ประชาชาติธุรกิจ
หุ้น-การเงิน

วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ภาววิทย์ กลิ่นประทุม สอนลงทุน-ไม่หนุนหุ้นขยะ

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 18 พ.ค. 2555 เวลา 11:02:43 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์



แวดวงนักเล่นหุ้นน้อยคนนักที่จะไม่รู้จักเว็บไซต์ "Stock2morrow" ทุกวันนี้เว็บไซต์นี้ฮอตฮิตมากขึ้นทุกที เพราะเป็นอีกโซไซตี้หนึ่งของกลุ่มคนเล่นหุ้นหน้าเก่าหน้าใหม่เข้าแลกเปลี่ยนมุมมองการลงทุนกันคึกคัก และจะมีการจัดมีตติ้งพบปะกันด้วย ไม่นับรวมที่จะมีการจัดสัมมนาเผยแพร่ความรู้การลงทุนและเทคนิคที่จะเป็นอาวุธติดตัวคนเล่นหุ้น

"ประชาชาติธุรกิจ" มีโอกาสสัมภาษณ์นักเล่นหุ้นหนุ่มรุ่นใหม่ วัย 32 ปี ที่เข้ามาผาดโผนในโลกตลาดหุ้น "ภาววิทย์ กลิ่นประทุม" หนึ่งในกลุ่มผู้ให้คำปรึกษาการลงทุนในเว็บไซต์ Stock2morrow หรือที่เรียกกันสั้น ๆ ว่า "S2M" เล่าว่า

ในช่วงแรกเมื่อ 7-8 ปีก่อน ผู้บุกเบิกเว็บไซต์นี้คือ "ปิยพันธ์ วงศ์ยะรา" ก็จะมีคนเข้ามาตั้งกระทู้คุยเรื่องเล่นหุ้นแค่ 2-3 ราย แต่เมื่อ 2-3 ปีก่อน เขาได้พบกับคุณปิยพันธ์ มีการพูดคุยแลกเปลี่ยนความคิดเห็นการลงทุนกัน มีการเขียนกระทู้กันเข้ามา ก็ได้รับความสนใจจากนักลงทุนเข้ามาอ่าน ประกอบกับเขาได้มีการเขียนหนังสือ "แกะรอยหยักสมอง รวยหุ้นหมื่นล้านแบบ Buffet" ทำให้เขายิ่งได้รับความนิยม และมีการเข้ามาติดตามในเว็บไซต์นี้ ทุกวันนี้เว็บไซต์นี้มีสมาชิกเข้าร่วม 4,000 ราย มียอดคลิกวันละ 2 หมื่นครั้ง

"ผมเพิ่งเข้ามาร่วมกับ S2M ช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา แล้วก็รู้สึกชอบกับวิธีการของเว็บไซต์นี้ คือเน้นให้ความรู้แก่นักลงทุนเป็นหลัก แม้ตอนนี้จะมีเว็บไซต์ลงทุนเกิดขึ้นมาก ทั้งThaiVI และพันธุ์ทิพย์ ฯลฯ แต่โดยมากมักเป็นการสื่อสารผ่านกระทู้คำถามเท่านั้น ต่างจาก S2M ที่นอกจากจะถามกันบนเว็บไซต์ได้แล้ว ก็จะมีการนัดพบสมาชิก เพื่อจัดสัมมนาทำกิจกรรมแนะนำการลงทุน เป็นโซไซตี้บนสังคมออนไลน์

ที่ไม่ใช่ถามตอบจากกระทู้เท่านั้น และนี่ถือเป็นจุดเด่นของเรา"

อย่างไรก็ตาม ใน S2M จะมีการดูแลการโพสต์ข้อมูลที่มานำเสนอของสมาชิกด้วย หากกระทู้ไม่เหมาะสม หรืออันตราย จะมีฝ่ายบริหารคอยดูแล เพื่อไม่ให้นักลงทุนรายเล็กตกเป็นเหยื่อของนักลงทุนรายใหญ่ที่พยายามหาโอกาสฉกฉวยผลประโยชน์

ภาววิทย์เล่าต่อว่า แนวทางที่เขามักแนะนำให้สมาชิกและนักลงทุนทั่วไป คือเกี่ยวกับหลักเกณฑ์เลือกหุ้น มี 3 ข้อ ได้แก่ 1.ต้องเป็นธุรกิจที่มีผลกำไร ธุรกิจมีอนาคต 2.เป็นหุ้นที่มีอัตราเงินผลดีราว 10% ต่อปี หรือสูงกว่าดอกเบี้ยเงินฝาก และ 3.ผู้บริหารเป็นมืออาชีพและน่าเชื่อถือ ซึ่งหากคัดกรองได้ตามนี้ โอกาสจะได้ผลตอบแทนที่น่าพอใจก็มีสูง

