updated: 13 มิ.ย. 2555 เวลา 00:00:26 น.
แต่เดิมการสร้าง ′พระพุทธรูป′
เป็นคติมหาบุรุษตามคัมภีร์มหา ปุริสลักขณะ
รวมกับอิทธิพลของศิลปะกรีกที่นับถือรูปเคารพ
จากการเข้ามาบริเวณตะวันตกเฉียงใต้ของอินเดีย
จนเกิดเป็นศิลปะคันธารราฐขึ้นหลังการปรินิพพานของพระพุทธองค์กว่า 500 ปี
ซึ่งพระพุทธรูปจะทำจากศิลาทราย ไม้ สัมฤทธิ์ และดิน
โดยยังไม่มีสีเป็นองค์ประกอบ
ต่อเมื่อทฤษฎีมหาบุรุษในพระคัมภีร์ได้รับความนิยมแพร่หลาย จึงนิยมทาพระฉวี
(ผิว) พระพุทธรูปด้วยสีทอง หรือทำแผ่นทองมาปิดที่เรียกกันว่าการลงรักปิดทอง การ
ที่ ′ริมพระ โอษฐ์พระพุทธรูปเป็นสีแดง′
เริ่มนิยมขึ้นที่กลุ่มชนชาวรามัญหรือ ชาวมอญแห่งอาณาจักรสิริธรรมวดี
อันมีศูนย์ กลางอยู่ที่หงสาวดีเป็นแห่งแรก เหตุด้วยเนื่องจากพระภิกษุสงฆ์
ชาวมอญนิยมขบฉันหมากพลูอยู่เป็นประจำ
เมื่อสร้างรูปจำลองพระพุทธองค์เลยพลอยนำวัสดุ ที่เรียกว่า ′ชาด′
ทาริมพระโอษฐ์และผู้คนก็ยังนิยมถวายหมากพลูกับองค์พระพุทธรูปเฉกเดียวกับการ
ถวายให้กับภิกษุสงฆ์อีกด้วย ที่มา นสพ.ข่าวสด
เมื่อชาวพยูนำโดยอนิรุทธ มหาราช
หรืออโนรธามังฉ่อขยายอิทธิพลเหนือมอญ ทำให้พุกามรับเอาศิลปะต่างๆ
ของชาวมอญเข้าไปด้วย
เมื่อสร้างพระก็ทาสีพระพักตร์พระพุทธรูปเป็นสีขาวเหมือนการประแป้งของชาวพยู
และทาริมพระโอษฐ์ให้เป็นสีแดงยิ่งทำให้ดูโดดเด่นจึงนิยมกันเรื่อยมา
จนเผยแพร่เข้ามายังล้านนา
ในสยามประเทศนั้น
อาจกล่าวได้ว่ารับเอาธรรมเนียมการทาริมพระโอษฐ์พระพุทธรูปให้เป็นสีแดงมาจาก
มอญ ซึ่งหนีพวกพยูเข้ามาบริเวณภาคกลางทางหนึ่ง
และเมื่อพม่าเข้ามามีอำนาจเหนือล้านนาอีก ทางหนึ่ง
วัสดุที่
นิยมนำมาทาริมพระโอษฐ์พระพุทธรูปนั้นเรียกว่า ′ชาด′ ซึ่งเป็นแร่ชนิดหนึ่ง
มีลักษณะเป็นก้อนคล้ายก้อนหิน มีชื่อเรียกกันหลายอย่างเช่น ชาดหรคุณ
ชาดจอแส นิยมนำมาบดเป็นผง อาจผสมดินเทศให้มีสีแดงเข้มขึ้นทาตามอาคาร
ชาวจีนและชาวเขิน (ไทยเขิน) มักใช้ในงานศิลปะ เช่น งานปิดทองล่องชาด
งานเครื่องฮักเครื่องหาง และงานทาบน พระพุทธรูป และพระพิมพ์เป็นต้น
ตั้งแต่
สมัยอยุธยาเป็นต้นมา
สยามรับอิทธิพลและนำศิลปะจีนมาประยุกต์ใช้ในราชสำนักอย่าง แพร่หลาย
ก่อให้เกิดงานประณีตศิลป์ เช่น งานลงรักปิดทอง งานประดับมุก งานประดับกระจก
การทำมุกแกมเบื้อ ซึ่งการลงชาดก็เป็นงานฝีมือ
อีกชนิดหนึ่งที่นิยมนำมาใช้ในการทำอาคารสถานที่
การทำตู้พระตรีปิฎกการทำตู้ลายกำมะลอและการทาชาดลงบนพระพุทธรูปและพระพิมพ์
ความนิยมดังกล่าวสืบเนื่องตั้งแต่สมัยล้านนามาจนถึงรัตนโกสินทร์
ที่นิยมสร้างพระพุทธรูปทรงเครื่องโดยปิดทองและทาชาด
ทำให้พระพุทธรูปดูโดดเด่นและงดงามและนิยมมาจนถึงรัชสมัยพระบาทสมเด็จพระนั่ง
เกล้าเจ้าอยู่หัว รัชกาลที่ 3
ในบางครั้งจะพบเห็นพระพุทธรูป
เก่าๆ มีรอยกะเทาะจนเห็นริ้วสีแดงอยู่ภายใน ดูเผินๆ เหมือนเส้นโลหิต
เป็นเหตุให้ร่ำลือไปต่างๆ นานา
ซึ่งความจริงแล้วสีแดงที่เห็นเป็นสีของชาดซึ่งนำมาใช้แทนการใช้รัก
ซึ่งมีสีดำ
ส่วน หลวงพ่อปากแดง ที่ วัดพราหมณี จ.นครนายก
ซึ่งขึ้นชื่อทางให้เลขนั้น เป็นพระพุทธรูปสัมฤทธิ์ปางสมาธิหน้าตัก 49 นิ้ว
สูง 1 เมตร ศิลปะล้านช้าง จีวรลายดอกพิกุล พระโอษฐ์แย้มมีสีแดงเห็นได้ชัด
มีสีแดงสด ชาวบ้านจึงเรียก ′หลวงพ่อปากแดง′ พระครูโสภณพรหมคุณ หรือ
หลวงพ่อตึ๋ง เจ้าอาวาสวัดพราหมณี เล่าว่า
ตำนานเชื่อกันว่าหลวงพ่อปากแดงเป็นพระพุทธรูปพี่น้องกับหลวงพ่อพระสุก
และหลวงพ่อพระใส ที่ประดิษฐานอยู่ที่ จ.หนองคาย ได้อัญเชิญมาจากเวียงจันทน์
พอมาถึงประเทศไทย ชาวบ้านได้นำแยกย้ายไปตามวัดต่างๆ
ส่วน
หลวงพ่อปากแดงถูกชาวบ้านอัญเชิญและนำมาหยุดพักยังพื้น
ที่ว่างบริเวณที่เป็นวัดพราหมณี
และยังเคยเป็นที่ตั้งของกองทหารญี่ปุ่นเมื่อครั้งสงครามมหาเอเชียบูรพา
และมีอนุสรณ์สถานที่ระลึกถึงทหารญี่ปุ่นที่เสียชีวิตจำนวน 7,929
นายอีกด้วย
