ประชาชาติธุรกิจ
เศรษฐกิจในประเทศ

วันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

"ยิ่งลักษณ์"ถกส่งออกออสซี่สำเร็จ ผนึกห้างยักษ์วูลเวิร์ทส1.6พันสาขาค้าผลไม้ไทย

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 30 พ.ค. 2555 เวลา 09:50:42 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

รัฐบาล "ปู" ฉลุยความร่วมมือออสเตรเลียทั้งกรอบอาเซียน เอเชีย ลุยปลดล็อกมาตรการเข้มส่งออก "กุ้ง-ไก่" ควบทำเอ็มโอยูห้างใหญ่สุดค่าย "วูลเวิร์ทส" ขยายจุดจำหน่ายผลไม้ไทยทั่วเกาะกว่า 1,600 สาขา ส่วนกระทรวงพาณิชย์ต่อยอดยุทธศาสตร์ ดันยอดส่งออกเพิ่มกลุ่มอาหาร รถยนต์ อัญมณี และภาคบริการ ร้านอาหาร สปา



นางนันทวัลย์ ศกุนตนาค อธิบดีกรมส่งเสริมการส่งออก เปิดเผยว่า ทีมรัฐมนตรีพาณิชย์ได้ร่วมคณะของนางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี นำภาครัฐและนักธุรกิจไทยเดินทางไปออสเตรเลีย ระหว่าง 26-28 พฤษภาคมที่ผ่านมา เพื่อสร้างความร่วมมือระหว่าง 2 ประเทศในมิติระดับภาคีด้านต่าง ๆ ทั้งการค้า การลงทุน พลังงาน วิทยาศาสตร์ เทคโนโลยีและการศึกษา ตลอดจนหารือความร่วมมือระหว่างประเทศในกรอบอาเซียน การประชุมสุดยอดเอเชียตะวันออกพร้อมทั้งนำร่องโครงการครัวไทยสู่โลก ตั้งเป้าผลักดันการส่งออกอุตสาหกรรมอาหาร รวมทั้งสินค้าและบริการเติบโตอย่างต่อเนื่อง ผนวกกับการหยิบยกประเด็นหารือเพื่อลดอุปสรรคทางการค้าไทย-ออสเตรเลีย ได้แก่ มาตรการสุขอนามัยพืชและสัตว์ (SPS) กลุ่มสินค้ากุ้งและไก่ ซึ่งค่อนข้างเข้มงวดมาตลอด และการกำหนดให้พ่อครัวไทยต้องใช้ภาษาอังกฤษ ได้ทั้งฟัง อ่าน พูด เขียน ในเกณฑ์สูงระดับ 5 ขึ้นไป

ส่วนทางออสเตรเลียขอไทย 3 เรื่องคือ เรื่องที่ 1 ลดภาษีสินค้าเหล็กแผ่นรีดร้อนและรีดเย็นให้เหลือ 0% ก่อนปี 2558

ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีไทย-ออสเตรเลีย (TAFTA) เนื่องจากไทยยกเลิกภาษีนำเข้าสินค้าเหล็กสำเร็จรูปจากจีน ภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน-จีน ทำให้นำเข้าเหล็กจากจีนมากขึ้น และกระทบกับอุตสาหกรรมผู้ผลิตเหล็กสำเร็จรูปของออสเตรเลีย เรื่องที่ 2 ปรับลดภาษีสรรพสามิตรถยนต์ขนาดใหญ่และรถออฟโรดให้เท่ารถปิกอัพ เรื่องที่ 3 ยกเลิก-เพิ่มโควตาสินค้ามาตรการปกป้องพิเศษ (SSG) ภายใต้ TAFTA และเรื่องที่ 4 ทบทวนกรณีไทยระงับการออกใบอนุญาตนำเข้าผลไม้สดจากออสเตรเลียเพื่อการค้า 5 ชนิด มีเชอรี่ แอปริคอต พลัม พีช และเนคทารีน เพราะทางผู้ประกอบการในออสเตรเลียยืนยันถึงวิธีกำจัดศัตรูพืชที่ฝ่ายไทยกำหนดปฏิบัติได้ยาก

