรับขึ้นราคาสินค้า แต่ถ้าถึงจุดหนึ่งที่ต้นทุนสูงเพิ่มมาก ๆ ก็อาจจะต้องมีการปรับราคาในอนาคต นอกจากนี้ค่าแรงนั้นมีผลต่อแผนลงทุนใหม่ในอนาคตด้วย"

นายมาร์ตินกล่าว

ส่วนการลงทุนในอาเซียนนั้น นอกจากประเทศไทยแล้ว จีเอ็มก็สนใจตลาดใน 2 ประเทศ คือมาเลเซีย และอินโดนีเซีย เนื่องจากเป็นตลาดขนาดใหญ่ ซึ่งปัจจุบันได้ลงทุนตั้งโรงงานผลิตรถยนต์ในประเทศอินโดนีเซียแล้ว