ประชาชาติธุรกิจ
การตลาด

วันที่ 21 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

"เอ็กซิบิชั่นไทย"ยกทัพบุกอินโดจีน "นีโอ"รุกเว็ดดิ้งแฟร์ลาว-พม่า"วีเอ็นยู"โดดลุยจีน

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 09 พ.ค. 2555 เวลา 21:05:53 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ธุรกิจ "เอ็กซิบิชั่นไทย" ประสานเสียงเตรียมสยายปีกเจาะตลาดใหม่ "อินโดจีน" รับประตูเออีซีเปิด ประกาศเพิ่มดีกรีรุกลงทุน-จับมือพาร์ทเนอร์ เดินแผนแตกโปรไฟล์-ขยายจำนวนงาน ชูจุดแข็งต้นทุนต่ำสู้ฮ่องกง-สิงคโปร์ "นีโอ" ใส่เกียร์เร่งชิงเค้กงานเทรดแฟร์ทั้งในและภูมิภาค "เจ้าสัวเจริญ สิริวัฒนภักดี" ผนึกยักษ์จากเนเธอร์แลนด์เปิดเกมรุกระลอกใหม่



นายพรรธระพี ชินะโชติ ประธานกรรมการ บริษัท บางกอก เอ็กซิบิชั่น เซอร์วิสเซส จำกัด (บีอีเอส) เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า การเปิดเขตการค้าเสรีอาเซียน หรือ เออีซี ที่จะเกิดในปี 2558 ถือเป็นความท้าทายของธุรกิจจัดแสดงสินค้า (exhibition) ไทย เพราะมีตลาดใหม่ๆ น่าลงทุน โดยเฉพาะในกลุ่มอินโดจีนอย่างเวียดนาม พม่า และลาว อย่างบีอีเอสเองหลังจากเข้าไปจัดงานในเวียดนาม พบว่าคู่แข่งสำคัญคือเอ็กซิบิเตอร์ (exhibitor) จากฮ่องกงและสิงคโปร์ ที่คาดว่าจะร่วมลงแข่งในตลาดพม่า ลาว และกัมพูชา เช่นกัน

อย่างไรก็ตาม การเปิดเออีซีจะส่งผลบวกต่อธุรกิจเอ็กซิบิชั่นของไทย เพราะผู้ประกอบการไทยจะมีต้นทุนบุคลากรที่ต่ำกว่าฮ่องกงและสิงคโปร์ ทั้งยังได้เปรียบเรื่องที่ตั้งเอื้อต่อการเป็นฮับถ่ายทอดเทคโนโลยี โดยบีอีเอสจะรุกตลาดนี้ด้วยการจัดงานอุตสาหกรรมอาหารที่บริษัทมีความถนัด

นายพรรธระพี ยังได้ประเมินว่าในช่วง 1 ปีแรกหลังเปิดเออีซี กลุ่มธุรกิจเอ็กซิบิชั่นจะเติบโตไม่ถึง 20% เพราะผู้ประกอบการอาจจะยังไม่กระโดดลงสนามแข่งเต็มตัวนักและจะรอดูสถานการณ์ก่อน (wait and see) เพื่อจับจังหวะการลงทุน ครีเอทและแตกโปรไฟล์งาน และหลังจากนั้นในปี 2559 เป็นต้นไป ธุรกิจเอ็กซิบิชั่นจึงค่อยมีอัตราการเติบโตมากกว่า 20%

"คาดว่าการจัดงานกลุ่มอุปโภคบริโภคจะเป็นกลุ่มแรกๆ ที่โดดเด่นในพม่า ส่วนกลุ่มอุตสาหกรรมหนักจะตามมาอีกครั้งหนึ่งเมื่อมีความชัดเจนของโครงการท่าเรือน้ำลึกทวายและการปรับกฎเกณฑ์การลงทุน ขณะที่ตลาดในลาวและกัมพูชาน่าจะมีแนวโน้มเหมือนตลาดพม่า"

สอดคล้องกับนายประวิชย์ ศรีบัณฑิตมงคล นายกสมาคมการแสดงสินค้า (ไทย) หรือ ทีอีเอ กล่าวว่า ธุรกิจเอ็กซิบิชั่นเป็นกลุ่มที่ไปลงทุนในอาเซียนได้รวดเร็วและคล่องตัวกว่าธุรกิจประชุมสัมมนา และตลาดที่น่าสนใจคือ เวียดนาม โดยปัจจุบันมีบริษัทของไทยได้รุกเข้าไปรับจัดงานที่เวียดนามแล้วไม่น้อยกว่า 6 งาน/ปี ในเมืองโฮจิมินห์และไซง่อน

