updated: 20 เม.ย 2555 เวลา 09:01:03 น.
วิกฤต
น้ำท่วมปลายปี 2554 ที่ผ่านมา "กรมชลประทาน" ตกเป็นจำเลยในอันดับต้น ๆ
ถูกวิพากษ์วิจารณ์หนักถึงประสิทธิภาพในการทำงานในฐานะเป็นหน่วยงานหลักในการ
บริหารจัดการน้ำ ไม่แพ้ศูนย์ปฏิบัติการช่วยเหลือผู้ประสบอุทกภัย (ศปภ.)
ที่รัฐบาล "ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร" ตั้งขึ้นเพื่อรับมือมหาอุทกภัยโดยเฉพาะ
มาปีนี้ ขณะนี้กรมชลประทานมีความพร้อมในการรับมือน้องน้ำมากน้อยแค่ไหน
"ประชาชาติธุรกิจ" สัมภาษณ์ "เลิศวิโรจน์ โกวัฒนะ" อธิบดีกรมชลประทาน
ในหลายประเด็นที่คนไทยควรได้รู้ 
- หลายฝ่ายมองว่าแผนรับมืออุทกภัยยังไม่คืบหน้า
ส่วนที่เรากำลังทำเร่งด่วนเป็นโครงการที่จัดทำขึ้นเพื่อรับมือหน้าฝนปีนี้
ส่วนใหญ่มีความคืบหน้า และยังไม่มีการแจ้งว่าไม่ทันหน้าฝน
หลายเรื่องเร่งดำเนินการอยู่ เช่น การปรับปรุงสถานีสูบน้ำ
ปรับปรุงซ่อมแซมประตูน้ำ คันกั้นน้ำ ฯลฯ
การเปลี่ยนเครื่องสูบน้ำเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการสูบและระบายน้ำ
เช่นปรับเปลี่ยนจากที่สูบน้ำได้ 3 ลูกบาศก์เมตรต่อวินาที เป็น 6
ลูกบาศก์เมตร เป็นต้น
จริง ๆ แล้ว หลังเหตุการณ์น้ำท่วมเมื่อปี 2554
ก็มีเตรียมรับมือในปีนี้และปีถัดไปทันทีเป็นมาตรการเร่งด่วน
ทั้งเรื่องการก่อสร้าง
การบริหารจัดการน้ำในเขื่อนหลักที่อยู่ในลุ่มแม่น้ำเจ้าพระยา
ทั้งเขื่อนภูมิพล เขื่อนสิริกิติ์ เขื่อนแควน้อย เขื่อนป่าสักชลสิทธิ์
โดยให้กรมชลฯทำเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำในเขื่อน
ยึดการป้องกันอุทกภัยเป็นหลัก
ซึ่งเราได้ปรับเกณฑ์การบริหารจัดการน้ำในเขื่อน โดยยึดหลักสมดุลน้ำ
ใช้สถานการณ์น้ำแต่ละช่วงมาบริหารจัดการ
นอกจากนี้ยังมีเรื่อง
การกำหนดพื้นที่รับน้ำนอง
ซึ่งขณะนี้รัฐบาลได้มอบหมายให้กระทรวงเกษตรฯเป็นคนพิจารณาในการตัดยอดน้ำ
โดยแบ่งเป็น 2 ส่วน คือ ตั้งแต่ท้ายเขื่อนหลักลงมา
คือ
เขื่อนภูมิพล สิริกิติ์ จนมาถึงเขื่อนเจ้าพระยา ส่วนพื้นที่ที่ 2 คือ
จากเขื่อนเจ้าพระยามาถึง จ.พระนครศรีอยุธยา โดยใช้น้ำท่วมปี 2554 เป็นฐาน
สำหรับพื้นที่รับน้ำนองจะดูพื้นที่ที่มีศักยภาพในการรับน้ำ
และมีมาตรการชดเชยที่เหมาะสม ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการดำเนินการ
