ประชาชาติธุรกิจ
พร็อพเพอร์ตี้

วันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

"คีรี กาญจนพาสน์" เปิดใจ ทุกรัฐบาลแปลก...ไม่เคยเรียกใช้บีทีเอส

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 13 พ.ค. 2555 เวลา 13:42:07 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

สัมภาษณ์




กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง สำหรับเจ้าพ่อบีทีเอส "คีรี กาญจนพาสน์" พลันที่อภิดีลสัญญาจ้างเดินรถไฟฟ้ากับบริษัท กรุงเทพธนาคม จำกัด วิสาหกิจกรุงเทพมหานคร(กทม.) ผ่านฉลุยด้วยมูลค่า 1.87 แสนล้านบาท ระยะเวลา 30 ปี จนกลายเป็นประเด็นร้อน !

เพราะสังคมเริ่มจับจ้องถึงการเร่งรีบและรวบรัด ทำให้เกิดเสียงวิพากษ์วิจารณ์จนนำไปสู่การโต้ตอบของนักการเมือง 2 พรรคใหญ่ ระหว่าง "ประชาธิปัตย์" ต้นสังกัดผู้ว่าฯกทม. "ม.ร.ว.สุขุมพันธุ์ บริพัตร" และ "เพื่อไทย" ฝ่ายรัฐบาลที่คุมเมกะโปรเจ็กต์ของประเทศ ที่สำคัญมีการขยายผลยื่นดีเอสไอให้ตรวจสอบสัญญาฉบับนี้ด้วย เพราะอาจเข้าข่ายพ.ร.บ.ร่วมทุนฯ

ซึ่งตัว "คีรี" เองก็ไม่คาดคิด ว่าการเซ็นสัญญาเมื่อเย็นวันที่ 3 พฤษภาคม 2555 ที่น่าจะ "วิน-วิน" ทั้ง กทม.และบีทีเอสนั้น จะเกิดเรื่องบานปลายจนต้องมานั่งชี้แจงผ่านสื่ออีกครั้งในรอบ 20 ปี

- สัมปทานเดิมยังเหลือ 17 ปี ทำไมไม่รอให้หมดก่อน

การเซ็นสัญญาฉบับนี้ เท่ากับว่า กทม.เห็นคุณค่าเราถึงให้รางวัล ซึ่งบีทีเอสเดินรถให้คนกรุงเทพฯมาถึง 13 ปี และเราลงทุนเอง 100% ช่วงเกิดวิกฤตภาระหนี้เพิ่มขึ้น เคยตกเหวมาแล้ว ไม่มีใครมาช่วยเรา นอกจากตัวเราเอง จริง ๆ เรื่องนี้คุยกับ กทม.มากว่า 2 ปีแล้ว ไม่ได้เพิ่งมาปุ๊บปั๊บ มีปัญหาเรื่องความแออัดของผู้โดยสารเนื่องจากขบวนไม่พอ เราจะต้องวางแผนให้พร้อมว่าจะต้องสั่งรถไฟฟ้าอีกกี่ขบวนมาแก้ปัญหาตรงนี้ การสั่งรถจะต้องใช้เวลา 3 ปี ต้องมีการเตรียมตัวตั้งแต่วันนี้

ที่ผ่านมา กทม.จ้างเราแบบรายปี ผมรับไม่ได้ให้ซื้อปีต่อปี เพราะทำให้ต้นทุนสูงมาก มีทั้งค่าไฟฟ้า เพิ่มพนักงาน เงินเดือนพนักงานที่ปรับขึ้นทุกปี ราคาซื้อรถไฟฟ้าต่อขบวนอยู่ที่ 200-300 ล้านบาท แต่หากมีการวางแผนระยะยาวจะทำให้ต้นทุนค่าใช้จ่ายเหล่านี้ถูกลง แต่บอกไม่ได้ว่าลดลงเท่าไหร่ ทุกอย่างรวมอยู่ในวงเงิน 1.87 แสนล้านบาท อย่างน้อยรถไฟฟ้าจะต้องสั่งเป็นลอตใหญ่ ราคาจะถูกลงแน่ ๆ และเมื่อเร็ว ๆ นี้เพิ่งเซ็นบันทึกข้อตกลง (MOU) กับผู้ผลิตรถไฟฟ้ายี่ห้อ CRC ที่เซี่ยงไฮ้ไว้แล้ว ให้ยืนราคาเดิมไว้ รอจำนวนรถที่ชัดเจนจะสั่งเท่าไหร่

