updated: 16 มิ.ย. 2555 เวลา 16:58:45 น.
รายงานพิเศษ
ที่มาของคำว่า Killing Zone ความหมายในบริบทของคณะรัฐมนตรีพรรคร่วมรัฐบาลคือ "เขต-วาระอันตราย" ที่ น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร ต้องเผชิญหน้า ซึ่งคณะรัฐมนตรีและพรรคเพื่อไทย ตีความตามนัยยะแห่งรัฐธรรมนูญ มาตรา 150-151 ที่ระบุถึง ขั้นตอนการ ทูลเกล้าทูลกระหม่อมถวายกฎหมาย เพื่อลงพระปรมาภิไธย ภายใน 20 วัน หลังจากการลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญ วาระ 3 แล้ว
วาระในเขตอันตรายถูกให้คำจำกัดความโดย ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี กล่าวในกรณีที่รัฐบาลเดินหน้าลงมติแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3 ตามขั้นตอนต้องทำให้ "ยิ่งลักษณ์" เข้าสู่ Killing Zone
รองนายกฯที่รอบจัดการเมืองอธิบายว่า "ถ้าโหวตเดินต่อไปก็จะเป็นการผลักนายกฯเข้าสู่คิลลิ่งโซน เพราะเมื่อส่งเรื่องขึ้นไปแล้ว ถ้าไม่ผ่านคณะกรรมการกลั่นกรองขององคมนตรีมันก็จะแช่อยู่อย่างนั้น เท่ากับนายกฯเดินเข้าสู่แดนประหาร ศาลรัฐธรรมนูญก็จะออกคำตัดสินมาทันทีว่า การกระทำนั้นขัดรัฐธรรมนูญ"
สอดคล้องกับสมมติฐานของ พล.อ. ยุทธศักดิ์ ศศิประภา รองนายกรัฐมนตรี ที่อ้างถึงข้อมูลของหน่วยข่าวความมั่นคง 12 แห่งผ่านสำนักข่าวกรองแห่งชาติระบุว่า "ถ้านายกฯยังเดินหน้าที่จะกราบบังคมทูล ก็ขอเตือนนายกฯให้ระวัง 2 ขาคือ ทั้งขาขึ้นกราบบังคมทูล และขารับสนองพระบรมราชโองการ หมายความว่า ไม่ขาไปก็ขามาโดนแน่"
เมื่อ 2 รองนายกรัฐมนตรีที่กำกับงานของ 3 เหล่าทัพ รวมสำนักงานตำรวจแห่งชาติ แสดงความเห็นทางการเมืองเป็นไปในทิศทางเดียวกัน ยิ่งทำให้ยิ่งลักษณ์ยิ่งกลัวตกอยู่ใน "เขตอันตราย"
แหล่งข่าวอ้างคำพูด น.ส.ยิ่งลักษณ์ทั้งในห้องประชุมคณะรัฐมนตรีและในพรรคว่า "ถ้าฝ่ายทหารบอกให้ถอย ก็คงต้องถอยไปก่อน"
ไม่เฉพาะฝ่ายนิติบัญญัติที่อาจตกอยู่ในเขตอันตราย ตามความหมายของฝ่ายความมั่นคง
แต่ฝ่ายบริหารและฝ่ายพรรคเพื่อไทยก็ตกอยู่ในเขตอันตรายไม่แพ้กัน
จากนี้ไปฝ่ายเพื่อไทยและฝ่ายบริหารต้องเผชิญหน้ากับศึกรอบทิศ
ทั้งต้องเผชิญหน้ากับฝ่ายแนวร่วมคนเสื้อแดง และปัญญาชนที่เห็นด้วยกับการเดินหน้าแก้ไขรัