updated: 14 มิ.ย. 2555 เวลา 17:14:33 น.
ปัญหาราคาหุ้นเฟซบุ๊กลดลงต่อเนื่อง
และเรื่องที่ไม่ยอมเปิดเผยข้อมูลการเงินในเชิงลึกแก่นักลงทุนทั่วไปจนอาจมีการดำเนินคดีทางกฎหมาย
ทำให้หลายคนคาดการณ์ได้ไม่ยากว่า เฟซบุ๊ก อาจไม่สามารถระดมทุนได้มากเท่ากับที่ตั้งความหวังไว้
นักวิเคราะห์บางรายมองเหตุการณ์นี้ลึกลงไปมากกว่านั้น
"ไดแลน ทวีนี่" คอลัมนิสต์ในไอที
"เวนเจอร์บีต" แสดงความคิดเห็นกรณีที่ "เฟซบุ๊ก" ทำผลงานได้ไม่ดีนัก หลังผันตนเองเข้าระดมทุนในตลาดหุ้น
โดยตั้งข้อสังเกตว่า หรือถึงเวลาที่ต้องเห็นพ้องต้องกันแล้วว่า ฟองสบู่แตกแล้ว และว่า
เหตุการณ์นี้น่าจะส่งผลกระทบในด้านลบต่อมุมมองของนักลงทุนที่มีต่อการตั้งตัวของบริษัทไอทีหน้าใหม่รายอื่น
ๆ
ด้วย
"เราเห็นนัยผลกระทบที่ว่านี้ซ่อนอยู่ในการที่หลายฝ่ายออกมาแสดงอาการไม่พอใจหรือผิดหวังเกี่ยวกับราคาหุ้นเฟซบุ๊กที่ตกต่ำลงต่อเนื่องในหลายสัปดาห์ที่ผ่านมา"
อย่างไรก็ตาม
ผลงานของเฟซบุ๊กส่งผลดีกับบริษัทและนักลงทุน
แม้ผู้ดูแลด้านการเงินและผู้บริหารระดับสูงจะปล่อยให้เรื่องน่าอับอาย การผิดศีลธรรม
และอาจถึงขั้นผิดกฎหมายเกิดขึ้นก็ตาม ประเด็นเหล่านี้สร้างความปวดหัวให้ผู้บริหาร
และบริษัทเนื่องจากเฟซบุ๊กได้เผยแพร่ข้อมูลการคาดการณ์รายได้ของตนให้ผู้ลงทุนรายหลัก
แต่ไม่เปิดเผยให้นักลงทุนทั่วไปได้รับรู้ทำให้โดนหน่วยงานภาครัฐหลายหน่วยงานตรวจสอบ
รวมถึงมีผู้ถือหุ้นยื่นฟ้องอีกสองคดี
"ไดแลน" มองว่า ปัญหาต่าง ๆ
ที่เกิดขึ้นแม้ทำให้ราคาหุ้นเฟซบุ๊กลดลง แต่คงไม่ส่งผลกระทบกับบริษัทหรือบุคลากรในองค์กร
เพราะช่วงที่สำคัญจริง ๆ คืออีก 6 เดือนต่อจากนี้
ซึ่งเป็นช่วงที่การห้าม
พนักงานเฟซบุ๊กซื้อขายหุ้นหมดลง
เรื่องยุ่งเหยิงที่เกิดขึ้นระหว่างที่เฟซบุ๊กทำไอพีโออาจส่งผลให้ปีหน้า บริษัททำงานได้ลำบากขึ้นบ้าง
แต่คงไม่ทำให้เกิดความเปลี่ยนแปลงใหญ่หลวงเกี่ยวกับแนวทางการดำเนินธุรกิจในระยะยาวของบริษัท
"มาร์ก
ซักเคอร์เบิร์ก" ซีอีโอเฟซบุ๊ก ออกมายอมรับด้วยตนเองว่า
คงไม่สามารถทำให้หุ้นของเฟซบุ๊กเป็นไปตามที่ตลาดหุ้นวอลล์สตรีตคาดหวังไว้ได้
ซึ่งนั่นน่าจะเป็นหนึ่งในเหตุผลหลักที่เขายังถือสิทธิ์การควบคุมสั่งการในเฟซบุ๊กผ่านการจัดรูปแบบโครงสร้างหุ้นของบริษัทที่จัดแบ่งเป็นสองชั้น
ดังนั้นบรรดานักเสี่ยงโชคหรือนักลงทุนระยะสั้นคงไม่สามารถเข้ามาหาประโยชน์จากการลงทุนในเฟซบุ๊กได้แน่นอน
เหตุผลที่แท้จริงที่หลายฝ่ายกังวลเรื่องหุ้นเฟซบุ๊ก
คือ การที่มันอาจส่งผลกระทบกับบรรยากาศการลงทุนในภาพรวมได้
"พอล กราแฮม" ผู้ก่อตั้งบริษัทวาย
คอมบิเนเตอร์ ซึ่งทำหน้าที่เป็นผู้ดูแลบริษัทไอทีเกิดใหม่ในซิลิกอนวัลเลย์
เขียนในอีเมล์ที่ส่งให้ผู้ก่อตั้งบริษัทไอทีรายใหม่ ๆ มีเนื้อหาว่า
พวกเขาควรลดความคาดหวังเรื่องการระดมทุนบริษัท โดยให้เหตุผลว่า
ในอนาคตนักลงทุนอาจประเมินมูลค่าของบริษัทไอทีหน้าใหม่ต่ำกว่าที่เคยเป็นมาในช่วงก่อนหน้านี้
หลายคนเริ่มคิดว่า
ผลของการทำไอพีโอของเฟซบุ๊กน่าจะส่งผลแง่ลบต่อการระดมทุนจัดตั้งบริษัทหน้าใหม่ในภาพรวม
ด้าน
"ฮาร์จ แท็กการ์" พาร์ตเนอร์บริษัทวาย คอมบิเนเตอร์ กล่าวก่อนหน้านี้ว่า
การประเมินมูลค่าบริษัทไอทีในปัจจุบันถือว่าสูงมาก แต่อีกไม่นานจะปรับลดลงมาเอง
"ไดแลน" สรุปสั้น
ๆ ว่า การประเมินมูลค่าบริษัทไอทีได้กลับมาสู่ช่วงของการมองตามความเป็นจริง
นักลงทุนในกลุ่มบริษัทไอทีหน้าใหม่ไม่สามารถแน่ใจได้อีกต่อไปว่า
การนำบริษัทไอทีเข้าสู่ตลาดหุ้นสาธารณะจะเป็นเรื่องง่าย ๆ หรือหาเงินเข้าบริษัทที่ตนลงทุนได้ง่ายดาย
(แม้จะมีการประเมินมูลค่าบริษัทไว้สูงจนไม่น่าเป็นจริงได้ก็ตาม)
อีกต่อไป
ยกตัวอย่างบริษัทไอทีน้องใหม่ที่เพิ่งทำไอพีโอเมื่อเร็ว ๆ นี้ 5 แห่ง เริ่มจาก
"กรุ๊ปปอง" จากวัน "ไอพีโอ" ถึงปัจจุบัน หุ้นตกลง 63% ตามด้วย "แพนโดร่า" ตกลง 33% "เยลป์" ตกลง 39%
เช่นเดียวกับ "ซิงก้า" ที่ราคาหุ้นลดจากวันไอพีโอ 40% สุดท้ายคือเฟซบุ๊ก
"คงมีน้อยคนที่อยากลงทุนในบริษัทไอทีที่ตั้งขึ้นมาใหม่
หากพวกเขาไม่สามารถเห็นผลตอบแทนกลับมาเป็นเงินมหาศาลในวันที่สิ้นสุดการทำไอพีโอ"
"เฟรด วิลสัน"
ผู้ร่วมลงทุนและหัวหน้าบริษัทด้านการเงิน ยูเนี่ยน สแควร์ เวนเจอร์ส
เห็นต่างออกไปเกี่ยวกับกรณีการทำไอพีโอของ "เฟซบุ๊ก" ว่า เขาไม่เห็นด้วยที่บอกว่าศักยภาพการทำไอพีโอของ
