updated: 08 มิ.ย. 2555 เวลา 12:35:08 น.
วิกฤตเศรษฐกิจสหภาพยุโรปที่เรื้อรังและขยายวงกว้างจากกรีซไปสู่สเปน
ทำให้อาเซียนต้องยิ่งพิจารณาการรวมตัวกันเป็นประชาคมเดียว เลี่ยงข้อผิดพลาดที่สหภาพยุโรปดำเนินมา
ศึกษาจุดแข็งของการผนึกกำลังกันเพื่อให้อาเซียนเดินไปอย่างมีทิศทาง
มากกว่าตื่นกลัวกับระเบิดถอยหลังของการก้าวเข้าสู่ประชาคมเศรษฐกิจอาเซียนในปี 2015
นางจุฬาพร
เอื้อรักสกุล คณบดีวิทยาลัยสหวิทยาการ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้ "บทเรียนจากอียู"
ในหลายแง่มุมให้แก่สื่อมวลชนในการอบรมหลักสูตรเสริมสร้างความรู้เรื่องการเป็นประชาคมอาเซียน
ปี
2558 โดยกล่าวว่า อาเซียนเป็นองค์กรระหว่างประเทศที่ก้าวหน้ารองมาจากสหภาพยุโรป แต่ก็ยังห่างไกลกันมาก
สาเหตุที่สหภาพยุโรป หรืออียู
สามารถรวมตัวกันและเป็นองค์กรที่ก้าวหน้าก็เนื่องมาจากประเทศสมาชิกอียูอยู่ร่วมกันมายาวนาน
เกิดการรวมตัวกันทางเศรษฐกิจ และมีเป้าหมายทางเศรษฐกิจร่วมกันชัดเจน
ทั้งยังมีการผูกกันอย่างเหนียวแน่นในระหว่างประเทศสมาชิก ทั้งในด้านการเดินทางติดต่อกัน
และด้านการค้าที่ส่งเสริมความผูกพันกันในทางเศรษฐกิจให้ยิ่งเหนียวแน่น
โดยแสดงให้เห็นอย่างชัดเจนในการใช้ "เงินสกุลยูโร" เป็นเงินสกุลของภูมิภาค
แม้ผลลัพธ์ของการใช้เงินสกุลร่วมกันในภูมิภาคทำให้ประเทศสมาชิกอียูต้องมีชะตากรรมร่วมกัน
แต่อียูก็มีจุดแข็งหลายประการในการรวมตัวกันมาได้อย่างยาวนาน
อาเซียนควรศึกษาถึงรากฐานโมเดลของการรวมกันเป็นประชาคมเดียวกัน ก่อนก้าวเข้าสู่ปี 2015
จุดแข็งของอียูประการแรก ที่อาเซียนควรให้ความสำคัญคือ ความรู้สึกถึงอัตลักษณ์ของสหภาพยุโรป
ประชาชนในประเทศสมาชิกอียูต่างมีความรู้สึกว่าตนเป็นประชาชนชาวยุโรป โดยความรู้สึกเช่นนี้เกิดขึ้นได้
เนื่องจากองค์กรของอียูมีบทบาทต่อการดำเนินชีวิตประจำวันของผู้คนในภูมิภาค โดยเฉพาะอย่างยิ่ง
ให้ความช่วยเหลือแก่ประเทศสมาชิกในหลายๆ ด้าน ช่วยพัฒนาประเทศที่เจริญไม่ทัดเทียมประเทศอื่น
จัดให้มีบุคลากรขององค์กรเข้าไปตั้งสำนักงานในพื้นที่เข้าไปพัฒนา
คลุกคลีกับประชาชนในระหว่างการพัฒนาพื้นที่นั้นๆ
ทั้งนี้
การให้ความช่วยเหลือถือเป็นการสร้างความตระหนักรู้ให้แก่ประชาชนในภูมิภาคได้ดีที่สุด
ดังนั้น
โจทย์ของอาเซียนคือ ต้องทำให้ประชากรเห็นความสำคัญในการรวมกันเป็นประชาคมให้ได้
และต้องก้าวข้ามความรู้สึกที่ไม่มีอาเซียนในชีวิตประจำวันของคนในภูมิภาคให้ได้
