updated: 31 พ.ค. 2555 เวลา 18:49:17 น.
ถอดรหัสภารกิจการกลับมาของคน 111
จาตุรนต์ - โภคิน - พงศ์เทพ -
วีระกานต์
ผู้ชนะคือเจ้าของเกมแก้รัฐธรรมนูญ - ปรองดอง
ในงาน “5 ปีเป็นแรงใจ สู่ประชาธิปไตยที่แท้จริง”
ของอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทยทั้ง 111 คน เมื่อวันที่ 30
พ.ค.ผ่านมายังคงมีประเด็นที่น่าสนใจในหลายวาระ
เป็นวาระผนึกกำลังฉายภาพ “แนวร่วม” ที่แม้เวลาจะล่วงเลยมากกว่า 5 ปี แต่ก็ยังเลือกยืนอยู่ข้าง
พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี -
หัวหน้าพรรคไทยรักไทย
เป็นวาระแสดงจุดยืนของเหล่ากลุ่มคนที่ได้ขึ้นชื่อว่าเป็นคนแถวหน้าที่“พ.ต.ท.ทักษิณ”
เชื่อมือ – ไว้ใจในการเคลื่อนไหวทั้งในและนอกรัฐสภา
ทันทีที่เสียงระฆังปลดล็อคดังขึ้น
ภารกิจสำคัญของคนเหล่านี้จึงเริ่มต้นตั้งแต่วินาทีแรกทันที
โดยเฉพาะเวทีเสวนา “111
ไทยรักไทย” ของเหล่าแกนนำแถวหน้าที่มีชื่อ “วีระกานต์ มุสิกพงศ์ – พงศ์เทพ เทพกาญจนา – โภคิน พลกุล – จาตุรนต์
ฉายแสง” ที่หากวิเคราะห์ถ้อยคำระหว่างบรรทัดทั้งหมด
เราอาจเห็นสัญญาณอะไรบางอย่างได้
เริ่มต้นที่ “วีระกานต์
มุสิกพงษ์” เขาได้รับโอกาสในการเปิดฟลอร์ครั้งนี้ เพราะเป็นที่แน่นอนว่า “คนเสื้อแดง”
คือหัวใจสำคัญที่ส่งพรรคเพื่อไทยมาถึงฝั่งฝันจัดตั้งรัฐบาล
เขาเริ่มฉายภาพให้เห็นเหตุการณ์เมื่อวันที่19
กันยายน 49 ว่า เป็นการปฏิวัติที่น่ากลัวที่สุดในประวัติศาสตร์ไทย
เพราะเป็นครั้งแรกที่ได้ให้เห็นทหารและกลุ่มอำมาตย์ร่วมมือกันเข้ามาปล้นประเทศ
ปล้นประชาธิปไตยจากประชาชน
“เมื่อเกิดการรัฐประหาร
ทั้งกฎหมาย การปฏิบัตต่อพรรคการเมือง องค์กรอิสระ แม้กระทั่งกระบวนการศาลล้วนแต่ไม่เป็นธรรม
เราเรียกพวกนี้ว่าความอยุติธรรมเบ็ดเตล็ด
ที่มีโคตรเหง้ามาจากการรัฐประหาร”
นอกจากการเตือนความจำถึงเหตุการณ์รัฐประหารแล้ว
อดีตแกนนำคนเสื้อแดง ยังบอกว่า คนทำรัฐประหารไม่ได้มีแค่คนสองคน
แต่ยังมีพวกพ้องที่เห็นด้วยคอยเป็นบริวารอยู่ และใครที่มาชุมนุมหน้ารัฐสภาในช่วงนี้
ก็คือพวกบริวารของเผด็จการที่เป็นอุปสรรคในการบริหารประเทศ
“จริงอยู่ที่ผู้ชุมนุมทั้งสองฝ่ายมีสิทธี่จะทำตามระบอบประชาธิปไตยแต่วัตถุประสงค์มันต่างกันแน่นอน
คนที่มาฟังเสวนาวันนี้คือคนที่ส่งเสริมระบอบประชาธิปไตยให้เข้าใกล้หลักสากลมากขึ้น
แต่คนที่ชุมนุมอยู่รัฐสภายังน่าสงสัย เพราะบทบาทแต่ละก้าวที่เขาเดิน
มันไม่บ่งชี้ให้เห็นเลยว่าเขาเป็นฝ่ายเดียวกันกับประชาธิปไตย”
“เราจะร้องเตือนพวกเขาว่าจะไม่ยอมให้ใครมาทำรัฐประหารอีกแล้วเราต้องการรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน
บ้านเมืองต้องการพัฒนา ดังนั้นการปรองดองที่ยืนอยู่บนหลักการที่ถูกต้อง พวกเราจะสนับสนุน
และเตือนพวกที่ประมาทพวกเราว่า วันนี้คนที่รักประชาธิปไตยกว่าค่อนประเทศ
เขาพร้อมที่จะจัดการกับพวกที่รัฐประหาร โดยที่ไม่ต้องอาศัยแกนนำ”
