ประชาชาติธุรกิจ
คอลัมน์

วันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ถอดบทเรียนรับมือแผ่นดินไหว-สึนามิ

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 19 เม.ย 2555 เวลา 17:08:10 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

บทบรรณาธิการ

บ่อย ครั้งขึ้นที่ภัยธรรมชาติซึ่งอุบัติขึ้นโดยไม่คาดฝัน ส่งผลกระทบต่อมนุษย์อย่างรุนแรง น้ำท่วม ฝนแล้ง แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด จึงเป็นเรื่องที่คนทุกชาติทุกภาษาต่างภาวนาให้แคล้วคลาด เพราะส่วนใหญ่ไม่อาจรู้หรือคาดการณ์ได้ล่วงหน้าว่าจะเกิดขึ้นที่ไหน เมื่อไร

แม้โลกปัจจุบันจะพัฒนาไปไกล เทคโนโลยีสมัยใหม่มีความก้าวหน้าและล้ำยุคกว่าในอดีตหลายร้อยหลายพันเท่า

แต่ เครื่องไม้เครื่องมือเตือนภัย รวมทั้งที่ใช้สำหรับการสื่อสาร ที่มีความทันสมัยก็ช่วยมนุษย์ได้เพียงแค่การป้องกันบรรเทา หรืออย่างมากก็ช่วยลดระดับความรุนแรงจากผลกระทบที่เกิดจากภัยธรรมชาติได้ เท่านั้น ยังไม่สามารถจะหยุดยั้งไม่ให้เกิดภัยธรรมชาติ จากทั้งดิน น้ำ ลม ไฟ ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์

โดยเฉพาะเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เพิ่งจะเกิด ขึ้นหมาด ๆ เมื่อเวลา 15.38 น. วันที่ 11 เม.ย.ที่ผ่านมา บริเวณใกล้เกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย ซึ่งระดับความรุนแรงสูงถึง 8.6 ริกเตอร์

โดยมีศูนย์กลางอยู่บริเวณตอนเหนือเกาะสุมาตรา ห่างชายฝั่งจังหวัดอาเจะห์ไปประมาณ 435 กิโลเมตร ลึกลงไปในทะเล 33 กิโลเมตร

สร้าง ความหวาดผวาและตื่นตระหนกให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวในหลายประเทศแถบ มหาสมุทรอินเดีย รวมทั้ง 6 จังหวัดในภาคใต้ของไทยชายฝั่งทะเลอันดามัน คือ ภูเก็ต, กระบี่, พังงา, ระนอง, ตรัง และสตูล

เนื่องจากเคยผ่าน ประสบการณ์แผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์สึนามิครั้งร้ายแรงสุดครั้งหนึ่งใน ประวัติศาสตร์ช่วงปลายปี 2547 มาแล้ว ก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินคิดเป็นมูลค่ามหาศาล และต้องใช้เวลานานหลายปีกว่าชาวบ้าน ภาคธุรกิจ เศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัว

ครั้ง นี้โชคดีที่ภายหลังเกิดแผ่นดินไหวแล้วไม่ได้มีสึนามิตามมาเหมือนกับที่หลาย ฝ่ายคาดการณ์ไว้ ทำให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นมีเพียงเล็กน้อย

แม้ความ รุนแรงของแผ่นดินไหวซึ่งมีจุดศูนย์กลางห่างจากประเทศไทยออกไป 860 กม. จะทำให้ผู้อยู่ในตึกสูงในพื้นที่หลายจังหวัดรวมทั้งกรุงเทพมหานครจะรับรู้ ได้ถึงแรงสั่นสะเทือน

อย่างไรก็ตาม ยังไม่อาจไว้วางใจได้เต็มที่ว่าภัยแผ่นดินไหว คลื่นยักษ์สึนามิจะไม่เกิดขึ้นซ้ำรอยอีก ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียร้ายแรงเหมือนที่เคยได้รับบทเรียน มาแล้ว รัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ตลอดจนทุกภาคส่วนในสังคมจะต้องเตรียมความพร้อมรับมือภัยธรรมชาติที่อาจจะ เกิดขึ้นได้โดยไม่มีสัญญาณบ่งบอกล่วงหน้า

ในส่วนของหน่วยงานรัฐนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่ฝ่ายนโยบายต้องสั่งการและกำชับให้หน่วยงานภาคปฏิบัติให้ ความสำคัญเป็นพิเศษกับระบบเตือนภัย และระบบป้องกันภัย พร้อมกับกระจายข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องชัดเจนและทันการ

ขณะที่ชาว บ้านก็ต้องหาทางช่วยเหลือตนเองในเบื้องต้นด้วยการเกาะติดข้อมูลข่าวสาร และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่ แทนการเชื่อถือข่าวลือที่สำคัญเมื่อมีเหตุร้ายเกิดขึ้น ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือร่วมใจกันหาทางป้องกันแก้ไข ด้วยความมีสติและตั้งมั่นอยู่ในความไม่ประมาท ไม่ตื่นตระหนกจนเกินเหตุ

และ ตระหนักอยู่เสมอว่าแม้ภัยจากธรรมชาติเป็นสิ่งที่ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้ แต่การป้องกันแก้ไขโดยถูกวิธีจะช่วยบรรเทาและลดระดับความรุนแรงของผลกระทบ ที่จะเกิดขึ้นได้