ประการที่ 2
คณะกรรมาธิการยุโรป หรือ European Commission
ซึ่งเป็นข้าราชการของยุโรปมีพลังในการขับเคลื่อนระบบสถาบันของสหภาพยุโรปอย่างสูง
โดยคณะกรรมาธิการยุโรปจะดำเนินงานอย่างเป็นอิสระจากรัฐบาลของแต่ละชาติ
ส่งผลให้เกิดการทำงานเพื่อประโยชน์ของภูมิภาคเป็นหลัก พร้อมกันนั้นอียูก็มีกฎหมายร่วมเหนือรัฐสมาชิก
ซึ่งที่มีคณะกรรมาธิการยุโรปบังคับใช้
เอื้ออำนวยต่อความสามารถในการจัดการปัญหาข้ามรัฐในภูมิภาคได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
ทัศนคติการดำเนินงานของคณะกรรมาธิการยุโรป ยังมีผลอย่างสูงต่อการขับเคลื่อนองค์กร
เจ้าหน้าที่หรือราชการยุโรปเหล่านี้มีความจริงใจต่อการทำงานเพื่อภูมิภาค มุ่งแก้ปัญหาจากต้นตอ
ด้านอาเซียน แม้มีสำนักเลขาธิการอาเซียนเป็นองค์กรในการขับเคลื่อนสู่การรวมเป็นประชาคมเดียว
แต่อาเซียนยังไม่มีข้อตกลงร่วม หรือมอบอำนาจให้แก่สำนักงานหรือเลขาธิการอาเซียนมีบทบาทในการดำเนินนโยบาย
เพื่อให้อาเซียนเดินหน้าอย่างเต็มที่ ส่วนกฎหมายร่วมเหนือรัฐสมาชิกอาเซียนก็ยังมองไม่เห็นหนทาง
ซึ่งนับว่าเป็นอุปสรรคอย่างยิ่ง
ประการที่ 3 บทบาทของประเทศมหาอำนาจในยุโรป ที่มีเยอรมนี
ฝรั่งเศส และอังกฤษเป็นหัวหอกสำคัญในการพัฒนาองค์การอียู
โดยองค์กรจะดำเนินแนวทางนโยบายให้ผลประโยชน์ของประเทศใหญ่เป็นไปอย่างสอดคล้อง
โดยเอื้อประโยชน์แก่กันต่างกรรมต่างวาระ แต่ในขณะเดียวกันก็ไม่ละเลยประเทศเล็กๆ
โดยมีการชดเชยให้อย่างสมเหตุสมผลเมื่อประเทศเล็ก ๆ
เสียประโยชน์
ด้านอาเซียนยังมองไม่เห็นว่าประเทศใดจะก้าวขึ้นมารับบทบาทนี้ สำหรับไทยแล้ว
อุปสรรคสำคัญคือ การเมืองไทยที่ไม่มีความแน่นอน ดังนั้น
หากอินโดนีเซียสามารถรักษาความเป็นประชาธิปไตย
และความมั่นคงทางการเมืองไว้ได้เช่นนี้
น่าจะก้าวขึ้นมาอยู่ในตำแหน่งผู้นำภูมิภาคได้
ประการสุดท้าย การดำเนินงานบนแนวทางประชาธิปไตย
อียูมีข้อจำกัดที่ชัดเจนก่อนให้ชาติสมาชิกเข้าร่วม โดยกำหนดว่า ประเทศนั้น ๆ ต้องเป็นประชาธิปไตย
นับเป็นการลดอุปสรรคด้านการเมืองในระหว่างประเทศสมาชิก
ส่งผลให้การดำเนินนโยบายในระดับภูมิภาคเป็นไปในทิศทางชัดเจน โดยอยู่บนพื้นฐานของประชาธิปไตยเป็นหลัก
อย่างไรก็ตาม ผู้เชี่ยวชาญด้านอียูมีความเห็นว่า
อาเซียนสามารถใช้เศรษฐกิจมาเป็นเป้าหมายในการขับเคลื่อนประชาคม
เพราะหนทางในการรวมตัวกันในเชิงการเมืองนั้นยังเป็นหนทางอีกยาวไกล