ด้าน “พงศ์เทพ เทพกาญจนา” เป็นผู้มีความชำนาญด้านกฎหมาย
เพราะเป็นอดีตผู้พิพากษา รับทำหน้าที่เตือนความจำเรื่องความยุติธรรม
ด้วยการประกาศไม่ไว้วางใจกระบวนการตุลาการบนเวที
เขาบอกว่า
ไม่เพียงแต่การรัฐประหารที่เป็นสิ่งเลวร้าย
แต่กระบวนการตุลาการที่เข้ามาขัดขวางการเลือกตั้งตามระบอบประชาธิปไตย
ก็เป็นผลพวงที่สร้างความแตกแยกที่ร้าวลึกมากขึ้นในสังคมเช่นเดียวกัน
“รัฐบาลทักษิณประกาศคืนอำนาจให้ประชาชนเพื่อให้พวกเขาตัดสินใจอนาคตของประเทศตามระบอบประชาธิปไตย
แต่ก็มีขบวนการเข้ามาขัดขวางไม่ให้เกิดการเลือกตั้งทั้งพรรคฝ่ายค้านที่จ้องหาวิธีล้มกระดาน
ต้องการถ่วงการเลือกตั้ง จึงอาศัยกระบวนการตุลาการเพื่อยุบพรรคเข้ามาผสมโรง”
“ผมเป็นอดีตผู้พิพากษายืนยันได้ว่า ศาลไม่ได้ตัดสินถูกทั้งหมดหรอกครับ
ไม่เชื่อก็ไปดูคดีเดียวกันในศาลชั้นต้น ศาลอุทธรณ์ ศาลฎีกา หลายครั้งก็ตัดสินไม่เหมือนกัน
แปลว่าต้องมีใครและถูกกันบ้าง แม้สุดท้ายทุกคนจะยอมรับคำตัดสิน
แต่มันก็ทำให้คนไม่เชื่อถือในวงการตุลาการอีกแล้ว”
ในฐานะอดีตผู้พิพากษา
เขายืนยันว่า ที่กระบวนการตุลาการมีปัญหา เกิดจากการถูกทิ้งให้โดดเดี่ยว ไม่ได้รับการตรวจสอบจากประชาคม
ซึ่งวันนี้ประชาชนต้องการตรวจสอบ
เพราะมันจะทำให้เรามีตุลาการที่ดีกว่านี้
“เราต้องอาศัยจังหวะที่มีการยกร่างรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ไม่ทิ้งให้ตุลาการอยู่อย่างโดดเดี่ยว
ถามว่าวันนี้ประชาชนอยากตรวจสอบหรือไม่ ก็ต้องบอกว่าอยาก
เพราะมันจะทำให้วงการนี้กลับมาน่าเชื่อถืออีกครั้ง”
ขณะที่ “โภคิน พลกุล” เจาะลึกลงถึงบทบาทของ “คณะรัฐประหาร”
เพื่อฉายภาพให้เห็นเผด็จการในการใช้อำนาจ โดยเฉพาะการออกกฎหมายคุ้มครองพรรคพวกตนเองว่า
การรัฐประหารถือ่วาชอบด้วยกฎหมาย
“อย่างมาตรา 309 ในรัฐธรรมนูญฉบับ 2550
สิ่งที่แย่ที่สุดคือการที่ระบุว่า คำสั่งทั้งหลายของคณะรัฐประหารชอบด้วยกฎหมาย
ซึ่งมันขัดกับหลักนิติธรรม ในเมื่อเราพยายามจะแก้ไขให้ถูกต้อง กลับโดนกล่าวหาว่าจะมาช่วยคุณทักษิณ
ทั้งๆที่เขาเป็นเหยื่อประชาธิปไตย”
“โภคิน” ระบุว่า
ต่อไปนี้ต้องเขียนไว้ในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ว่า การรัฐประหารเป็นสิ่งที่ขัดต่อการปกครองระบอบประชาธิปไตย
เป็นสิ่งที่อยู่นอกรัฐธรรมนูญ ใครที่สาบานตนต่อสถาบันว่าจะปกป้องรักษาประเทศ
หากเข้ามาทำลายรัฐธรรมนูญต้องผิดหลักจริยธรรมอย่างร้ายรุง
โดยหลังจากนี้ประชาชนมีภารกิจสำคัญ 2 ประการ คือ
1.ลบล้างผลของความอยุติธรรมที่เกิดขึ้นหลังเหตุการณ์รัฐประหาร
2.รวมพลังป้องกันไม่ให้เกิดเหตุการณ์ซ้ำสอง
“ผมเชื่อว่าถ้าเราออกกันมาเต็มถนน
จะไม่มีใครออกมารัฐประหารได้สำเร็จ ที่สำคัญไปกว่านั้นคือในกระบวนการศาล
ถ้าเขาไม่ยอมรับว่าการรัฐประหารและการนิรโทษกรรมตนเองของคณะปฏิวัติถูกกฎหมาย
