ประชาชาติธุรกิจ
การเมือง

วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ถอดรหัสภารกิจ 111 คัมแบ็ค ไม่การันตี "แม้ว"จะได้กลับบ้าน

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 31 พ.ค. 2555 เวลา 18:49:17 น.

ทีมข่าวการเมือง นสพ.ประชาชาติธุรกิจ

ถอดรหัสภารกิจการกลับมาของคน 111
จาตุรนต์ - โภคิน - พงศ์เทพ - วีระกานต์
ผู้ชนะคือเจ้าของเกมแก้รัฐธรรมนูญ - ปรองดอง
 
ในงาน “5 ปีเป็นแรงใจ สู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง” ของอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยทั้ง 111 คน เมื่อวันที่ 30 พ.ค.ผ่านมายังคงมีประเด็นที่น่าสนใจในหลายวาระ
 
เป็นวาระผนึกกำลังฉายภาพ “แนวร่วม” ที่แม้เวลาจะล่วงเลยมากกว่า 5 ปี แต่ก็ยังเลือกยืนอยู่ข้าง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี - หัวหน้าพรรคไทยรักไทย
 
เป็นวาระแสดงจุดยืนของเหล่ากลุ่มคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นคนแถวหน้าที่“พ.ต.ท.ทักษิณ” เชื่อมือ – ไว้ใจในการเคลื่อนไหวทั้งในและนอกรัฐสภา
 
ทันทีที่เสียงระฆังปลดล็อคดังขึ้น ภารกิจสำคัญของคนเหล่านี้จึงเริ่มต้นตั้งแต่วินาทีแรกทันที
 
โดยเฉพาะเวทีเสวนา “111 ไทยรักไทย” ของเหล่าแกนนำแถวหน้าที่มีชื่อ “วีระกานต์ มุสิกพงศ์ – พงศ์เทพ เทพกาญจนา – โภคิน พลกุล – จาตุรนต์ ฉายแสง” ที่หากวิเคราะห์ถ้อยคำระหว่างบรรทัดทั้งหมด เราอาจเห็นสัญญาณอะไรบางอย่างได้
 
เริ่มต้นที่ “วีระกานต์ มุสิกพงษ์” เขาได้รับโอกาสในการเปิดฟลอร์ครั้งนี้ เพราะเป็นที่แน่นอนว่า “คนเสื้อแดง” คือหัวใจสำคัญที่ส่งพรรคเพื่อไทยมาถึงฝั่งฝันจัดตั้งรัฐบาล
 
เขาเริ่มฉายภาพให้เห็นเหตุการณ์เมื่อวันที่19 กันยายน 49 ว่า เป็นการปฏิวัติที่น่ากลัวที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้ให้เห็นทหารและกลุ่มอำมาตย์ร่วมมือกันเข้ามาปล้นประเทศ ปล้นประชาธิปไตยจากประชาชน
 
“เมื่อเกิดการรัฐประหาร ทั้งกฎหมาย การปฏิบัตต่อพรรคการเมือง องค์กรอิสระ แม้กระทั่งกระบวนการศาลล้วนแต่ไม่เป็นธรรม เราเรียกพวกนี้ว่าความอยุติธรรมเบ็ดเตล็ด ที่มีโคตรเหง้ามาจากการรัฐประหาร”
 
นอกจากการเตือนความจำถึงเหตุการณ์รัฐประหารแล้ว อดีตแกนนำคนเสื้อแดง ยังบอกว่า คนทำรัฐประหารไม่ได้มีแค่คนสองคน แต่ยังมีพวกพ้องที่เห็นด้วยคอยเป็นบริวารอยู่ และใครที่มาชุมนุมหน้ารัฐสภาในช่วงนี้ ก็คือพวกบริวารของเผด็จการที่เป็นอุปสรรคในการบริหารประเทศ
 
“จริงอยู่ที่ผู้ชุมนุมทั้งสองฝ่ายมีสิทธี่จะทำตามระบอบประชาธิปไตยแต่วัตถุประสงค์มันต่างกันแน่นอน คนที่มาฟังเสวนาวันนี้คือคนที่ส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยให้เข้าใกล้หลักสากลมากขึ้น แต่คนที่ชุมนุมอยู่รัฐสภายังน่าสงสัย เพราะบทบาทแต่ละก้าวที่เขาเดิน มันไม่บ่งชี้ให้เห็นเลยว่าเขาเป็นฝ่ายเดียวกันกับประชาธิปไตย”
 
“เราจะร้องเตือนพวกเขาว่าจะไม่ยอมให้ใครมาทำรัฐประหารอีกแล้วเราต้องการรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน บ้านเมืองต้องการพัฒนา ดังนั้นการปรองดองที่ยืนอยู่บนหลักการที่ถูกต้อง พวกเราจะสนับสนุน และเตือนพวกที่ประมาทพวกเราว่า วันนี้คนที่รักประชาธิปไตยกว่าค่อนประเทศ เขาพร้อมที่จะจัดการกับพวกที่รัฐประหาร โดยที่ไม่ต้องอาศัยแกนนำ”
 