ขณะที่พม่า ลาว และกัมพูชา สมาชิกทีอีเอบางรายได้ไปทดลองทำตลาดเมื่อประมาณ 5 ปีที่ผ่านมา โดยปัญหาที่พบคือระบบสาธารณูปโภคที่ไม่พร้อม อย่างกรณีของ พม่า อาจต้องรออีกสัก 2 ปี ส่วนรูปแบบการลงทุนที่น่าสนใจคือการร่วมทุนกับพันธมิตรในท้องถิ่น สำหรับแนวโน้มใน 3-5 ปีข้างหน้า มองว่าในแต่ละอุตสาหกรรมจะมีกลุ่มความสนใจเฉพาะมากขึ้น ส่วนการจัดงานของอุตสาหกรรมที่โดดเด่นได้แก่ อาหาร บรรจุภัณฑ์ เทคโนโลยีการผลิต สิ่งทอ รวมถึงสินค้าไลฟ์สไตล์

"โมเดลการจัดงานจะเป็นการดึงงานจากยุโรปมาจัดในไทยก่อน แล้วต่อยอดไปยังประเทศอื่นๆ ผ่านจุดแข็งเรื่องโลเกชั่นฮับ อย่างไรก็ตาม ปัจจุบันมูลค่าตลาดเอ็กซิบิชั่นทั้งปีอยู่ที่ประมาณ 2-2.5 หมื่นล้านบาท ขยายตัว 12-15% ส่วนปีหน้าคาดเติบโต 15%"

ด้านนางสาวบุษยา ประกอบทอง รองผู้จัดการทั่วไป บริษัท เอ็น.ซี.ซี. เอ็กซิบิชั่น ออกาไนเซอร์ จำกัด (นีโอ) กล่าวว่า แผนธุรกิจของนีโอจะโฟกัสการสร้างงานใหม่ ขยายงานเดิม และแตกโปรไฟล์งานที่จัดในไทยไปยังอาเซียนมากขึ้น ส่วนรูปแบบการนำงานไปจัด จะเน้นหาพันธมิตรในประเทศเพื่อนบ้านช่วยขยายงาน

จากการศึกษาพบว่าปัจจุบันตลาดผู้ซื้อของชาวลาวและพม่ามีกำลังซื้อสูงขึ้น โดยเฉพาะตลาดกลุ่มคู่รักที่เตรียมแต่งงาน เริ่มสนใจจัดงานผ่านออร์กาไนซ์มากขึ้น ล่าสุด นีโอ อยู่ระหว่างการเจรจากับนักธุรกิจชาวลาว เพื่อจัดงานเว็ดดิ้งแฟร์ โดยจะเปิดรับผู้ประกอบการในลาวมาร่วมออกบูธด้วย จากนั้นจะนำเว็ดดิ้งแฟร์บุกพม่าต่อไป

"เราตั้งเป้าผลักดันธุรกิจให้เป็นแบรนด์ผู้จัดงานติด 1 ใน 3 ของอาเซียนที่ลูกค้ารู้จักและเลือกใช้ อย่างไรก็ตาม สำหรับงานที่เป็นระดับนานาชาติ บริษัทแม่ ทีซีซี แลนด์ จำกัด ได้ร่วมทุนกับบริษัท วีเอ็นยู เอ็กซิบิชั่นส์ ยุโรป จำกัด ซึ่งเป็นผู้ประกอบการจัดงานแสดงสินค้าและนิทรรศการรายใหญ่จากเนเธอแลนด์ ตั้งบริษัท วีเอ็นยู เอ็กซิบิชั่นส์ เอเชีย แปซิฟิก จำกัด"

นางลัดดา มงคลชัยวิวัฒน์ ผู้จัดการทั่วไป บริษัท วีเอ็นยู เอ็กซิบิชั่นส์ เอเชีย แปซิฟิก จำกัด เปิดเผยว่า แผนการดำเนินธุรกิจด้านการจัดงานแสดงสินค้า นิทรรศการ และการประชุม จะโฟกัส 4 อุตสาหกรรมและบริการที่เกี่ยวข้องกับปัจจัย 4 ได้แก่

1) ด้านเกษตรกรรม พืชสวน พันธุ์ไม้ ผลไม้ และดอกไม้ 2) ด้านอาหารสัตว์ และปศุสัตว์ 3) ด้านสัตว์และสัตว์เลี้ยง และ 4) ด้านวิทยาศาสตร์ การวิจัย ทดลอง และอุปกรณ์วิทยาศาสตร์ในด้านต่างๆ

"เราจะรุกตลาดภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก โดยให้ไทยเป็นฮับเพื่อขยายงานไปยังประเทศในกลุ่มอินโดจีน เช่น เวียดนาม พม่า และจากการประเทศเหล่านี้เป็นพื้นฐานประเทศเกษตรกรรม จึงมีนโยบายเริ่มจากงานเล็กๆ ก่อน เช่น งานเกษตร ปศุสัตว์ จากนั้นหลังปี 2558 ที่เออีซีเปิดก็จะค่อยขยายงานไปยังจีนและอินเดียต่อไป"