updated: 02 มิ.ย. 2555 เวลา 15:50:13 น.
สัมภาษณ์
อาจจะดูไม่หวือหวาและเป็นข่าวรายวันเมื่อเทียบกับกลุ่มทุนค้าปลีกรายอื่น
ๆ ที่มีกิจกรรม และการลงทุนในรูปแบบต่าง ๆ อย่างต่อเนื่องและสม่ำเสมอ
แต่เมื่อมีความเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้น ทุกความเคลื่อนไหวของ "เอ็มบีเค เซ็นเตอร์"
กลับย่อมไม่ธรรมดา
ล่าสุด เอ็มบีเคได้ปรับโครงสร้างองค์กรครั้งใหญ่เพื่อจัดกรุ๊ปปิ้งธุรกิจใหม่
"สุเวทย์ ธีรวชิรกุล" ฉายภาพโฉมใหม่ดังกล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ไม่เพียงภารกิจการปั้นคอร์ปอเรต
อิมเมจแบรนด์ให้แข็งแกร่ง แต่ยังหมายถึงการแตก 8
กลุ่มธุรกิจใหม่ที่ไม่อิงรายได้จากค้าปลีกเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป
"เมื่อโลกมันเปลี่ยน
เราก็จำเป็นต้องจัดกลุ่มทางธุรกิจใหม่ รีแบรนด์และลอนช์แบรนด์ใหม่ออกไป
ไม่ว่าจะเพื่อรับมือกับการแข่งขันในตลาด หรือสื่อถึงกลุ่มลูกค้า คู่ค้า พันธมิตรต่าง ๆ
ทางธุรกิจ"
นำไปสู่การแตก 8 กลุ่มธุรกิจภายใต้แบรนด์เอ็มบีเคกรุ๊ป อาทิ 1.ศูนย์การค้า 2.โรงแรม
3.กอล์ฟ 4.อสังหาฯ 5.ข้าว 6.การเงิน 7.ธุรกิจสนับสนุน (แบ็ก ออฟฟิศ) และ 8.ธุรกิจอื่น ๆ
เช่นเดียวกับการบริหารที่เป็นอิสระ แต่ละธุรกิจมีเอ็มดีที่สามารถวางนโยบาย กำหนดเป้าหมาย
วิธีนี้ทำให้แต่ละธุรกิจโฟกัสงานเฉพาะด้าน ลงรายละเอียด
การกำหนดกลยุทธ์จะเดินไปในอนาคตจะชัดเจนมากขึ้น
"สุเวทย์"
ในฐานะคีย์แมนที่เข้ามากุมบังเหียนกลุ่มธุรกิจชี้ว่า ภาพของเอ็มบีเคโตมาจากศูนย์การค้า
เราอยากจะให้คนคิดลึกมากกว่านั้น อยากให้คนรู้จักมากกว่าแค่ข้าวหรือศูนย์การค้า
ซึ่งพันธกิจหลักใน 5 ปีหลังจากนี้ทั้งรายได้และกำไรก็ยังคงมาจากศูนย์การค้าเป็นหลัก
แต่ต้องมีธุรกิจอื่นเข้ามาเสริม
ขณะที่โครงสร้างรายได้หลักในปัจจุบัน ศูนย์การค้ายังเป็นหลักอยู่
43% โรงแรม 12% กอล์ฟ 3% เศษ ๆ อสังหาฯ 3-4% การเงิน 8% โดยที่ศูนย์การค้ามีสัดส่วนกำไรมากกว่า 70%
ขณะที่ภาพรวมการเติบโตทั้งหมดจะเฉลี่ย 10% ต่อปี
พร้อมเล่าที่มาที่ไปของการรีแบรนด์ว่า
ตอนแรกที่ทำธุรกิจนี้ก็ไม่ได้คิดอะไร ใครจะรู้ว่าเป็นธุรกิจของเราหรือไม่ก็ไม่เป็นไร ก็ทำของเรามาเรื่อย
แต่มาถึงตอนนี้โลกธุรกิจได้เปลี่ยนไป