การเซ็นสัญญาครั้งนี้ไม่ใช่การต่อสัมปทาน ของเดิมที่เหลือ 17 ปียังไงก็ยังอยู่อย่างนั้น เพียง กทม.จ้างเราเดินรถไฟฟ้าให้ เพื่อให้ทั้งระบบเชื่อมโยงกันได้ ประชาชนจะได้ไม่ต้องเปลี่ยนระบบบ่อย ๆ ถามว่าทำไมต้องเป็นบีทีเอส หากจ้างรายอื่นมาจะต้องลงทุนใหม่ ซื้อรถใหม่ สร้างศูนย์ซ่อมใหม่ จะมีใครกล้ามาลงทุนและกล้ามาในเส้นทางของผม ส่วนผมเองก็ไม่กล้าวิ่งเข้าไปในสีอื่นหรอก ไม่ว่าจะเป็นสีน้ำเงิน

- กลัวรัฐบาลจะเข้ามาฮุบถึงต้องรีบ

ไม่เกี่ยว เราไม่ยุ่งกับการเมืองแน่ ๆ ใครจะตรวจสอบใครให้ไปตรวจสอบกันเอง ไม่อยากพูดแทน กทม. ยืนยันทุกอย่างทำถูกต้องตามกฎหมาย ผ่านกระบวนการทุกอย่าง ทุกขั้นตอน สภา กทม. และบอร์ด

บีทีเอส ถ้าไม่ถูกต้องคงไม่อนุมัติให้เราลงทุน ใครอยากได้อะไรก็คุยกับเราได้ เวลานี้เราไม่ได้เป็นเจ้าของโครงการคนเดียว เพียงแค่รับสัมปทานเดินรถ 30 ปีเท่านั้น

- คมนาคมจะขอโอนบีทีเอสมาดูแลเอง

ใครจะมาเป็นเจ้าของโครงการก็มาเถอะ จะโอนไปอยู่ที่ไหนก็ได้ ที่ผ่านมาเราพร้อมถ้ารัฐบาลต้องการความร่วมมือ เข้ามาคุย ทั้งค่าโดยสาร ยกเว้นการซื้อโครงการ ผมไม่เคยคิดจะขาย กระทรวงคมนาคมเคยเรียกเราไปครั้งเดียว สมัยคุณสุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ เป็นรัฐมนตรีว่าการ มีคุณประภัสร์ จงสงวน เจรจาขอซื้อบีทีเอส แต่ผมไม่ขาย ทุกรัฐบาลแปลกมาก ไม่รู้จักใช้บริษัทบีทีเอส ถ้ารู้จักใช้เรา เพราะเรามีศักยภาพ มีโนว์ฮาว ศักยภาพการเงิน คอนเน็กชั่นในการซื้อรถ มีทุกอย่างไม่น้อยหน้าใครในตลาดสากลแบบนี้สู้ผมอยู่เฉย ๆ ดีกว่า

- ทำไมต้องเป็นช่วงผู้ว่าฯ กทม.ใกล้หมดวาระ

ทุกอย่างต้องแพลนแต่เนิ่น ๆ ทั้งเรื่องดีไซน์ เงินลงทุน เพราะต้องสั่งผลิตจากโรงงานที่ต่างประเทศ จะเซ็นปีหน้าก็ได้ แต่อย่างที่บอก เราคุยกันมากว่า 2 ปีแล้ว ทุกอย่างลงตัวแล้ว ถ้ามีเวลาพอจะเลือก

ผู้ผลิตได้ ถ้าเราทำอะไรที่มัดมือชกตัวเอง ราคาของจะสูงขึ้น เคยเกิดปัญหามาแล้ว

- สรุปวงเงิน 1.87 แสนล้านมีค่าอะไรบ้าง

ซื้อรถไฟฟ้าอีก 306 ตู้ เงินลงทุนเป็น 10,000 ล้านบาท เพิ่มพนักงาน ค่าไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น ค่าซ่อมบำรุงแต่ละปี บริษัทจะมีกำไรบ้าง เป็นปกติ อยู่ที่การบริหารจัดการต้นทุน

- ค่าโดยสารจะปรับขึ้นไหม

ถ้าตามสัญญาสัมปทานควรจะปรับนานแล้ว ราคาที่ กทม.กำหนดเพดานไว้อยู่ที่ 56 บาท แต่บริษัทเก็บอยู่ที่ 40 บาท ใช้วิธีจัดโปรโมชั่นเข้ามาช่วย แต่วินาทีนี้ ตอนนี้ยังไม่มีแผน ถ้าเป็นไปได้ก็อยากจะปรับ

- เรื่องนี้กลายเป็นประเด็นการเมืองกลัวกระทบสัญญาไหม

ถ้าการเมืองเข้ามายุ่ง ผมอาจจะขอกู้เงินไม่ได้ และไม่มีแผนสำรอง คิดว่าทุกอย่างทำถูกต้องแล้ว