updated: 14 มิ.ย. 2555 เวลา 16:48:51 น.
ดร.สันติธาร เสถียรไทย
คอลัมน์ มองซ้าย มองขวา
โดย ดร.สันติธาร เสถียรไทย ธนาคารเครดิตสวิส
สิงคโปร์
หากถามนักเศรษฐศาสตร์อินเดียว่ามีอะไรที่อินเดียได้เปรียบจีนบ้าง ?
ทุกคนมักตอบตรงกันว่ามี "สองดี" (2D) ซึ่ง "สองดี" ที่ว่านี้ คือ Democracy (ประชาธิปไตย) และ
Demographics (ประชากรศาสตร์) ถือเป็น "จุดแข็ง" อย่างยิ่งของประเทศอินเดีย
แต่มา ณ ห้วงเวลานี้จุดแข็งทั้ง 2D
ของอินเดียกลับกลายเป็นเหตุผลที่กำลังทำให้รัฐบาลและนักเศรษฐศาสตร์ของอินเดียต้องปวดหัวอย่างมาก
เหตุเพราะว่าเริ่มจาก D ตัวแรกก่อน คือประชากรศาสตร์
(Demographics)-ทรัพยากรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอินเดีย
"คน" หรือประชากรของอินเดีย
ปัจจุบันมีจำนวนมากถึง 1,200 ล้านคน ในจำนวนนี้คนในวัยทำงาน
นอกจากจะมีมากแล้วยังเติบโตเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว จนสหประชาชาติ (UN)
และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) คาดการณ์ว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า
ประชากรอินเดียจะแซงหน้าประชากรจีน โดยสัดส่วนแรงงานจะเพิ่มขึ้นจาก 60% ถึง 70% (เท่ากับจีนตอนนี้)
และในอนาคต
ขณะที่ประชากรของจีนกำลังแก่ลง ประชากรของอินเดียก็จะเข้าสู่ "ยุคทอง" ที่เรียกว่าเวลาของ "demographic
dividend" ซึ่งเคยทำให้จีนและประเทศเกาหลี ไต้หวันเติบโตอย่างมหัศจรรย์มาแล้วใน 20-30
ปีที่ผ่านมา
แต่นั่นเป็นเรื่องในอนาคต
วันนี้ประชากรของอินเดียมีมากเกินจนงานมีไม่พอรองรับ (กลับกันกับปัญหาขาดแคลนแรงงานที่ประเทศไทย
มาเลเซีย และสิงคโปร์เผชิญอยู่)
เหตุที่งานมีไม่พอ--ถ้าพูดถึงอินเดีย คนส่วนมากต้องนึกถึงธุรกิจไอที และ Business Process
Outsourcing หรือ BPO (เรามักใช้บริการ call center ของเขามาหลายครั้งโดยไม่รู้ตัว)
ซึ่งอินเดียเป็นผู้นำของโลก
แต่ไม่ว่าธุรกิจนี้จะมีความสําคัญต่อการส่งออกและการเติบโตอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจอินเดียเพียงใด
โดยประมาณแล้วธุรกิจเหล่านี้จะใช้คนงานเพียงแค่ 2% ของผู้ใช้แรงงานทั้งหมด (รวมการสร้างงานทางอ้อมด้วย)
และยังต้องเป็นคนงานที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป ที่สำคัญภาษาอังกฤษต้องดีอีกด้วย
ขณะที่แรงงานส่วนใหญ่ของอินเดียยังเป็นแรงงานไร้ฝีมือ (low skilled) ฉะนั้น
การเจริญเติบโตของอินเดียจึงไม่สร้างงานเท่าที่ควร
ขณะเดียวกัน สิ่งที่อินเดียต้องการมาก
