updated: 04 มิ.ย. 2555 เวลา 20:30:34 น.
สุดอึ้ง "สพธอ." ระบุไทยติด 1 ใน 10 อันดับโลกประเทศที่มีภัยคุกคามจากเว็บไซต์หลอกลวง เร่งจัดอบรมให้ความรู้เจ้าของเว็บไซต์ และขอความร่วมมือ "ไอเอสพี" ร่วมด้วยช่วยกัน ทั้งเตือนคนใช้ "สมาร์ทโฟน-แท็บเลต" ระวังติด "ไวรัส" ล้วงข้อมูลส่วนตัว
ดร.ชัยชนะ มิตรพันธ์ ผู้ช่วยผู้อำนวยการ
สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (องค์การมหาชน) หรือ สพธอ. กล่าวว่า ประเทศไทยติด 1 ใน 10
ประเทศที่เข้าข่ายเป็นฐานในการทำ Phishing หรือการหลอกลวงผ่านอินเทอร์เน็ต เช่น การปลอมแปลงอีเมล์,
การสร้างเว็บไซต์ปลอมเพื่อลวงผู้อื่นให้กรอกบัญชีผู้ใช้, รหัสผ่านหรือหมายเลขบัตรเครดิต ซึ่งในปี 2551
ขึ้นถึงอันดับ 2 และอันดับ 1 ระหว่างกลางปี 2552-กลางปี 2553 นับจากอัตราการวิ่งของข้อมูล ที่ผ่านมา
สพธอ.ดำเนินการโดยขอความร่วมมือให้เจ้าของโฮสต์ปิดเว็บไซต์ปลอม
รวมถึงผู้ให้เช่าเซิร์ฟเวอร์ที่ให้มีการส่งสแปมเมล์หลอกลวงผู้บริโภค
เพราะไม่มีอำนาจทางกฎหมายในการปิดเว็บไซต์โดยตรง
เมื่อเทียบสถิติตั้งแต่ปี 2553
ระยะเวลาในการปิดเว็บไซต์ปลอมหรือการส่งสแปมเมล์ผ่านเซิร์ฟเวอร์เมื่อมีผู้แจ้งมายัง สพธอ.มีแนวโน้มลดลง
โดยเฉลี่ยปิดได้ภายใน 36 ชั่วโมง จากเดิมสูงถึง 135 ชั่วโมง เมื่อนำเคสมาเรียงกันจะพบว่า
ส่วนใหญ่ปิดภายใน 12 ชั่วโมง และมีเรื่องร้องเรียนทั้งหมด 309 เรื่อง (ข้อมูลครึ่งหลังของปี
2554)
"ในไทยมีคนจำนวนมากที่สร้างเว็บไซต์ขึ้นมาเพราะอยากลองดู
ไม่มีความรู้เกี่ยวกับโครงสร้างเว็บที่ดีพอ
ดังนั้นจึงโดนพวกแฮกเกอร์ไม่ว่าจะในไทยหรือต่างชาติเจาะข้อมูลและสร้างเว็บไซต์หลอกลวงมาแปะทับไว้
ถ้าอยู่ได้เกิน 3 วันอาจสร้างความเสียหายได้ถึง 4 ล้านเหรียญสหรัฐ พอเราแจ้งไปทางเจ้าของก็ปิดเว็บ
แต่ไม่ได้อุดช่องโหว่นั้นเลยเกิดเรื่องแบบนี้ซ้ำซาก
เราจึงจัดการอบรมเพิ่มเติมเพื่อให้เจ้าของเว็บมีความรู้
สามารถอุดช่องโหว่ได้เอง"
ดร.ชัยชนะกล่าวว่า
อีกส่วนที่ยังเป็นห่วงคือเรื่องการใช้งานสมาร์ทโฟนและแท็บเลต โดยเฉพาะระบบปฏิบัติการแอนดรอยด์
เพราะมีความเสี่ยงสูงจากมัลแวร์หรือซอฟต์แวร์ไม่พึงประสงค์เล่นงานผ่านการดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นอย่างไม่ระมัดระวังในเรื่องการร้องขอใช้งานข้อมูลในแอปนั้น
ๆ เช่น รายชื่อในสมุดโทรศัพท์ หรือฟังก์ชั่นการส่งข้อความซึ่งเป็นข้อมูลส่วนตัว
เมื่อหลุดไปแล้วอาจเสียเงินค่าส่งข้อความประมาณ 5 บาท เมื่อนับรวมกันหลายแสนคนจะเป็นจำนวนมาก
ดังนั้นผู้บริโภคควรระมัดระวังด้วย
"เราห่วงเรื่องแท็บเลตนักเรียน
เพราะผู้ใช้เป็นเด็กอาจเข้าเว็บไซต์ไม่ดี หรือดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่นที่อาจมีมัลแวร์
ทำให้เกิดการแพร่กระจายหรือทำให้ข้อมูลส่วนตัวโดนขโมย"
นอกจากนี้มัลแวร์ยังมีอยู่ในคอมพิวเตอร์ด้วย
ในไทยคิดเป็นอัตราส่วน 1,000 เครื่อง ติดมัลแวร์ 20 เครื่อง เป็นอันดับต้น ๆ ของโลก
ส่วนใหญ่เกิดจากความประมาทในการเข้าเว็บไซต์ของผู้บริโภค และการเพิกเฉยของผู้ให้บริการอินเทอร์เน็ต
(ISP) เพราะมัลแวร์วิ่งไปได้ตาม ip (Internet Protocol) ส่วนใหญ่อาจมีการเปลี่ยนแปลงจากผู้ให้บริการ
ทำให้ไม่สามารถรู้ได้ว่ามัลแวร์อยู่ที่เครื่องใด แต่ผู้ให้บริการรู้
ดังนั้นการเข้ามามีส่วนร่วมดูแลจึงเป็นเรื่องที่ควรเร่งปฏิบัติเพื่อไม่ให้เกิดข้อมูลรั่วไหล
ซึ่งจะสร้างความเสียหายแก่ลูกค้าจำนวนมาก
ด้านนายอัง ไคคูน ผู้จัดการอาวุโส
ภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และญี่ปุ่น กลุ่มธุรกิจภาครัฐ บริษัทไซแมนเทค กล่าวเพิ่มเติมว่า
ภัยคุกคามทางอินเทอร์เน็ตมีแนวโน้มเข้ามาที่มัลแวร์มากขึ้นโดยไม่ใช่ผ่านเว็บสีเทาอีกต่อไป
แต่เข้ามาโดยตรง เช่น เว็บไซต์ศาสนา หรือผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์ก
ซึ่งเป้าหมายของผู้โจมตีจะชัดเจนขึ้นเช่นกัน โดยเน้นไปที่องค์กรภาครัฐและองค์กรขนาดเล็กมากขึ้น
ทั้งพุ่งไปที่กลุ่มพนักงานระดับล่างมากกว่าผู้บริหาร
เพราะสามารถเข้าถึงได้ง่ายกว่า
