ประชาชาติธุรกิจ
สัมภาษณ์และรายงานพิเศษ

วันที่ 18 มิถุนายน พ.ศ. 2556

พันธกิจเอ็มบีเค "แตกเพื่อโต" ...เราไม่ได้หยุดแค่ค้าปลีก

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 02 มิ.ย. 2555 เวลา 15:50:13 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

สัมภาษณ์

อาจจะดูไม่หวือหวาและเป็นข่าวรายวันเมื่อเทียบกับกลุ่มทุนค้าปลีกรายอื่น ๆ ที่มีกิจกรรม และการลงทุนในรูปแบบต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ

แต่เมื่อมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ทุกความเคลื่อนไหวของ "เอ็มบีเค เซ็นเตอร์" กลับย่อมไม่ธรรมดา

ล่าสุด เอ็มบีเคได้ปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่เพื่อจัดกรุ๊ปปิ้งธุรกิจใหม่ "สุเวทย์ ธีรวชิรกุล" ฉายภาพโฉมใหม่ดังกล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ไม่เพียงภารกิจการปั้นคอร์ปอเรต อิมเมจแบรนด์ให้แข็งแกร่ง แต่ยังหมายถึงการแตก 8 กลุ่มธุรกิจใหม่ที่ไม่อิงรายได้จากค้าปลีกเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป

"เมื่อโลกมันเปลี่ยน เราก็จำเป็นต้องจัดกลุ่มทางธุรกิจใหม่ รีแบรนด์และลอนช์แบรนด์ใหม่ออกไป ไม่ว่าจะเพื่อรับมือกับการแข่งขันในตลาด หรือสื่อถึงกลุ่มลูกค้า คู่ค้า พันธมิตรต่าง ๆ ทางธุรกิจ"

นำไปสู่การแตก 8 กลุ่มธุรกิจภายใต้แบรนด์เอ็มบีเคกรุ๊ป อาทิ 1.ศูนย์การค้า 2.โรงแรม 3.กอล์ฟ 4.อสังหาฯ 5.ข้าว 6.การเงิน 7.ธุรกิจสนับสนุน (แบ็ก ออฟฟิศ) และ 8.ธุรกิจอื่น ๆ

เช่นเดียวกับการบริหารที่เป็นอิสระ แต่ละธุรกิจมีเอ็มดีที่สามารถวางนโยบาย กำหนดเป้าหมาย วิธีนี้ทำให้แต่ละธุรกิจโฟกัสงานเฉพาะด้าน ลงรายละเอียด การกำหนดกลยุทธ์จะเดินไปในอนาคตจะชัดเจนมากขึ้น

"สุเวทย์" ในฐานะคีย์แมนที่เข้ามากุมบังเหียนกลุ่มธุรกิจชี้ว่า ภาพของเอ็มบีเคโตมาจากศูนย์การค้า เราอยากจะให้คนคิดลึกมากกว่านั้น อยากให้คนรู้จักมากกว่าแค่ข้าวหรือศูนย์การค้า

ซึ่งพันธกิจหลักใน 5 ปีหลังจากนี้ทั้งรายได้และกำไรก็ยังคงมาจากศูนย์การค้าเป็นหลัก แต่ต้องมีธุรกิจอื่นเข้ามาเสริม

ขณะที่โครงสร้างรายได้หลักในปัจจุบัน ศูนย์การค้ายังเป็นหลักอยู่ 43% โรงแรม 12% กอล์ฟ 3% เศษ ๆ อสังหาฯ 3-4% การเงิน 8% โดยที่ศูนย์การค้ามีสัดส่วนกำไรมากกว่า 70% ขณะที่ภาพรวมการเติบโตทั้งหมดจะเฉลี่ย 10% ต่อปี

พร้อมเล่าที่มาที่ไปของการรีแบรนด์ว่า ตอนแรกที่ทำธุรกิจนี้ก็ไม่ได้คิดอะไร ใครจะรู้ว่าเป็นธุรกิจของเราหรือไม่ก็ไม่เป็นไร ก็ทำของเรามาเรื่อย แต่มาถึงตอนนี้โลกธุรกิจได้เปลี่ยนไป คู่ค้าหรือคนที่จะมาร่วมทำธุรกิจด้วยก็อยากรู้ว่าบริษัทนี้แข็งแรงไหม เป็นอย่างไร