คือการพัฒนาอุตสาหกรรมใช้แรงงานที่สามารถสร้างงานให้กับคนได้ เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์
และอิเล็กทรอนิกส์แบบพื้นฐาน หรือภาคบริการพื้นฐาน ที่จ้างคนจำนวนมาก เช่น การขายส่งและการค้าปลีก
(whole sale and retail)
จึงเรียกได้ว่าการพัฒนาทางเศรษฐกิจของอินเดียข้ามขั้นตอนอย่างมาก
เป็นการก้าวกระโดดไปเติบโตทางภาคบริการที่ใช้แรงงานน้อยแต่ความรู้สูง (knowledge intensive service)
แตกต่างจากปกติที่เห็นกันบ่อย ๆ ในประเทศทั่วไป รวมทั้งประเทศไทยด้วย ที่เศรษฐกิจจะค่อย ๆ
พัฒนาจากภาคเกษตรกรรม ไปอุตสาหกรรม จนไปถึงภาคการบริการ
อย่างไรก็ตาม
เมื่อวินิจฉัยโรคทางเศรษฐกิจของอินเดียโดยดูจากอาการป่วยแล้ว
จะเห็นได้ว่าปัญหาโครงสร้างพื้นฐานเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่ง ตั้งแต่เรื่องการขาดแคลนไฟฟ้า
ไปจนถึงการขนส่งที่ขาดประสิทธิภาพ
ทำให้ต้นทุนของการผลิตเพิ่มสูงขึ้น
แม้ว่าแรงงานจะราคาถูกก็ตาม จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อินเดียมีอาการที่เรียกว่า "hallowing of the
middle" หรือการที่มีแต่กิจการขนาดเล็กจำนวนมาก กับบริษัทขนาดใหญ่ที่เข้มแข็ง
แต่ไม่ค่อยมีบริษัทขนาดกลางที่แข็งแกร่ง เพราะบริษัทขนาดเล็ก (micro-enterprises)
ไม่สามารถขยายกิจการได้ คล้าย ๆ กับในฟิลิปปินส์ที่มีปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน
และการพัฒนาทางอุตสาหกรรมเหมือนกัน
จึงเกิดคำถามว่าทำไมจึงไม่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ?
คำตอบพูดง่าย ๆ คือ "ไม่มีเงิน"
เหตุที่ไม่มีเงินเกี่ยวข้องกับปัญหาที่มีส่วนมาจาก D ตัวที่สอง คือ Democracy หรือประชาธิปไตย
นักเศรษฐศาสตร์และนักรัฐศาสตร์มักจะมองว่าการที่อินเดียมีประชาธิปไตยเป็นสิ่งดีสำหรับการพัฒนาในระยะยาว
และเป็นข้อที่อินเดียได้เปรียบจีน แต่ในระยะสั้นประชาธิปไตยกลับเป็นข้อเสียสําหรับเศรษฐกิจอินเดีย
กล่าวคือบางครั้งทำให้ "การปฏิรูป"
ที่มีประโยชน์ในระยะยาวทำได้ยาก เมื่อควบกับปัญหาทางการเมืองที่ยุ่งเหยิงอื่น ๆ ของอินเดียแล้ว "D"
ตัวที่สองจึงทำให้เกิดปัญหาในระยะสั้น 3 ประการ
อย่างแรก-รัฐบาลไม่สามารถเพิ่มรายรับได้ สอง-รัฐบาลอยากลดรายจ่ายประจำแต่ไม่สามารถทำได้
สาม-ซ้ำร้ายยังไม่สามารถให้คนอื่นที่มีเงินและเทคโนโลยีมาช่วยลงทุนให้ได้อีกต่างหาก
สำหรับตัวเลขรายได้ของอินเดียนั้น
ก่อนหน้านี้รายได้ของรัฐบาลมีไม่ถึง 11% ของ GDP เสียด้วยซ้ำ ซึ่งถือว่า "ต่ำมาก"
เมื่อเทียบกับเศรษฐกิจในอาเซียน (ไทยอยู่ที่ 17%) การปฏิรูปที่จำเป็น
เช่นการเปลี่ยนระบบภาษีของผู้บริโภค จึงไม่สามารถทำได้ เพราะจะกระทบต่อตัว
ผู้บริโภค
และรัฐบาลของแต่ละรัฐ (state government)
ซึ่งมีอำนาจมากในอินเดีย
ในซีกของรายจ่ายก็ยิ่งหนักเข้าไปอีก
เพราะรัฐบาลต้องจ่ายค่าชดเชยมหาศาลในแต่ละปี เพื่อให้ราคาน้ำมันและราคาอาหารในประเทศไม่แพงจนเกินไป
ปีล่าสุดนี้ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ขึ้นไปเกือบ 3% ของ GDP ทำให้ค่าใช้จ่ายโดยรวมตกอยู่ที่ 16% ของ GDP
มาถึงตรงนี้จึงเห็นได้ชัดว่าอินเดีย "ถังแตก" แน่นอน
เป็นสาเหตุที่ทำให้รัฐบาลอินเดียต้องตั้งงบประมาณขาดดุล
ยังไม่มีเงินเพียงพอจะนำไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน
สำหรับงบดุลปีนี้
รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของอินเดียต้องออกมาประกาศ ว่าต้องคุมค่าใช้จ่ายในการจ่ายค่าชดเชยให้ไม่เกิน 2%
ของ GDP
แต่ก็ไม่ได้ให้รายละเอียดว่าจะทำอย่างไร
ส่วนในข้อที่ว่าหากรัฐบาลอินเดียหาทางออกด้วยการเปิดให้ต่างชาติที่มีเงินและเทคโนโลยีมาลงทุน
เช่น ลงทุนในเทคโนโลยีการเก็บและขนส่งอาหาร เพื่อแก้ปัญหาอาหารสดบูดเน่าเสีย
เพราะในอินเดียอาหารจะเน่าเสียก่อนไปถึงจุดหมายปลายทาง มีมากถึง 40%
ซึ่งส่งผลให้ราคาอาหารผันผวนอย่างมาก
สุดท้ายรัฐบาลอินเดียก็ไม่สามารถทำอะไรได้
เพราะรัฐบาลของมลรัฐและพรรคร่วมรัฐบาลคัดค้านกันตัวโก่ง
กลัวว่าเป็นเรื่องที่จะกระทบกับเจ้าของกิจการขนาดเล็กซึ่งมีอยู่จำนวนมาก
ยังไม่รวมถึงรัฐวิสาหกิจที่ขาดประสิทธิภาพ รัฐบาลต้องคอยช่วยเหลือทางการเงินตลอดเวลา
เมื่อรวมกับปัญหาเศรษฐกิจมหภาค เช่น ปัญหาเงินเฟ้อเรื้อรัง
การขาดดุลคู่ทั้งภาครัฐและการค้าระหว่างประเทศ ดังนั้น
คงไม่แปลกที่จะเห็นเศรษฐกิจอินเดียต้องชะลอตัวในอีก 2-3 ปีข้างหน้า
อย่างไรก็ดี การชะลอตัวทางเศรษฐกิจของอินเดียในอนาคต
อีกด้านหนึ่งช่วยลดความแตกต่างการเติบโตทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศยักษ์ใหญ่ (อินเดียหรือจีน)
กับอาเซียนให้ลดน้อยลง
กระนั้น แม้จะมีการชะลอการเติบโต
แต่ก็ยังถือว่าอินเดียเป็นยักษ์ที่วิ่งเร็วอยู่ และในอนาคต "D" สองตัวนี้จะกลายเป็น "ทรัพย์สิน"
ที่ทำให้อินเดียกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่มองข้ามไม่ได้เลย
นี่จึงเป็นเรื่อง 2D ที่ทำให้รัฐบาลอินเดียปวดหัว
เพราะยังหาทางออกไม่ได้ง่าย ๆ ในอนาคตอันใกล้นี้