คู่ค้าหรือคนที่จะมาร่วมทำธุรกิจด้วยก็อยากรู้ว่าบริษัทนี้แข็งแรงไหม เป็นอย่างไร
อีกเหตุผลคือ
ผู้ถือหุ้นเดิมได้นำชื่อ "มาบุญครอง" ไปใช้ในธุรกิจอื่นซึ่งไม่เกี่ยวกับ "เอ็มบีเค" แม้แต่น้อย
แม้จะแยกธุรกิจออกเป็น 8 กลุ่มหลัก แต่ "ศูนย์การค้า" ยังเป็นส่วนสำคัญ เป็นคอร์หลักใน 5
ปีข้างหน้า เห็นได้จากสมัยก่อนมีมาบุญครองที่เดียว ก็ขยายไปพาราไดซ์พาร์คที่ทำกับสยามพิวรรธน์
หรือกับเดอะไนน์ที่เอ็มบีเคทำเอง
ซึ่งในอนาคตก็ยังคงต้องขยายไปอีกผ่านกลยุทธ์การลงทุนเองและลงทุนผ่านพันธมิตร
เช่นเดียวกับธุรกิจโรงแรมเป็นโอกาสทางธุรกิจในอีก 5 ปีจากนี้ สำหรับการกระจายความเสี่ยงทางธุรกิจในอนาคต
โดยเฉพาะการขยายในเมืองท่องเที่ยว ซึ่งบริษัทมีที่ดินอยู่หลายแห่ง
แต่ยอมรับว่า
โรงแรมบ้านเราได้รับผลกระทบจากสถาการณ์ต่าง ๆ ประจำ ทำให้ธุรกิจนี้มาร์จิ้นลดลง นอกจากนี้ยังมีกลุ่ม
"อสังหาฯ" อนาคตจะกลายเป็นกลุ่มที่โตได้อีกมากในอีก 5 ปีจากนี้
ที่สำคัญ "สุเวทย์" ชี้ว่า
เอ็มบีเคมีที่ดินพอสมควรที่จะพัฒนา อาทิ ที่ดินรัชดาฯซอย 17 ห่างจากสถานีรถไฟฟ้า 200-300 เมตร
จะไปสร้างคอนโดฯตึกสูง อีก 2-3 เดือนคงลอนช์โครงการได้
"ธุรกิจข้าว ถ้าไม่มีอะไรมาเสริมคงทรง ๆ
ตัว ที่ผ่านมาเราแพ็กขายกับส่งออกแต่ปีนี้พอรัฐเปลี่ยนนโยบายทำให้ราคาสูงเมื่อเทียบกับเวียดนามในตลาดโลก
บ้านเราสู้ไม่ได้ การส่งออกทุกบริษัทสู้ไม่ไหว ส่วนข้าวถุง เราขายได้ แต่คู่แข่งมาก มาร์จิ้นก็ไม่เยอะ
ข้าวก็ขึ้นราคาไม่ได้"
เช่นเดียวกับ "ธุรกิจการเงิน" กลายเป็นธุรกิจดาวเด่นที่ "สุเวทย์"
หมายมั่นปั้นมือสร้างขึ้นเพื่อให้มีรายได้ ให้มีกำไร
เป็นแนวความคิดเอาเงินไปปล่อยกู้สำหรับคนมีทรัพย์สินแต่กู้แบงก์ไม่ได้
ตอบโจทย์ลูกค้ามีทรัพย์สินมีค่ามากต้องการใช้เงินเพื่อทำธุรกิจแต่กู้แบงก์ไม่ได้
ซึ่งปัจจุบันมีคนกลุ่มเหล่านี้จำนวนมาก เราทำมาเงียบ ๆ 5 ปีแล้ว ใช้ชื่อว่า "เอ็มบีเค การันตี"
การจัดกรุ๊ปปิ้ง 8 ธุรกิจใหม่นี้จะเป็นการต่อยอดและสร้างแบรนด์เอ็มบีเคให้แข็งแกร่ง
เพราะจะเป็นการมองในระยะยาว
สิ่งที่เราอยากจะบอกไปคือ เรากำลังทำอะไรบ้าง
อยากสร้างความเชื่อมั่น สร้างพันธสัญญาที่เราจะให้กับลูกค้า
ทั่วโลกกำลังสู้กันด้วยแบรนด์
ไม่ใช่แค่การซื้อของได้ของก็จบ
ซึ่งในอนาคตแบรนด์จึงสำคัญมาก