"ตลาดหุ้นไทยมีบริษัทจดทะเบียน (บจ.) กว่า 500 แห่ง ซึ่งก็มีทั้ง บจ.ที่เปรียบเป็นหุ้นมีคุณค่าดังทอง และหุ้นที่เป็นขยะ ถ้านักลงทุนเลือกหุ้นทอง ก็จะได้ผลตอบแทนคุ้มค่า จะถือยาวก็ได้ ไม่ต้องกลัวความผันผวน แต่น่าเสียดายที่มักพบนักลงทุนเลือกซื้อหุ้นขยะตามแรงเชียร์ ซึ่งนักลงทุนกลุ่มนี้จะเสียเงิน ถ้าดูนักเล่นหุ้นในตลาดตอนนี้มี 6 แสนคน แต่เล่นหุ้นจริง ๆ ประมาณ 2 แสนคน เชื่อว่ามีแค่ 20% เท่านั้นที่มีกำไร ส่วนคนอื่นขาดทุนก็หายออกจากตลาดไป"

แต่แค่เลือกหุ้นตามหลัก 3 ข้อไม่พอ เพราะมีสิ่งสำคัญกว่า คือการเลือกจังหวะลงทุนด้วย ภาววิทย์แนะนำว่า ถ้าราคาหุ้นที่ลงทุนอยู่ในระดับสูงเกินพื้นฐานมากไป ควรหันไปหาหุ้นตัวอื่นแทน เพราะยังมีหุ้นที่น่าสนใจอีกมากในตลาด ขณะเดียวกัน หากอยู่ในช่วงเศรษฐกิจตก ราคาหุ้นปรับตัวลด นักลงทุนต้องกล้าที่จะเข้าซื้อ ซึ่งนักลงทุนหุ้นคุณค่า (Value Investor หรือ VI) มักจะมีโอกาสได้กำไรสูงในภาวะนี้ โดยเวลาที่เขาเล่นหุ้นระยะสั้น จะรู้ว่าตัวเองจำกัดความเสี่ยงตรงไหน จะต้องขายหุ้นตัดขาดทุน (Cut Loss) ลดความสูญเสีย หรือเรียกว่า "แพ้เป็น"

"ในกรณีที่อยู่ในจังหวะหุ้นปรับตัวขึ้นต่อเนื่อง ผมต้องปล่อยให้หุ้นทำกำไรไม่จำกัด (Let profit run) ไม่ควรขายในทันที เพราะจะเสียโอกาสได้ผลตอบแทนสูง ซึ่งเรียกว่าทำกำไรเป็น ดังนั้น การลงทุนต้องอาศัยการจับจังหวะที่เหมาะสม การซื้อขายต้องมีจังหวะ การหวังจะรวยเร็วในระยะสั้น แต่ถ้าลงทุนไม่เหมาะสม จะกลายเป็นสร้างความเสี่ยงแบบไม่จำกัด ส่วนหุ้นปั่น ผมจะไม่เล่น เพราะพวกนี้สุดท้ายจะกินกันเอง"

ภาววิทย์ยังส่องตลาดหุ้นไทยต่อจากนี้ว่า ในช่วงที่หุ้นปรับฐานลง เชื่อว่าเป็นจังหวะเหมาะที่จะเลือกหุ้นเข้าไปลงทุน เพราะเชื่อว่าเงินต่างชาติยังจะไหลเข้าตลาดเอเชีย รวมถึงไทย เนื่องจากผลตอบแทนในตลาดนี้ยังสูงอยู่ ภายใต้เศรษฐกิจที่โตทั้งเอเชียและจีน ขณะที่ยุโรป สหรัฐ และญี่ปุ่น ยังมีปัญหาหนักอยู่ และมีการอัดเงินเพิ่มปริมาณเงินในระบบ ซึ่งน่าเป็นห่วงต่ออนาคตที่จะเกิดปัญหาเงินเฟ้อตามมา ทำให้ภาพรวมของตลาดหุ้นในไทยยังมีโอกาสปรับขึ้นได้อีก 2 เท่าในระยะยาว

แต่เขาก็ไม่ลืมที่จะฝากประเด็นทิ้งไว้ให้คิดและติดตาม คือภายในระยะ 6-7 ปี นักลงทุนควรใช้ความระมัดระวังในการลงทุนสูง เพราะตามไซเคิลของตลาด ขาขึ้นก็จะมีขาลง ตอนนี้เราขาขึ้น ซึ่งเมื่อขึ้นแรงถึงจุดหนึ่งเกินพื้นฐานจากเงินไหลเข้า ก็อาจเกิดภาวะฟองสบู่ขึ้น เมื่อนั้นประเทศไทยก็มีความเสี่ยงที่จะเกิดวิกฤตต้มยำกุ้งรอบ 2 ได้

จะเป็นจริงหรือไม่ ขอให้ติดตามกันต่อไป