คาดว่าจะนำเสนอรัฐบาลในเร็ว ๆ นี้
- กระบวนการจัดการเป็นอย่างไร
เมื่อ
เราได้พื้นที่ที่มีศักยภาพแล้ว
ก็จะให้คอมพิวเตอร์คำนวณใช้โมเดลทางคณิตศาสตร์ เรียกว่า
ทำการจำลองซิมูเลชั่น คำนวณน้ำที่จะเข้าไปในพื้นที่รับน้ำ ตัดยอด
ใช้พื้นที่เท่าไหร่ เมื่อเราตัดยอดน้ำที่เราพอใจ ขั้นตอนต่อไปคือ
จะให้เจ้าหน้าที่ที่รับผิดชอบ ทั้งในส่วนกรมชลฯ จังหวัด เข้าไปช่วยดู
ปล่อยน้ำลงพื้นที่ลุ่ม พื้นที่นา ให้สอดคล้องกับกระทรวงเกษตรฯ
และสอดคล้องกับที่เรากำหนดคือ ให้ทำนาปีละ 2 หน
ฉะนั้นช่วงที่ตัดน้ำเข้าก็จะตัดช่วงที่ไม่ได้ทำนา
แต่ก็ต้องมีการชดเชยให้ชาวนาในอัตราที่เหมาะสม มาตรการเร่งด่วนคือ
การซ่อมเสริม ระบบสาธารณูปโภค ระบบคัน ประตูน้ำ เครื่องสูบน้ำ
ก็ต้องให้แล้วเสร็จก่อนฤดูฝน
- เป็นห่วงเรื่องมวลชนไม่เข้าใจบ้างมั้ย
ก็ต้องประชาสัมพันธ์ พูดจากัน ผมว่าถ้าเราพูดชัดเจน ชดเชยในอัตราที่เหมาะสม ชาวบ้านก็ไม่น่าจะมีปัญหา
- อุปสรรคในการดำเนินงาน
ยัง
ไม่มี ยกตัวอย่าง กระบวนการอีออกชั่น อย่างน้อยต้องใช้เวลา 45 วัน
ถึงจะได้ตัวผู้รับจ้าง แต่เนื่องจากแผนป้องกันน้ำท่วมเป็นเรื่องเร่งด่วน
กรมบัญชีกลางจึงกำหนดแนวทางดำเนินการโดยให้สามารถใช้วิธีพิเศษได้
เราก็ดำเนินการโดยวิธีพิเศษ โดยเน้นย้ำว่า ต้องทำอย่างโปร่งใส ตรวจสอบได้
- การป้องกันน้ำในพื้นที่เศรษฐกิจ
เราจัดทำระบบป้องกัน
ตั้งแต่คันกั้นน้ำ การลอกคูคลอง การปรับปรุงสถานีสูบน้ำ
เพิ่มจำนวนสถานีสูบน้ำ ซึ่งวันนี้เราไม่ได้แบ่งเรื่องท้องถิ่น
เพราะอยู่ในพื้นที่ข้างล่าง ตั้งแต่อยุธยา ปทุมธานีลงมา
ถือเป็นพื้นที่เศรษฐกิจ ไปจนถึงอ่าวไทย โดยพิจารณาร่วมกัน
ทั้งในส่วนกระทรวงคมนาคม กระทรวงเกษตรฯ กระทรวงมหาดไทย กระทรวงทรัพย์
มีการกำหนดร่วมกันว่า ใครทำส่วนไหนอย่างไร เพื่อให้เป็นระบบเดียวกัน
อย่าง
แนวคันกั้นน้ำกรมชลฯ ด้านพื้นที่ตะวันตก แนวคันกั้นน้ำคลองพระยาบันลือ
ถึงแม้จะเป็นคันของกรมชลฯ ได้มอบให้กรมทางหลวงเป็นคนทำ
เพราะมีเรื่องถนนด้วย ส่วนเราก็ดูแลเรื่องคลอง เรื่องประตู
เป็นการแบ่งงาน เพื่อให้งานเสร็จเร็ว
ซึ่งได้ยกระดับเท่ากับความสูงน้ำท่วมปีที่แล้ว และบวกไปอีก 50 ซม.
เพื่อที่จะป้องกันพื้นที่เศรษฐกิจ หากมีน้ำหลากขึ้นมา
ก็ยังกำหนดทิศทางให้น้ำออกซ้ายขวาได้ - พื้นที่บางส่วนของเมืองนนท์
ปทุมธานี กทม. น้ำจะไม่ท่วม ?
