updated: 09 มิ.ย. 2555 เวลา 19:30:13 น.
ที่ผ่านมามีข้อเสนอหลากหลายต่อกระทรวงศึกษาธิการ (ศธ.) และกระทรวงเทคโนโลยีสารสนเทศ (ไอซีที)
ในการพัฒนาเกี่ยวกับเนื้อหาในแทบเล็ตเด็กป.1 ในเชิง "สร้างสรรค์" สร้าง "การมีส่วนร่วม" กับเด็กมากขึ้น
เป็นต้นว่า ศธ.อาจสร้างกิจกรรม โดยมี "แอพรายเดือน" หรือ "แอพรายไตรมาส"
ให้เด็กดาวน์โหลดเพื่อร่วมกิจกรรมที่มีประโยชน์
ครบกำหนดก็สร้างแอพที่เข้าบรรยากาศหรือสถานการณ์ใหม่ขึ้นมา
สร้างให้เกิดการปฏิสัมพันธ์แบบ interactive เชิงบวก
และประโยชน์มากกว่าเป็นผู้รับสารผ่านอุปกรณ์ไอทีเท่านั้น
ระหว่างรอแจกแท็บเลตให้เด็ก ป.1
ศธ.จึงมีเวลาพอหาไอเดีย และ "ต่อยอด" เนื้อหาในแท็บเลต เช่น
ศธ.ห่วงว่าเด็กใช้แท็บเลตแล้วยิ่งจับดินสอน้อยลง ลายมือไม่สวย หรือเขียนหนังสือสะกดคำผิด
ไปจนถึงเขียนหนังสือตัวย่อสั้น ๆ ตามสไตล์โซเชียลมีเดีย
ความกลัวเช่นนี้
ศธ.สามารถออกแบบคอนเทนต์ให้มีแอพช่วยฝึกเรื่องการสะกดคำในแท็บเลตได้อีกทาง
สถานการณ์เรื่องเทคโนโลยีกับการศึกษา
และภาครัฐบ้านเรากำลังเรียนรู้และก้าวหน้าเรื่อย ๆ
หากดูประเทศที่ไปไกลแล้วอย่างสหรัฐอเมริกาที่นำเทคโนโลยีมาใช้กับระบบการศึกษา ผลสำรวจของ "เพรสต้า
อิเล็กทรอนิกส์" มองในเชิงบวกของการก้าวเข้ามาของเทคโนโลยีในระบบการศึกษา ถูกเรียกได้เป็นยุค Modern College ในอนาคต
ผลสำรวจระบุว่า ทุกวันนี้ 91%
ครูผู้สอนกับนักศึกษามักใช้อีเมล์ติดต่อสื่อสารเนื้อหาที่เรียนอยู่แล้ว ขณะที่นักศึกษา 73%
รับว่าไม่สามารถเรียนโดยขาดเทคโนโลยีเข้ามาควบคู่ อีกดัชนีหนึ่งก็คือ 70%
ของนักศึกษาในวิทยาลัยนิยมจดโน้ตวิชาเรียนผ่านคีย์บอร์ด หรือผ่านอุปกรณ์ไอทีแทนใช้ปากกา ดินสอ
เป็นสภาพที่อาจเรียกว่า virtually student แต่ละคนมีอุปกรณ์ไอทีพกพาเป็นอาวุธคู่กาย
ดังนั้นไม่ต้องแปลกใจว่านักเรียนนักศึกษาพวกนี้นิยมใช้อุปกรณ์ดิจิทัลต่าง ๆ เพื่อเตรียมการ
พรีเซนต์งานหน้าชั้นเรียนด้วย
เมื่ออินเทอร์เน็ตมีอิทธิพลในช่องทางการศึกษามากขึ้น
นักศึกษาสหรัฐกว่า 12 ล้านคน ต่างมีประสบการณ์เทกคอร์สเรียนออนไลน์ 1 วิชาเป็นอย่างน้อย
ทำให้เชื่อว่าแนวโน้มในปี 2557 คาดว่าจะมีนักศึกษาราว 3.5 ล้านคนในสหรัฐ เรียนหนังสือ "ทุกวิชา"
ผ่านคอร์สออนไลน์
ส่วนที่ยังเรียนในระบบประเมินว่า ตำราเรียนจะตีพิมพ์ลงกระดาษน้อยลง 40 เปอร์เซ็นต์
สำหรับสไกป์โปรแกรมวิดีโอแชต ออนไลน์
แม้ไม่ใหม่แล้วแต่ต่อไปนักศึกษาจะใช้สไกป์ผ่านโทรศัพท์สมาร์ทโฟนระหว่างกลุ่มเพื่อนในการทำรายงานร่วมกัน
พอ ๆ กับที่นักศึกษาจะหันมาบันทึกเสียงการฟังเลกเชอร์ผ่านโปรแกรมบันทึกเสียงในสมาร์ทโฟนแทน
พร้อมยังถ่ายภาพชิ้นงานที่ยกตัวอย่างในห้องเรียนได้ในคราวเดียวกัน
นั่นคือในส่วนของผู้เรียน...
ในส่วนของสถาบันการศึกษา
ผลสำรวจเชื่อว่าในอนาคตจะได้เห็นการดีไซน์แอพสำหรับเก็บผลคะแนนสอบ
แอพผลการเรียนที่สามารถเช็กเกรดของนักศึกษา
หรือแอพที่นักศึกษาจะสามารถคำนวณผลคะแนนว่าต้องการอีกกี่หน่วยกิตจึงจะสอบผ่าน
ทั้งหมดนี้คือการประยุกต์เทคโนโลยีใช้เพื่อการศึกษาตามแนวโน้มของ Modern College
เมืองไทยเองภาพรวมคงได้เห็นพัฒนาการจากต่างประเทศก่อน
ขณะที่อาจมีบางสถาบันการศึกษาในไทยนำร่องไปก่อนเช่นกัน
เมื่อผลสำรวจนี้กำลังสะท้อนว่า
เทคโนโลยีกำลังก้าวเข้ามาเกินครึ่งตัวในรั้วสถาบันการศึกษา
แต่ด้านหนึ่งทำให้ผู้ใช้ห่างจากมันไม่ได้เช่นกัน เพราะนักศึกษาสหรัฐ
38% ยอมรับว่าไม่สามารถนั่งอยู่เฉยได้เกิน 10 นาทีโดยไม่หยิบสมาร์ทโฟนเช็กข้อมูล หรือเปิดดูอะไรก็ตาม
ซึ่งไม่แตกต่างจากบ้านเราและทั้งโลก