เหตุการณ์นี้เหล่านี้จะไม่มีทางเกิดขึ้นอีก
ดังนั้นพี่น้องจะต้องสื่อสารสิ่งเหล่านี้ออกไป”
เมื่อภาพความทรงจำที่โหดร้ายถูกจุดขึ้นครบทุกประเด็นทั้งเหตุการณ์รัฐประหาร
การใช้อำนาจเผด็จการ และความยุติธรรมที่บูดเบี้ยวผ่านกระบวนการตุลาการ
“จาตุรนต์ ฉายแสง”
จึงรับหน้าที่ชี้ทางออกสู่เส้นทางสายอุดมการณ์
เพื่อกำหนดทิศทางการขับเคลื่อนทางการเมืองหลังจากนี้
“จาตุรนต์” สรุปว่า
กระบวนการทั้งหมดทำให้ประเทศไทยประสบวิกฤตมากว่า 5 ปีเต็ม
โดยมีต้นเหตุสำคัญมาจากการใช้กฎหมายที่ไร้ความเป็น ดังเช่นกฎหมายยุบพรรค –
เพิกถอนสิทธิ์ทางการเมือง
“วิกฤติการเมืองจะยังมีต่อไปเพราะสิ่งที่เรียกกันว่ารัฐประหาร ซึ่งเขามีกติกาของเขาเองว่า
ใครชนะการเลือกตั้งก็ล้มได้ ใครได้รับเลือกเป็นนายกรัฐมนตรีก็ปลดได้
ทั้งที่พรรคนั้นได้รับเลือกตั้งมาจากประชาชนเสียงข้างมาก
ซึ่งมันไม่สอดคล้องกับหลักนิติธรรม
เขาบอกว่า
ทางออกเดียวของประเทศในขณะนี้คือการแก้ไขรัฐธรรมนูญ โดยเฉพาะไม่ให้ยุบพรรคการเมืองกันง่ายๆ
ต้องยกเลิกการลงโทษแบบเหมาเข่ง
เพื่อปูทางไปสู่เส้นทางการปรองดอง
“การเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีขณะนี้มีคนพูดว่ามันปรองดองกันไม่ได้
เพราะมีบางมาตราทำให้เกิดปัญหา บางมาตราอาจไปติดอยู่ที่ศาลรัฐธรรมนูญ ถ้ามันเป็นอย่างนั้น เรายังมีเวลา
เรายังแก้ไขรัฐธรรมนูญควบคู่กันไปได้”
“ความปรองดองไมได้หมายความว่าต้องเห็นตรงกันทั้งหมด ถึงจะเลิกขัดแย้ง มันเห็นต่างกันได้
แต่ต้องทำอีกหลายอย่าง ทั้งเรื่องคดีให้เกิดความเป็นธรรม กำหนดกติกาให้เป็นประชาธิปไตย
ลดเงื่อนไขความขัดแย้ง
ดังนั้นการเดินหน้ากฎหมายปรองดองก็ถือว่าเป็นความตั้งใจที่ดี”
“จาตุรนต์”
ยกตัวอย่างในต่างประเทศกว่าเราจะได้จะเห็นภาพปรองดอง ว่า
จะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งที่ชนะไปแล้ว
นั่นหมายความว่าฝ่ายที่เหนือกว่าเป็นผู้กำหนดทิศทางประเทศ
“วันนี้เรายังชักเย่อกันอยู่ ยังมีคนจ้องยุบพรรค จ้องถอดถอนรัฐมนตรี
ผมเชื่อว่าคนที่ชักเย่อกันอยู่นั้น ถ้าไปขึ้นศาลรัฐธรรมนูญอย่างไรก็ไม่กลัว
เพราะรู้ว่าตุลาการภิวัฒน์อยู่ข้างเขา ผมจึงเสนอว่า ถ้าเป็นอย่างนี้ปรองดองไม่สำเร็จ
เขาต้องยอมให้ฝ่ายที่ได้อำนาจประชาธิปไตยเดินหน้าทุกเรื่องก่อน”
เขากล่าวทิ้งท้ายกดจบเวทีเสวนาว่า
หลังจากนี้รัฐบาลได้ประชาธิปไตยแล้วต้องรักษาสิ่งนี้ไว้ ต้องทำให้คนที่ขัดขวางแน่ใจให้ได้ว่า
ต่อให้เลือกตั้งอีกกี่ครั้ง ก็จะได้รัฐบาลประชาธิปไตยกลับมาอีก
แสดงให้พวกเขาเห็นว่าไม่มีใครต้องการรัฐบาลเผด็จการ
ทั้งหมดเป็นถ้อยคำระหว่างบรรทัดบนเวทีเสวนาของแกนนำบ้านเลขที่
111
แน่นอนว่าไม่มีใครออกมาการันตีได้ว่า “ทักษิณ” จะได้กลับบ้านหรือไม่
แต่ภาพที่เห็นชัดเจนที่สุด คือ เราเห็นชัดเจนแล้วว่าใครคือคนขับเคลื่อนกระบวนการปรองดอง –
แก้ไขรัฐธรรมนูญนับตั้งแต่วินาทีนี้เป็นต้นไป