ขณะที่โครงการสำคัญของรัฐบาลยิ่งลักษณ์ในการเดินทางเยือนออสเตรเลียครั้งนี้คือ ลงนามข้อตกลงเบื้องต้น (MOU) ระหว่างกรมส่งเสริมการส่งออกกับวูลเวิร์ทส (Woolworths) ซูเปอร์มาร์เก็ตใหญ่สุดของออสเตรเลีย กระจายอยู่ทั่วประเทศกว่า 1,600 สาขา วางแผนจัดกิจกรรมส่งเสริมการขายร่วมกัน เน้นจำหน่ายผลไม้ (มะพร้าวอ่อนและทุเรียน) ขยายตลาดส่งออกมากขึ้น แม้ออสเตรเลียจะเข้มงวดเรื่องนำเข้าสินค้าอาหารมากเพราะความกังวลเรื่องวัชพืช แมลง และเชื้อโรคซึ่งอาจปนเปื้อนมากับสินค้านำเข้า จึงกำหนดต้องมีใบรับรองอนามัยพืช หากผลไม้ไทยเป็นที่นิยมจะส่งผลดีถึงสินค้าอาหารอื่น ๆ อีกทางหนึ่งด้วย

นางนันทวัลย์กล่าวถึงตัวเลขการส่งออกสินค้าอาหารของไทยไปออสเตรเลียว่า เมื่อปี 2554 มีมูลค่าการส่งออกรวม 741 ล้านเหรียญสหรัฐ ขยายตัว 24% ส่วน 4 เดือนแรกปี 2555 ระหว่างมกราคม-เมษายน มีมูลค่า 217 ล้านเหรียญสหรัฐ ลดลง 14% สินค้าทำรายได้สูงสุดคือ อาหารทะเลกระป๋อง (ทูน่า) 68 ล้านเหรียญสหรัฐ รองลงมาเป็นอาหารทะเลแปรรูป (กุ้ง) น้ำตาลทราย ข้าว ผลิตภัณฑ์ข้าวสาลี อาหารทะเลสดแช่แข็ง (กุ้ง) ผลไม้กระป๋องและแปรรูป (น้ำผลไม้) และผลิตภัณฑ์ข้าว

สำหรับคณะนักธุรกิจชั้นนำของไทยที่ร่วมเดินทางไปกับนายกรัฐมนตรีก็มี เจริญโภคภัณฑ์, สุรพล ฟู้ดส์, ปตท.สผ., บ้านปู, โรงไฟฟ้าราชบุรี, ล็อกซเล่ย์, มิตรผล, เซ็นทรัลกรุ๊ป, สภาหอการค้าแห่งประเทศไทย ตลอดจนสมาคมต่าง ๆ เพื่อเข้าพบหารือกับบริษัทคู่ค้าและนักลงทุนชั้นนำออสเตรเลีย เพื่อขยายลู่ทางและโอกาสทางธุรกิจร่วมกัน ซึ่งทางรัฐบาลไทยได้หารือกับธุรกิจออสเตรเลียรายใหญ่ เช่น บริษัทเหล็ก (Bluescope) เหมืองแร่ (Kingsgate) ธนาคาร (ANZ) และกลุ่มชิ้นส่วนรถยนต์

ขณะที่นายภูมิ สาระผล รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ กำกับดูแลกรมส่งเสริมการส่งออก ได้กำหนดให้กรมส่งเสริมการส่งออกเดินหน้ายุทธศาสตร์ 3 ด้านคือ เจาะตลาดการค้าการลงทุน การสร้างความเข้มแข็งและความได้เปรียบในการแข่งขัน การเข้าถึงแหล่งทรัพยากรวัตถุดิบและฐานการจ้างการผลิต 1.สินค้า คือ กลุ่มอาหาร ยานยนต์ อัญมณี ผลิตภัณฑ์พลาสติก วัสดุก่อสร้างและสินค้าเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม 2.บริการ คือ ร้านอาหาร ร้านสปา ขณะนี้ออสเตรเลียมีร้านอาหารทั้งหมด 66,900 ร้าน จ้างงานกว่า 2.4 แสนคน เม็ดเงินหมุนเวียนในตลาดกว่า 44,000 ล้านดอลลาร์ออสเตรเลีย

ส่วนการประชุมทูตพาณิชย์ทั่วโลกที่นายภูมิ เป็นประธาน ณ กระทรวงพาณิชย์ เมื่อ 28 พฤษภาคม 2555 มีรายงานว่า 2 ตลาดหลัก ขอลดเป้าการเติบภาคส่งออกลง คือ ตลาดแรก ยุโรป-รัสเซีย-ซีไอเอส เหลือ 5 % จากปกติ 10% ตลาดสอง รัสเซีย-ซีไอเอส ลดเหลือ 10% จากปกติ 25% แต่ยังไม่ได้รับการอนุมัติเพราะจะทำให้การเติบโตภาพรวมลดจาก 15 เหลือ 18.86%