ต้องนิยามคำว่าน้ำท่วมด้วย (นะ)
เพราะท่วม 1 เซนติเมตร ก็บอกว่าท่วม เพราะปีที่แล้ว
เราเจอน้ำท่วมสูงเป็นเมตร ท่วม 2-4 เดือน ฉะนั้น
ปีนี้หากเกิดฝนตกในพื้นที่ใดสักที่หนึ่ง น้ำท่วม 5-10 เซนติเมตร
แต่อธิบดีกรมชลฯบอกไม่ท่วม ผมก็ตายสิ
แต่ผมคิดว่า
คิดว่าพื้นที่เศรษฐกิจอาจจะไม่ท่วมทั้งหมด อยุธยาอาจจะบางอำเภอ
หรือปทุมธานี นนทบุรี อยู่ทั้ง 2 ฟากของแม่น้ำเจ้าพระยา
บางส่วนก็อาจจะท่วม แต่ไม่ทั้งหมด
อย่างปทุมธานี
เราป้องกันตั้งแต่แนวคันของโครงการพระยาบันลือ
ฉะนั้นจะมีแนวคันที่เลียบแม่น้ำท่าจีน ฉะนั้นหากน้ำท้ายเขื่อนมีปริมาณมาก
ก็จะผลักเข้าพื้นที่น้ำนอง เมื่อถึงพื้นที่เศรษฐกิจ
เราก็กันไม่ให้เข้าพื้นที่เศรษฐกิจ โดยพยายามให้น้ำไหลไปในทิศทางที่กำหนด
และอย่างที่บอก แล้วเราก็จะมีสถานีสูบน้ำทั้งที่ปรับปรุงและเพิ่มเติม
- อำนาจในการบริหารจัดการน้ำของกรมชลฯปีนี้อยู่ที่ใคร
ก็
อยู่ที่ซิงเกิลคอมมานด์ แต่แน่นอนว่าข้อมูลในการตัดสินใจอยู่ที่เรา
ฉะนั้นถ้าเราเสนอหรือบอกไป แล้วเขาโอเค ก็จบ
เพราะเมื่อก่อนไม่มีใครรับผิดชอบเรื่องน้ำ มีกรมชลฯกรมเดียว
ทั้งที่เรื่องน้ำเป็นเรื่องของคนทั้งประเทศ ถ้ามีภัยทางน้ำมา แล้วคุณไม่ให้กรมชลฯไปสร้างอะไร
ฉะนั้น
เมื่อเกิดภัยทางน้ำ คุณยังให้กรมชลฯรับผิดชอบอยู่เหรอ
ในเมื่อคุณไม่ให้เงินมา แต่ทุกคนติดภาพว่า ปัญหาน้ำท่วมน้ำแล้ง
เป็นเรื่องของกรมชลฯ แต่วันนี้ไม่ใช่เรื่องของกรมชลฯคนเดียวอีกต่อไป
- หากปีนี้เกิดน้ำท่วมซ้ำรอยปี 2554 ใครควรรับผิดชอบ
คำ
สั่งจะมาจากซิงเกิลคอมมานด์ ถามว่ากรมชลฯ
ผมก็สั่งให้นายประตูน้ำไปเปิดปิดประตูน้ำได้ แต่ถ้ามีคนขวางอยู่ 100 คน
ผมก็ทำอะไรไม่ได้แล้ว ฉะนั้นวันนี้น้ำเป็นเรื่องของคนทั้งประเทศ
- โอกาสน้ำท่วมปีนี้มีมากน้อยแค่ไหน
ผม
ว่าน้อยมาก เพราะเหตุการณ์ปีที่แล้ว น้ำมากและมาต่อเนื่อง ทั้งฝนทั้งพายุ
คือ ปกติพายุมา ฝนตก 5 วัน 10 วันก็จบ ทัพหน้ามาระลอกหนึ่งก็ผ่านไป
อีกครึ่งเดือนพายุมาอีกลูก เป็นทัพหลัง แต่ปีที่แล้วมาทัพเดียว
แต่
ปีนี้เราใช้ข้อมูลปี 2554 เป็นฐาน ถ้าน้ำมาแบบปีที่แล้วเราก็ต้องกันให้ได้
แต่โดยข้อเท็จจริง แนวโน้มของน้ำจะไม่มากเท่าปีที่แล้ว ที่สำคัญ
เราเตรียมตัวดีกว่าปีที่แล้วมาก
ผมคิดว่า เรื่องท่วมเป็นเมตร
ไม่มีแน่นอน หรือท่วม 1 อาทิตย์ในพื้นที่เศรษฐกิจก็ไม่น่าจะเกิด
แต่ไม่อยากบอกว่าไม่ท่วมเลย เพราะปีนี้เราเตรียมตัวดี ป้องกันดี
