ประชาชาติธุรกิจ
เศรษฐกิจในประเทศ

วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

กรมประมงประเดิม3จว.นำร่อง ใช้AIMSควบคุมการเลี้ยงสัตว์น้ำ

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 08 มิ.ย. 2555 เวลา 15:20:32 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

กรมประมงเร่งพัฒนาระบบการบริหารสารสนเทศการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (AIMS) จัดอบรมให้ความรู้ผู้ปฏิบัติงาน เล็งเปิดใช้บริการพื้นที่นำร่องที่เชียงราย เพชรบุรี และสงขลา ธ.ค.นี้

ดร.วิมล จันทรโรทัย อธิบดีกรมประมง เปิดเผยว่า จากการที่ไทยได้รับการสนับสนุนจากองค์การอาหารและการเกษตรแห่งสหประชาชาติ (FAO) ในการจัดทำโครงการระบบการบริหารสารสนเทศการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ (Aquaculture Information Management System in Thailand : AIMS) เพื่อปรับปรุงและพัฒนาระบบการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของไทยให้มีความทันสมัยด้วยการใช้ข้อมูลสารสนเทศเชิงพื้นที่ เพื่อประเมินความเหมาะสมของพื้นที่ และลดความเสี่ยงในการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำเพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับเกษตรกรนั้น ล่าสุดกรมประมงได้มีการวางแผนนำร่องพื้นที่ทดลองโครงการใน 3 จังหวัดแล้วประกอบด้วย 1.จังหวัดเชียงราย มีเกษตรกรเข้าร่วมโครงการทั้งสิ้น 200 ราย แบ่งเป็นการเลี้ยงปลานิลในบ่อจำนวน 150 บ่อ และการเลี้ยงปลานิลในกระชังจำนวน 150 กระชัง 2.จังหวัดเพชรบุรี แบ่งเป็นเกษตรกรเลี้ยงหอยแครง 150 ราย และเลี้ยงหอยแมลงภู่ 150 ราย และ 3.จังหวัดสงขลา แบ่งเป็นเกษตรกรเลี้ยงกุ้งทะเลจำนวน 100 ฟาร์ม และเลี้ยงปลากะพงขาว 200 ฟาร์ม ซึ่งทั้งหมดนี้เป็นกลุ่มตัวอย่างที่กรมประมงได้คัดเลือกเพื่อให้ครอบคลุมถึงการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำประเภทต่าง ๆ ตามสภาพภูมิศาสตร์และสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน เพื่อให้การทดลองใช้ระบบ AIMS มีประสิทธิภาพและเกิดประโยชน์สูงสุด รวมทั้งสามารถขยายผลไปยังพื้นที่อื่น ๆ ได้ทั่วประเทศ

โดยสามารถแจงประสิทธิภาพการทำงานของระบบ AIMS ในแต่ละพื้นที่ได้ดังนี้ 1.การเลี้ยงปลานิลในบ่อดิน ระบบจะสามารถประเมินจำนวนบ่อและอัตราการเลี้ยงที่เหมาะสมตามศักยภาพของลุ่มน้ำเพื่อให้ได้ผลผลิตที่ดี และสามารถใช้ในการคำนวณหาพื้นที่ที่เหมาะสมในการจัดวางกระชังเพื่อการเลี้ยงปลานิลในกระชังบริเวณอ่างเก็บน้ำ ซึ่งจะสามารถดูแนวเขตเพื่อขยายพื้นที่การเพาะเลี้ยงให้เต็มศักยภาพของอ่างเก็บน้ำ และลดความเสี่ยงที่เกษตรกรอาจได้รับให้น้อยที่สุด 2.สามารถให้คำแนะนำเกษตรกรผู้เลี้ยงหอยแครงและหอยแมลงภู่ได้ว่า บริเวณใดที่มีความเหมาะสมแก่การเพาะเลี้ยง และเกษตรกรควรปล่อยลูกหอยลงเลี้ยงในอัตราเท่าใดจึงจะทำให้หอยเจริญเติบโตได้รวดเร็ว สร้างกำไรจากการเลี้ยงแบบวิธีธรรมชาติได้มากที่สุด และ 3.แผนที่จะแสดงถึงความเสี่ยงของผลกระทบจากน้ำจืดในการเพาะเลี้ยงปลากะพงขาวในกระชังบริเวณทะเลสาบสงขลา ซึ่งระบบจะกำหนดพื้นที่ได้ว่าสามารถเพาะเลี้ยงได้หรือไม่ และเหมาะสมตามช่วงเวลามากน้อยเพียงใด

อธิบดีกรมประมงกล่าวเพิ่มเติมถึงหลักการทำงานของระบบ AIMS ว่า ระบบดังกล่าวจะประเมินความเหมาะสมของพื้นที่การเลี้ยงสัตว์น้ำ โดยอาศัยข้อมูลจากพื้นที่ที่ปรากฏอยู่ทั้งในปัจจุบันและอนาคต ตามสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงไปจากการเก็บข้อมูลของเจ้าหน้าที่ในพื้นที่ จากนั้นจะส่งข้อมูลไปยังส่วนกลางเพื่อประมวลผลรวมกับข้อมูลอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ ข้อมูลการขึ้นทะเบียนเกษตรกร ข้อมูลสภาพภูมิอากาศ ปริมาณน้ำ เป็นต้น ด้วยการใช้แบบจำลองที่ทันสมัยด้านการหาพื้นที่ที่เหมาะสม (siting) และการแบ่งเขตการใช้ประโยชน์ที่ดิน (zoning) และแจ้งให้เกษตรกรทราบทางคอมพิวเตอร์ผ่านระบบ AIMS เพื่อเป็นการป้องกันความเสียหายที่จะเกิดขึ้นจากสิ่งแวดล้อม เช่น น้ำเสียจากการใช้ที่ดินใกล้เคียง ความแปรปรวนของอากาศที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา รวมถึงภัยธรรมชาติและภัยพิบัติต่าง ๆ เป็นต้น เพื่อใช้ประกอบการตัดสินใจของเกษตรกรผู้เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงในการดำเนินการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำได้ โดยเมื่อต้นเดือนพฤษภาคม 2555 ที่ผ่านมา เจ้าหน้าที่ของ FAO ได้ฝึกอบรมการใช้แบบจำลองเชิงนิเวศขั้นสูง เพื่อการวางแผนพัฒนาการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำให้แก่เจ้าหน้าที่ผู้ปฏิบัติงานได้มีความรู้ความเข้าใจที่ถูกต้องเกี่ยวกับระบบดังกล่าวแล้ว โดยคาดว่าจะเปิดให้เกษตรกรใช้บริการในพื้นที่นำร่องได้ภายในเดือนธันวาคม 2555 นี้

ทั้งนี้ ในอนาคตกรมประมงจะพัฒนาระบบ AIMS ที่สามารถให้ข้อมูลบน โทรศัพท์เคลื่อนที่ประเภท Smart Phone เพื่อประโยชน์ในการใช้งานของเกษตรกร ที่ง่ายขึ้น และ FAO คาดหวังให้ระบบ AIMS ของไทยเป็นต้นแบบให้กับระบบ การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำของประเทศต่าง ๆ ในภูมิภาคเอเชียในอนาคตด้วย