อีกเหตุผลคือ ผู้ถือหุ้นเดิมได้นำชื่อ "มาบุญครอง" ไปใช้ในธุรกิจอื่นซึ่งไม่เกี่ยวกับ "เอ็มบีเค" แม้แต่น้อย

แม้จะแยกธุรกิจออกเป็น 8 กลุ่มหลัก แต่ "ศูนย์การค้า" ยังเป็นส่วนสำคัญ เป็นคอร์หลักใน 5 ปีข้างหน้า เห็นได้จากสมัยก่อนมีมาบุญครองที่เดียว ก็ขยายไปพาราไดซ์พาร์คที่ทำกับสยามพิวรรธน์ หรือกับเดอะไนน์ที่เอ็มบีเคทำเอง

ซึ่งในอนาคตก็ยังคงต้องขยายไปอีกผ่านกลยุทธ์การลงทุนเองและลงทุนผ่านพันธมิตร เช่นเดียวกับธุรกิจโรงแรมเป็นโอกาสทางธุรกิจในอีก 5 ปีจากนี้ สำหรับการกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจในอนาคต โดยเฉพาะการขยายในเมืองท่องเที่ยว ซึ่งบริษัทมีที่ดินอยู่หลายแห่ง

แต่ยอมรับว่า โรงแรมบ้านเราได้รับผลกระทบจากสถาการณ์ต่าง ๆ ประจำ ทำให้ธุรกิจนี้มาร์จิ้นลดลง นอกจากนี้ยังมีกลุ่ม "อสังหาฯ" อนาคตจะกลายเป็นกลุ่มที่โตได้อีกมากในอีก 5 ปีจากนี้

ที่สำคัญ "สุเวทย์" ชี้ว่า เอ็มบีเคมีที่ดินพอสมควรที่จะพัฒนา อาทิ ที่ดินรัชดาฯซอย 17 ห่างจากสถานีรถไฟฟ้า 200-300 เมตร จะไปสร้างคอนโดฯตึกสูง อีก 2-3 เดือนคงลอนช์โครงการได้

"ธุรกิจข้าว ถ้าไม่มีอะไรมาเสริมคงทรง ๆ ตัว ที่ผ่านมาเราแพ็กขายกับส่งออกแต่ปีนี้พอรัฐเปลี่ยนนโยบายทำให้ราคาสูงเมื่อเทียบกับเวียดนามในตลาดโลก บ้านเราสู้ไม่ได้ การส่งออกทุกบริษัทสู้ไม่ไหว ส่วนข้าวถุง เราขายได้ แต่คู่แข่งมาก มาร์จิ้นก็ไม่เยอะ ข้าวก็ขึ้นราคาไม่ได้"

เช่นเดียวกับ "ธุรกิจการเงิน" กลายเป็นธุรกิจดาวเด่นที่ "สุเวทย์" หมายมั่นปั้นมือสร้างขึ้นเพื่อให้มีรายได้ ให้มีกำไร เป็นแนวความคิดเอาเงินไปปล่อยกู้สำหรับคนมีทรัพย์สินแต่กู้แบงก์ไม่ได้ ตอบโจทย์ลูกค้ามีทรัพย์สินมีค่ามากต้องการใช้เงินเพื่อทำธุรกิจแต่กู้แบงก์ไม่ได้ ซึ่งปัจจุบันมีคนกลุ่มเหล่านี้จำนวนมาก เราทำมาเงียบ ๆ 5 ปีแล้ว ใช้ชื่อว่า "เอ็มบีเค การันตี"

การจัดกรุ๊ปปิ้ง 8 ธุรกิจใหม่นี้จะเป็นการต่อยอดและสร้างแบรนด์เอ็มบีเคให้แข็งแกร่ง เพราะจะเป็นการมองในระยะยาว

สิ่งที่เราอยากจะบอกไปคือ เรากำลังทำอะไรบ้าง อยากสร้างความเชื่อมั่น สร้างพันธสัญญาที่เราจะให้กับลูกค้า

ทั่วโลกกำลังสู้กันด้วยแบรนด์ ไม่ใช่แค่การซื้อของได้ของก็จบ ซึ่งในอนาคตแบรนด์จึงสำคัญมาก