เฟซบุ๊กจะส่งผลกระทบต่อการประเมินมูลค่าบริษัทไอทีเกิดใหม่ในภาพรวม
แต่มองว่าจะส่งผลกระทบเฉพาะในช่วงท้ายของการทำไอพีโอและในตลาดหุ้นรองมากกว่า
เพราะเป็นส่วนที่มีการนำมูลค่าของการทำไอพีโอเข้ามาพิจารณา
"เฟรด" เสริมว่า
มูลค่าเฟซบุ๊กปัจจุบันน่าจะมีอัตราส่วนอยู่ที่ 10 ต่อ 1 ของรายได้
(เทียบจากการที่บริษัทเฟซบุ๊กมีมูลค่าในตลาดหุ้นในขณะนี้ 43 พันล้านเหรียญขณะที่รายได้รายปีอยู่ที่ 4
พันล้านเหรียญ มีอัตราส่วน 25 ต่อ 1 หากเทียบกับตัวชี้วัดความสามารถในการทำกำไรจากการดำเนินงาน
(เทียบจากมูลค่าในตลาดหุ้นของเฟซบุ๊กที่ 43 พันล้านเหรียญ กับอัตราผลกำไรรายปีก่อนจ่ายภาษี ซึ่งอยู่ที่
1.6 พันล้านเหรียญ)
หมายความว่า แม้ขณะนี้จะยังมีการประเมินมูลค่า "เฟซบุ๊ก" ไว้สูงมาก ๆ อยู่ดี
เขาเสริมตอนท้ายว่า การที่นักวิเคราะห์หลายฝ่ายผิดหวังกับศักยภาพการทำไอพีโอของ "เฟซบุ๊ก"
น่าจะเป็นเพราะคาดหวังสูงเกินไป
สูงเกินกว่ากลุ่มนักลงทุนที่รู้จักมองเห็นถึงความสมเหตุสมผลจะยอมจ่ายเงิน
"ไดแลน" กล่าวอีกว่า
มีนักวิเคราะห์บางรายที่ออกมาคาดการณ์ว่า สถานการณ์ในตลาดหุ้นของ "เฟซบุ๊ก" อาจเลวร้ายยิ่งขึ้นไปกว่านี้
ระดับราคาหุ้นเฟซบุ๊กจะดิ่งลงเหว แต่โดยส่วนตัวมองว่า
เฟซบุ๊กมีศักยภาพเพียงพอที่จะทำให้มูลค่าของบริษัทสูงกว่ารายได้ประจำปีเป็น 10 เท่า
เห็นได้จากการที่มีฐานผู้ใช้งานเกือบหนึ่งพันล้านคนทั่วโลก ทั้งไม่มีคู่แข่งหลักในตลาด
แถมเพิ่งเริ่มหาทางทำเงินจากเครือข่ายตนเองได้ไม่นาน
"บริษัทไอทีหน้าใหม่ ๆ
ที่ต้องการทำไอพีโอไม่ควรตระหนกตกใจเกินไปว่าจะไม่มีนักลงทุนสนใจจนทำให้มูลค่าบริษัทน้อยเกินกว่าความเป็นจริง
แต่ก็ไม่ควรคาดหวังว่า
การทำไอพีโอของบริษัทไอทีหน้าใหม่ทุกรายจะสร้างมูลค่าได้มากกว่ารายได้ของตนเองหลายต่อหลายเท่าแบบเฟซบุ๊ก
การที่ฟองสบู่มูลค่าของเฟซบุ๊กแฟบลงบ้าง อาจจำเป็นสำหรับอุตสาหกรรมไอที
เพราะทำให้ทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องหันมาเน้นเฉพาะนวัตกรรมที่มีความหมายหรือมีความสามารถในการทำธุรกิจได้จริง
ๆ เสียที"