ด้าน “พงศ์เทพ เทพกาญจนา” เป็นผู้มีความชำนาญด้านกฎหมาย เพราะเป็นอดีตผู้พิพากษา รับทำหน้าที่เตือนความจำเรื่องความยุติธรรม ด้วยการประกาศไม่ไว้วางใจกระบวนการตุลาการบนเวที
 
เขาบอกว่า ไม่เพียงแต่การรัฐประหารที่เป็นสิ่งเลวร้าย แต่กระบวนการตุลาการที่เข้ามาขัดขวางการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย ก็เป็นผลพวงที่สร้างความแตกแยกที่ร้าวลึกมากขึ้นในสังคมเช่นเดียวกัน
 
“รัฐบาลทักษิณประกาศคืนอำนาจให้ประชาชนเพื่อให้พวกเขาตัดสินใจอนาคตของประเทศตามระบอบประชาธิปไตย แต่ก็มีขบวนการเข้ามาขัดขวางไม่ให้เกิดการเลือกตั้งทั้งพรรคฝ่ายค้านที่จ้องหาวิธีล้มกระดาน ต้องการถ่วงการเลือกตั้ง จึงอาศัยกระบวนการตุลาการเพื่อยุบพรรคเข้ามาผสมโรง”
 
“ผมเป็นอดีตผู้พิพากษายืนยันได้ว่า ศาลไม่ได้ตัดสินถูกทั้งหมดหรอกครับ ไม่เชื่อก็ไปดูคดีเดียวกันในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา หลายครั้งก็ตัดสินไม่เหมือนกัน แปลว่าต้องมีใครและถูกกันบ้าง แม้สุดท้ายทุกคนจะยอมรับคำตัดสิน แต่มันก็ทำให้คนไม่เชื่อถือในวงการตุลาการอีกแล้ว”
 
ในฐานะอดีตผู้พิพากษา เขายืนยันว่า ที่กระบวนการตุลาการมีปัญหา เกิดจากการถูกทิ้งให้โดดเดี่ยว ไม่ได้รับการตรวจสอบจากประชาคม ซึ่งวันนี้ประชาชนต้องการตรวจสอบ เพราะมันจะทำให้เรามีตุลาการที่ดีกว่านี้
 
“เราต้องอาศัยจังหวะที่มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ทิ้งให้ตุลาการอยู่อย่างโดดเดี่ยว ถามว่าวันนี้ประชาชนอยากตรวจสอบหรือไม่ ก็ต้องบอกว่าอยาก เพราะมันจะทำให้วงการนี้กลับมาน่าเชื่อถืออีกครั้ง”
 
ขณะที่ “โภคิน พลกุล” เจาะลึกลงถึงบทบาทของ “คณะรัฐประหาร” เพื่อฉายภาพให้เห็นเผด็จการในการใช้อำนาจ โดยเฉพาะการออกกฎหมายคุ้มครองพรรคพวกตนเองว่า การรัฐประหารถือ่วาชอบด้วยกฎหมาย
 
“อย่างมาตรา 309 ในรัฐธรรมนูญฉบับ 2550 สิ่งที่แย่ที่สุดคือการที่ระบุว่า คำสั่งทั้งหลายของคณะรัฐประหารชอบด้วยกฎหมาย ซึ่งมันขัดกับหลักนิติธรรม ในเมื่อเราพยายามจะแก้ไขให้ถูกต้อง กลับโดนกล่าวหาว่าจะมาช่วยคุณทักษิณ ทั้งๆที่เขาเป็นเหยื่อประชาธิปไตย”
 
“โภคิน” ระบุว่า ต่อไปนี้ต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า การรัฐประหารเป็นสิ่งที่ขัดต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย เป็นสิ่งที่อยู่นอกรัฐธรรมนูญ ใครที่สาบานตนต่อสถาบันว่าจะปกป้องรักษาประเทศ หากเข้ามาทำลายรัฐธรรมนูญต้องผิดหลักจริยธรรมอย่างร้ายรุง
 
โดยหลังจากนี้ประชาชนมีภารกิจสำคัญ 2 ประการ คือ 1.ลบล้างผลของความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์รัฐประหาร 2.รวมพลังป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำสอง
 
“ผมเชื่อว่าถ้าเราออกกันมาเต็มถนน จะไม่มีใครออกมารัฐประหารได้สำเร็จ ที่สำคัญไปกว่านั้นคือในกระบวนการศาล ถ้าเขาไม่ยอมรับว่าการรัฐประหารและการนิรโทษกรรมตนเองของคณะปฏิวัติถูกกฎหมาย เหตุการณ์นี้เหล่านี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นอีก ดังนั้นพี่น้องจะต้องสื่อสารสิ่งเหล่านี้ออกไป”
 
