ประชาชาติธุรกิจ
คอลัมน์

วันที่ 20 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เรื่องปวดหัวของอินเดีย เมื่อ "จุดแข็ง" กลายเป็น "จุดอ่อน"

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 14 มิ.ย. 2555 เวลา 16:48:51 น.

ประชาชาติออนไลน์

ดร.สันติธาร เสถียรไทย

คอลัมน์ มองซ้าย มองขวา
โดย ดร.สันติธาร เสถียรไทย ธนาคารเครดิตสวิส สิงคโปร์


หากถามนักเศรษฐศาสตร์อินเดียว่ามีอะไรที่อินเดียได้เปรียบจีนบ้าง ? ทุกคนมักตอบตรงกันว่ามี "สองดี" (2D) ซึ่ง "สองดี" ที่ว่านี้ คือ Democracy (ประชาธิปไตย) และ Demographics (ประชากรศาสตร์) ถือเป็น "จุดแข็ง" อย่างยิ่งของประเทศอินเดีย

แต่มา ณ ห้วงเวลานี้จุดแข็งทั้ง 2D ของอินเดียกลับกลายเป็นเหตุผลที่กำลังทำให้รัฐบาลและนักเศรษฐศาสตร์ของอินเดียต้องปวดหัวอย่างมาก เหตุเพราะว่าเริ่มจาก D ตัวแรกก่อน คือประชากรศาสตร์ (Demographics)-ทรัพยากรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของอินเดีย

"คน" หรือประชากรของอินเดีย ปัจจุบันมีจำนวนมากถึง 1,200 ล้านคน ในจำนวนนี้คนในวัยทำงาน นอกจากจะมีมากแล้วยังเติบโตเพิ่มจำนวนขึ้นอย่างรวดเร็ว จนสหประชาชาติ (UN) และองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) คาดการณ์ว่าในอีก 20 ปีข้างหน้า ประชากรอินเดียจะแซงหน้าประชากรจีน โดยสัดส่วนแรงงานจะเพิ่มขึ้นจาก 60% ถึง 70% (เท่ากับจีนตอนนี้)

และในอนาคต ขณะที่ประชากรของจีนกำลังแก่ลง ประชากรของอินเดียก็จะเข้าสู่ "ยุคทอง" ที่เรียกว่าเวลาของ "demographic dividend" ซึ่งเคยทำให้จีนและประเทศเกาหลี ไต้หวันเติบโตอย่างมหัศจรรย์มาแล้วใน 20-30 ปีที่ผ่านมา

แต่นั่นเป็นเรื่องในอนาคต วันนี้ประชากรของอินเดียมีมากเกินจนงานมีไม่พอรองรับ (กลับกันกับปัญหาขาดแคลนแรงงานที่ประเทศไทย มาเลเซีย และสิงคโปร์เผชิญอยู่)

เหตุที่งานมีไม่พอ--ถ้าพูดถึงอินเดีย คนส่วนมากต้องนึกถึงธุรกิจไอที และ Business Process Outsourcing หรือ BPO (เรามักใช้บริการ call center ของเขามาหลายครั้งโดยไม่รู้ตัว) ซึ่งอินเดียเป็นผู้นำของโลก

แต่ไม่ว่าธุรกิจนี้จะมีความสําคัญต่อการส่งออกและการเติบโตอย่างรวดเร็วของเศรษฐกิจอินเดียเพียงใด โดยประมาณแล้วธุรกิจเหล่านี้จะใช้คนงานเพียงแค่ 2% ของผู้ใช้แรงงานทั้งหมด (รวมการสร้างงานทางอ้อมด้วย) และยังต้องเป็นคนงานที่มีการศึกษาระดับปริญญาตรีขึ้นไป ที่สำคัญภาษาอังกฤษต้องดีอีกด้วย ขณะที่แรงงานส่วนใหญ่ของอินเดียยังเป็นแรงงานไร้ฝีมือ (low skilled) ฉะนั้น การเจริญเติบโตของอินเดียจึงไม่สร้างงานเท่าที่ควร

ขณะเดียวกัน สิ่งที่อินเดียต้องการมาก คือการพัฒนาอุตสาหกรรมใช้แรงงานที่สามารถสร้างงานให้กับคนได้ เช่น อุตสาหกรรมสิ่งทอ เฟอร์นิเจอร์ และอิเล็กทรอนิกส์แบบพื้นฐาน หรือภาคบริการพื้นฐาน ที่จ้างคนจำนวนมาก เช่น การขายส่งและการค้าปลีก (whole sale and retail)

จึงเรียกได้ว่าการพัฒนาทางเศรษฐกิจของอินเดียข้ามขั้นตอนอย่างมาก เป็นการก้าวกระโดดไปเติบโตทางภาคบริการที่ใช้แรงงานน้อยแต่ความรู้สูง (knowledge intensive service) แตกต่างจากปกติที่เห็นกันบ่อย ๆ ในประเทศทั่วไป รวมทั้งประเทศไทยด้วย ที่เศรษฐกิจจะค่อย ๆ พัฒนาจากภาคเกษตรกรรม ไปอุตสาหกรรม จนไปถึงภาคการบริการ

อย่างไรก็ตาม เมื่อวินิจฉัยโรคทางเศรษฐกิจของอินเดียโดยดูจากอาการป่วยแล้ว จะเห็นได้ว่าปัญหาโครงสร้างพื้นฐานเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดเรื่องหนึ่ง ตั้งแต่เรื่องการขาดแคลนไฟฟ้า ไปจนถึงการขนส่งที่ขาดประสิทธิภาพ

ทำให้ต้นทุนของการผลิตเพิ่มสูงขึ้น แม้ว่าแรงงานจะราคาถูกก็ตาม จึงเป็นสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อินเดียมีอาการที่เรียกว่า "hallowing of the middle" หรือการที่มีแต่กิจการขนาดเล็กจำนวนมาก กับบริษัทขนาดใหญ่ที่เข้มแข็ง แต่ไม่ค่อยมีบริษัทขนาดกลางที่แข็งแกร่ง เพราะบริษัทขนาดเล็ก (micro-enterprises) ไม่สามารถขยายกิจการได้ คล้าย ๆ กับในฟิลิปปินส์ที่มีปัญหาโครงสร้างพื้นฐาน และการพัฒนาทางอุตสาหกรรมเหมือนกัน

จึงเกิดคำถามว่าทำไมจึงไม่พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ?

คำตอบพูดง่าย ๆ คือ "ไม่มีเงิน"

เหตุที่ไม่มีเงินเกี่ยวข้องกับปัญหาที่มีส่วนมาจาก D ตัวที่สอง คือ Democracy หรือประชาธิปไตย

นักเศรษฐศาสตร์และนักรัฐศาสตร์มักจะมองว่าการที่อินเดียมีประชาธิปไตยเป็นสิ่งดีสำหรับการพัฒนาในระยะยาว และเป็นข้อที่อินเดียได้เปรียบจีน แต่ในระยะสั้นประชาธิปไตยกลับเป็นข้อเสียสําหรับเศรษฐกิจอินเดีย

กล่าวคือบางครั้งทำให้ "การปฏิรูป" ที่มีประโยชน์ในระยะยาวทำได้ยาก เมื่อควบกับปัญหาทางการเมืองที่ยุ่งเหยิงอื่น ๆ ของอินเดียแล้ว "D" ตัวที่สองจึงทำให้เกิดปัญหาในระยะสั้น 3 ประการ

อย่างแรก-รัฐบาลไม่สามารถเพิ่มรายรับได้ สอง-รัฐบาลอยากลดรายจ่ายประจำแต่ไม่สามารถทำได้ สาม-ซ้ำร้ายยังไม่สามารถให้คนอื่นที่มีเงินและเทคโนโลยีมาช่วยลงทุนให้ได้อีกต่างหาก

สำหรับตัวเลขรายได้ของอินเดียนั้น ก่อนหน้านี้รายได้ของรัฐบาลมีไม่ถึง 11% ของ GDP เสียด้วยซ้ำ ซึ่งถือว่า "ต่ำมาก" เมื่อเทียบกับเศรษฐกิจในอาเซียน (ไทยอยู่ที่ 17%) การปฏิรูปที่จำเป็น เช่นการเปลี่ยนระบบภาษีของผู้บริโภค จึงไม่สามารถทำได้ เพราะจะกระทบต่อตัว

ผู้บริโภค และรัฐบาลของแต่ละรัฐ (state government) ซึ่งมีอำนาจมากในอินเดีย

ในซีกของรายจ่ายก็ยิ่งหนักเข้าไปอีก เพราะรัฐบาลต้องจ่ายค่าชดเชยมหาศาลในแต่ละปี เพื่อให้ราคาน้ำมันและราคาอาหารในประเทศไม่แพงจนเกินไป ปีล่าสุดนี้ค่าใช้จ่ายในส่วนนี้ขึ้นไปเกือบ 3% ของ GDP ทำให้ค่าใช้จ่ายโดยรวมตกอยู่ที่ 16% ของ GDP มาถึงตรงนี้จึงเห็นได้ชัดว่าอินเดีย "ถังแตก" แน่นอน เป็นสาเหตุที่ทำให้รัฐบาลอินเดียต้องตั้งงบประมาณขาดดุล ยังไม่มีเงินเพียงพอจะนำไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน

สำหรับงบดุลปีนี้ รัฐมนตรีกระทรวงการคลังของอินเดียต้องออกมาประกาศ ว่าต้องคุมค่าใช้จ่ายในการจ่ายค่าชดเชยให้ไม่เกิน 2% ของ GDP แต่ก็ไม่ได้ให้รายละเอียดว่าจะทำอย่างไร

ส่วนในข้อที่ว่าหากรัฐบาลอินเดียหาทางออกด้วยการเปิดให้ต่างชาติที่มีเงินและเทคโนโลยีมาลงทุน เช่น ลงทุนในเทคโนโลยีการเก็บและขนส่งอาหาร เพื่อแก้ปัญหาอาหารสดบูดเน่าเสีย เพราะในอินเดียอาหารจะเน่าเสียก่อนไปถึงจุดหมายปลายทาง มีมากถึง 40% ซึ่งส่งผลให้ราคาอาหารผันผวนอย่างมาก

สุดท้ายรัฐบาลอินเดียก็ไม่สามารถทำอะไรได้ เพราะรัฐบาลของมลรัฐและพรรคร่วมรัฐบาลคัดค้านกันตัวโก่ง กลัวว่าเป็นเรื่องที่จะกระทบกับเจ้าของกิจการขนาดเล็กซึ่งมีอยู่จำนวนมาก ยังไม่รวมถึงรัฐวิสาหกิจที่ขาดประสิทธิภาพ รัฐบาลต้องคอยช่วยเหลือทางการเงินตลอดเวลา เมื่อรวมกับปัญหาเศรษฐกิจมหภาค เช่น ปัญหาเงินเฟ้อเรื้อรัง การขาดดุลคู่ทั้งภาครัฐและการค้าระหว่างประเทศ ดังนั้น คงไม่แปลกที่จะเห็นเศรษฐกิจอินเดียต้องชะลอตัวในอีก 2-3 ปีข้างหน้า

อย่างไรก็ดี การชะลอตัวทางเศรษฐกิจของอินเดียในอนาคต อีกด้านหนึ่งช่วยลดความแตกต่างการเติบโตทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศยักษ์ใหญ่ (อินเดียหรือจีน) กับอาเซียนให้ลดน้อยลง

กระนั้น แม้จะมีการชะลอการเติบโต แต่ก็ยังถือว่าอินเดียเป็นยักษ์ที่วิ่งเร็วอยู่ และในอนาคต "D" สองตัวนี้จะกลายเป็น "ทรัพย์สิน" ที่ทำให้อินเดียกลายเป็นมหาอำนาจทางเศรษฐกิจที่มองข้ามไม่ได้เลย

นี่จึงเป็นเรื่อง 2D ที่ทำให้รัฐบาลอินเดียปวดหัว เพราะยังหาทางออกไม่ได้ง่าย ๆ ในอนาคตอันใกล้นี้