updated: 19 เม.ย 2555 เวลา 17:08:10 น.
บทบรรณาธิการ
บ่อย
ครั้งขึ้นที่ภัยธรรมชาติซึ่งอุบัติขึ้นโดยไม่คาดฝัน
ส่งผลกระทบต่อมนุษย์อย่างรุนแรง น้ำท่วม ฝนแล้ง แผ่นดินไหว ภูเขาไฟระเบิด
จึงเป็นเรื่องที่คนทุกชาติทุกภาษาต่างภาวนาให้แคล้วคลาด
เพราะส่วนใหญ่ไม่อาจรู้หรือคาดการณ์ได้ล่วงหน้าว่าจะเกิดขึ้นที่ไหน เมื่อไร
แม้โลกปัจจุบันจะพัฒนาไปไกล เทคโนโลยีสมัยใหม่มีความก้าวหน้าและล้ำยุคกว่าในอดีตหลายร้อยหลายพันเท่า
แต่
เครื่องไม้เครื่องมือเตือนภัย รวมทั้งที่ใช้สำหรับการสื่อสาร
ที่มีความทันสมัยก็ช่วยมนุษย์ได้เพียงแค่การป้องกันบรรเทา
หรืออย่างมากก็ช่วยลดระดับความรุนแรงจากผลกระทบที่เกิดจากภัยธรรมชาติได้
เท่านั้น ยังไม่สามารถจะหยุดยั้งไม่ให้เกิดภัยธรรมชาติ จากทั้งดิน น้ำ ลม
ไฟ ได้ร้อยเปอร์เซ็นต์
โดยเฉพาะเหตุการณ์แผ่นดินไหวที่เพิ่งจะเกิด
ขึ้นหมาด ๆ เมื่อเวลา 15.38 น. วันที่ 11 เม.ย.ที่ผ่านมา
บริเวณใกล้เกาะสุมาตราของอินโดนีเซีย ซึ่งระดับความรุนแรงสูงถึง 8.6
ริกเตอร์
โดยมีศูนย์กลางอยู่บริเวณตอนเหนือเกาะสุมาตรา ห่างชายฝั่งจังหวัดอาเจะห์ไปประมาณ 435 กิโลเมตร ลึกลงไปในทะเล 33 กิโลเมตร
สร้าง
ความหวาดผวาและตื่นตระหนกให้กับประชาชนและนักท่องเที่ยวในหลายประเทศแถบ
มหาสมุทรอินเดีย รวมทั้ง 6 จังหวัดในภาคใต้ของไทยชายฝั่งทะเลอันดามัน คือ
ภูเก็ต, กระบี่, พังงา, ระนอง, ตรัง และสตูล
เนื่องจากเคยผ่าน
ประสบการณ์แผ่นดินไหวและคลื่นยักษ์สึนามิครั้งร้ายแรงสุดครั้งหนึ่งใน
ประวัติศาสตร์ช่วงปลายปี 2547 มาแล้ว
ก่อให้เกิดความสูญเสียทั้งต่อชีวิตและทรัพย์สินคิดเป็นมูลค่ามหาศาล
และต้องใช้เวลานานหลายปีกว่าชาวบ้าน ภาคธุรกิจ เศรษฐกิจจะเริ่มฟื้นตัว
ครั้ง
นี้โชคดีที่ภายหลังเกิดแผ่นดินไหวแล้วไม่ได้มีสึนามิตามมาเหมือนกับที่หลาย
ฝ่ายคาดการณ์ไว้ ทำให้ผลกระทบที่เกิดขึ้นมีเพียงเล็กน้อย
แม้ความ
รุนแรงของแผ่นดินไหวซึ่งมีจุดศูนย์กลางห่างจากประเทศไทยออกไป 860 กม.
จะทำให้ผู้อยู่ในตึกสูงในพื้นที่หลายจังหวัดรวมทั้งกรุงเทพมหานครจะรับรู้
ได้ถึงแรงสั่นสะเทือน
อย่างไรก็ตาม
ยังไม่อาจไว้วางใจได้เต็มที่ว่าภัยแผ่นดินไหว
คลื่นยักษ์สึนามิจะไม่เกิดขึ้นซ้ำรอยอีก
ดังนั้นเพื่อป้องกันไม่ให้เกิดความสูญเสียร้ายแรงเหมือนที่เคยได้รับบทเรียน
มาแล้ว รัฐบาล หน่วยงานที่เกี่ยวข้อง
ตลอดจนทุกภาคส่วนในสังคมจะต้องเตรียมความพร้อมรับมือภัยธรรมชาติที่อาจจะ
เกิดขึ้นได้โดยไม่มีสัญญาณบ่งบอกล่วงหน้า
ในส่วนของหน่วยงานรัฐนั้น
จำเป็นอย่างยิ่งที่ฝ่ายนโยบายต้องสั่งการและกำชับให้หน่วยงานภาคปฏิบัติให้
ความสำคัญเป็นพิเศษกับระบบเตือนภัย และระบบป้องกันภัย
พร้อมกับกระจายข้อมูลข่าวสารที่ถูกต้องชัดเจนและทันการ
ขณะที่ชาว
บ้านก็ต้องหาทางช่วยเหลือตนเองในเบื้องต้นด้วยการเกาะติดข้อมูลข่าวสาร
และปฏิบัติตามคำแนะนำของเจ้าหน้าที่
แทนการเชื่อถือข่าวลือที่สำคัญเมื่อมีเหตุร้ายเกิดขึ้น
ทุกฝ่ายจะต้องร่วมมือร่วมใจกันหาทางป้องกันแก้ไข
ด้วยความมีสติและตั้งมั่นอยู่ในความไม่ประมาท ไม่ตื่นตระหนกจนเกินเหตุ
และ
ตระหนักอยู่เสมอว่าแม้ภัยจากธรรมชาติเป็นสิ่งที่ไม่อาจจะหลีกเลี่ยงได้
แต่การป้องกันแก้ไขโดยถูกวิธีจะช่วยบรรเทาและลดระดับความรุนแรงของผลกระทบ
ที่จะเกิดขึ้นได้