เมื่อภาพความทรงจำที่โหดร้ายถูกจุดขึ้นครบทุกประเด็นทั้งเหตุการณ์รัฐประหาร การใช้อำนาจเผด็จการ และความยุติธรรมที่บูดเบี้ยวผ่านกระบวนการตุลาการ
 
 “จาตุรนต์ ฉายแสง” จึงรับหน้าที่ชี้ทางออกสู่เส้นทางสายอุดมการณ์ เพื่อกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนทางการเมืองหลังจากนี้
 
“จาตุรนต์” สรุปว่า กระบวนการทั้งหมดทำให้ประเทศไทยประสบวิกฤตมากว่า 5 ปีเต็ม โดยมีต้นเหตุสำคัญมาจากการใช้กฎหมายที่ไร้ความเป็น ดังเช่นกฎหมายยุบพรรค – เพิกถอนสิทธิ์ทางการเมือง
 
“วิกฤติการเมืองจะยังมีต่อไปเพราะสิ่งที่เรียกกันว่ารัฐประหาร ซึ่งเขามีกติกาของเขาเองว่า ใครชนะการเลือกตั้งก็ล้มได้ ใครได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีก็ปลดได้ ทั้งที่พรรคนั้นได้รับเลือกตั้งมาจากประชาชนเสียงข้างมาก ซึ่งมันไม่สอดคล้องกับหลักนิติธรรม
 
เขาบอกว่า ทางออกเดียวของประเทศในขณะนี้คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะไม่ให้ยุบพรรคการเมืองกันง่ายๆ ต้องยกเลิกการลงโทษแบบเหมาเข่ง เพื่อปูทางไปสู่เส้นทางการปรองดอง
 
“การเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีขณะนี้มีคนพูดว่ามันปรองดองกันไม่ได้ เพราะมีบางมาตราทำให้เกิดปัญหา บางมาตราอาจไปติดอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ถ้ามันเป็นอย่างนั้น เรายังมีเวลา เรายังแก้ไขรัฐธรรมนูญควบคู่กันไปได้”
 
“ความปรองดองไมได้หมายความว่าต้องเห็นตรงกันทั้งหมด ถึงจะเลิกขัดแย้ง มันเห็นต่างกันได้ แต่ต้องทำอีกหลายอย่าง ทั้งเรื่องคดีให้เกิดความเป็นธรรม กำหนดกติกาให้เป็นประชาธิปไตย ลดเงื่อนไขความขัดแย้ง ดังนั้นการเดินหน้ากฎหมายปรองดองก็ถือว่าเป็นความตั้งใจที่ดี”
 
“จาตุรนต์” ยกตัวอย่างในต่างประเทศกว่าเราจะได้จะเห็นภาพปรองดอง ว่า จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ชนะไปแล้ว นั่นหมายความว่าฝ่ายที่เหนือกว่าเป็นผู้กำหนดทิศทางประเทศ
 
“วันนี้เรายังชักเย่อกันอยู่ ยังมีคนจ้องยุบพรรค จ้องถอดถอนรัฐมนตรี ผมเชื่อว่าคนที่ชักเย่อกันอยู่นั้น ถ้าไปขึ้นศาลรัฐธรรมนูญอย่างไรก็ไม่กลัว เพราะรู้ว่าตุลาการภิวัฒน์อยู่ข้างเขา ผมจึงเสนอว่า ถ้าเป็นอย่างนี้ปรองดองไม่สำเร็จ เขาต้องยอมให้ฝ่ายที่ได้อำนาจประชาธิปไตยเดินหน้าทุกเรื่องก่อน”
 
เขากล่าวทิ้งท้ายกดจบเวทีเสวนาว่า หลังจากนี้รัฐบาลได้ประชาธิปไตยแล้วต้องรักษาสิ่งนี้ไว้ ต้องทำให้คนที่ขัดขวางแน่ใจให้ได้ว่า ต่อให้เลือกตั้งอีกกี่ครั้ง ก็จะได้รัฐบาลประชาธิปไตยกลับมาอีก แสดงให้พวกเขาเห็นว่าไม่มีใครต้องการรัฐบาลเผด็จการ
 
ทั้งหมดเป็นถ้อยคำระหว่างบรรทัดบนเวทีเสวนาของแกนนำบ้านเลขที่ 111
 
แน่นอนว่าไม่มีใครออกมาการันตีได้ว่า “ทักษิณ” จะได้กลับบ้านหรือไม่
 
แต่ภาพที่เห็นชัดเจนที่สุด คือ เราเห็นชัดเจนแล้วว่าใครคือคนขับเคลื่อนกระบวนการปรองดอง – แก้ไขรัฐธรรมนูญนับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป