ประชาชาติธุรกิจ
การเมือง

วันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

แผนสู้ทางถอยโหวต-ไม่โหวต รธน.บนทาง 2 แพร่ง แนวรบ2พรรค เพื่อไทยถีบ-ถอยตั้งหลัก แดงกดดันต้านศาลล้มรธน.

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 15 มิ.ย. 2555 เวลา 07:08:27 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ในที่สุดพรรคเพื่อไทยก็ต้องถอยจากเกมแก้ไขรัฐธรรมนูญ ตามถ้อยแถลงของคณะกรรมการประสานงานพรรคร่วมรัฐบาล (วิปรัฐบาล) มีมติให้ "หยุด" ดำเนินการลงมติวาระ 3 ร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่...) พ.ศ....ออกไปก่อน

เหตุผล "ขณะนี้ความขัดแย้งทางความคิดในเรื่องอำนาจศาลรัฐธรรมนูญยังมีการพูดคุยไม่ตกผลึก"

หากถ้อยแถลงนี้ไม่ใช่การเล่น "เกมกั๊ก" หรือลับ-ลวง-พราง การประชุมสภาผู้แทนราษฏรในวันที่ 13-14 มิถุนายน จะมีเพียงวาระเรื่องกฎหมายฟอกเงิน กฎหมายเรื่องป้องกันการก่อการร้ายเท่านั้น จากนั้นจะเสนอปิดสมัยประชุมสมัยนิติบัญญัติในวันที่ 19 มิถุนายน 2555

ไม่ต้องนับกฎหมายที่ว่าด้วยการสร้างความปรองดองแห่งชาติ ซึ่งถึงวาระที่ต้อง "หยุด" ไว้เช่นกัน

สวนทางกับแกนนำพรรค นายจาตุรนต์ ฉายแสง อดีตรักษาการหัวหน้าพรรคไทยรักไทย ที่เสนอให้ "โหวตสวน" คำสั่งศาลรัฐธรรมนูญ เพราะเชื่อว่า "ศาลรัฐธรรมนูญจะคว่ำรัฐธรรมนูญ และตั้งข้อหาล้มการปกครอง" กับพรรคเพื่อไทย

"จาตุรนต์" ขึ้นเวทีวิชาการ และจัดทำแถลงการณ์ส่วนตัว เปิดผนึก ระบุว่าคำสั่งศาลรัฐธรรมนูญที่สั่งให้เลขาธิการรัฐสภาแจ้งให้ประธานรัฐสภาชะลอการพิจารณาลงมติในวาระ 3 ออกไป ไม่มีผลผูกพันรัฐสภา รัฐสภาจึงไม่ต้องปฏิบัติตาม

ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ปัจจุบันไม่ได้ให้อำนาจศาลรัฐธรรมนูญพิจารณา ตรวจสอบหรือวินิจฉัยร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ไม่ว่าในขั้นตอนที่ยังร่างไม่เสร็จหรือร่างเสร็จสมบูรณ์แล้ว ศาลรัฐธรรมนูญจึงไม่มีอำนาจที่จะพิจารณาวินิจฉัยร่างรัฐธรรมนูญนี้ และมาตรา 68 ก็มิได้มีไว้ตรวจสอบการร่างรัฐธรรมนูญของรัฐสภา

ขณะนี้การพิจารณาแก้ไขรัฐธรรมนูญในวาระที่ 2 ได้ผ่านพ้นมาเกินกว่า 15 วัน รัฐธรรมนูญมาตรา 291 กำหนดให้รัฐสภาต้องจัดให้มีการลงมติในวาระที่ 3 ต่อไป แม้ไม่กำหนดว่าจะต้องลงมติในวันใด โดยประเพณีปฏิบัติของรัฐสภาก็มักกระทำกันในโอกาสแรก

แถลงการณ์ส่วนตัวของ "จาตุรนต์" ระบุว่า ขณะนี้รัฐสภามีทางเลือกปฏิบัติ 2 ทาง คือ

1.ยืนยันว่าคำสั่งศาลไม่ผูกพันรัฐสภาและกำหนดวันที่เหมาะสมเพื่อลงมติวาระที่ 3 ต่อไป หรือ

2.ยังไม่ลงมติวาระที่ 3 รอจนกว่าศาลรัฐธรรมนูญจะวินิจฉัยคำร้องเสียก่อน

หากมีการลงมติในวาระที่ 3 ต่อไป และได้เสียงเกินกว่ากึ่งหนึ่งของจำนวนสมาชิกรัฐสภา ก็เท่ากับว่ารัฐสภาเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฉบับนี้ เป็นอันสิ้นสุดกระบวนการแก้ไขรัฐธรรมนูญของรัฐสภา ศาลรัฐธรรมนูญไม่มีอำนาจวินิจฉัยตรวจสอบ หรือระงับยับยั้งร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญได้อีก

แต่ถ้ารัฐสภาไม่มีการลงมติในวาระที่ 3 ปล่อยให้ศาลรัฐธรรมนูญพิจารณาวินิจฉัยกรณีที่มีผู้ร้องต่อไป ก็เท่ากับรัฐสภาจงใจไม่ปฏิบัติตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ ยินยอมให้ศาลรัฐธรรมนูญมาก้าวก่ายแทรกแซงการทำหน้าที่ของฝ่ายนิติบัญญัติ กระทั่งมีอำนาจเหนือกว่ารัฐสภาในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ อันจะเป็นบรรทัดฐานที่ผิดอย่างร้ายแรงต่อไป

ผลที่ตามมาอาจจะได้แก่การยุติการแก้ไขรัฐธรรมนูญครั้งนี้ และยิ่งกว่านั้นจะมีผลเท่ากับปิดโอกาสในการแก้ไขรัฐธรรมนูญในเรื่องสำคัญต่อไปในอนาคตด้วย

ต่างจากฝ่ายนิติบัญญัติของพรรคเพื่อไทยที่มีสมติฐานว่าเพราะ พ.ร.บ.ปรองดอง เพื่อนิรโทษ "พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร" และนำไปสู่การเริ่มต้นคดี 4.6 หมื่นล้านใหม่ ทำให้เกิดแรงกดดัน ต่อต้าน ทั้งจากฝ่ายแนวร่วมเสื้อแดง และเสียงเงียบจากฝ่ายต้าน

ดังนั้น เพื่อรักษาสถานภาพความเป็นรัฐบาลให้ยาวนานที่สุด จึงต้อง "ถอย" และเก็บกฎหมายอันตรายกลับสู่ที่ตั้งใหม่

ส่วนรัฐธรรมนูญถือว่าได้เริ่มกระบวนการวาระ 1-2 ไว้แล้ว การหาจังหวะโหวตในสมัยประชุมต่อไป คงไม่ยาก

พรรคเพื่อไทยจึงกำหนดโรดแมปการรุกเงียบ เพื่อสร้างความชอบธรรมจากมหาชน อาทิ

1.เปิดเวทีสื่อสารกับประชาชนนอกสภาผู้แทนราษฎร โดยใช้นักการเมืองระดับอาวุโส อาทิ จาตุรนต์ ฉายแสง กับ 2 อดีตประธานรัฐสภา วันมูหะมัดนอร์ มะทา และ โภคิน พลกุล

2.เปิดแนวรุกสื่อสารกับมวลชนรากหญ้าเหนือ-อีสาน-กลางให้ส.ส.ทุกคนี้แจงให้ชาวบ้านเข้าใจการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

3.แนวรุกทางอำนาจรัฐโดยเฉพาะการใช้กรมสอบสวนคดีพิเศษ (ดีเอสไอ) เป็นเครื่องมือเอาผิดพรรคประชาธิปัตย์ เช่น เรื่องการต่อสัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าบีทีเอส-เรื่องเงินบริจาคน้ำท่วมของบริษัท อิสท์ วอเตอร์ จำนวน 1 ล้านบาท-และกรณีคนเสื้อแดงยื่นให้เอาผิดกับ "อภิสิทธิ์"-"สุเทพ เทือกสุบรรณ" ข้อหาปลุกระดมให้เกิดความวุ่นวาย

ซึ่ง "ธาริต เพ็งดิษฐ์" อธิบดีดีเอสไอ กล่าวว่า "ดีเอสไอจะรับคำร้องดังกล่าวไว้พิจารณาและสอบสวนข้อมูลเบื้องต้น หากพบว่ามีการกระทำความผิด ก็จะเสนอให้คณะกรรมการคดีพิเศษ (กคพ.) รับเป็นคดีพิเศษต่อไป แต่เห็นว่ากรณีดังกล่าวอาจเข้าข่ายเป็นคดีพิเศษ เนื่องจากผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งผู้ร้องและผู้ถูกร้อง ถือเป็นผู้มีอิทธิพลตามกฎหมาย หากเป็นความผิด ก็จะส่งผลกระทบในวงกว้าง"

4.แนวรุกมวลชน ยุทธศาสตร์ 2 แขน 2 ขา ใช้แกนนำเสื้อแดงเดินหน้าใน-นอกสภากดดันให้ลงมติให้ได้

"ก่อแก้ว พิกุลทอง" ส.ส.บัญชีรายชื่อ พรรคเพื่อไทย และแกนนำคนเสื้อแดง บอกว่า คนเสื้อแดงพร้อมจะมาปกป้องรัฐบาลทันที เพื่อไม่ให้อำนาจนอกระบบมาล้มเหมือนยุค "สมัคร สุนทรเวช" และ "สมชาย วงศ์สวัสดิ์"

"ก่อแก้ว" ขู่ว่า "ถ้าอำนาจนอกระบบยังไม่หยุด พวกผมอาจจะคอนโทรลมวลชนไม่อยู่ เพราะอารมณ์มันสุกงอมแล้ว ฟันธงได้เลย ถ้าศาลทำไม่ถูกต้องเช่นนี้ คนต้องไม่ยอมแน่ อย่าว่าแค่ปิดล้อมศาล ถึงขั้นนั้น อาจขั้นนองเลือด เมื่อถึงตอนนั้น ระวังตัวให้ดีเถอะ ตัวใครตัวมัน"

แผนของฝ่ายเพื่อไทย ยังไม่เป็นขบวน เพราะมีคนสั่งเดินหน้า ถอยหลัง หลายระดับ

อาการถีบ ถอย เหมือนนักมวยต้องการชกให้ครบยก จึงปรากฏในพรรคเพื่อไทย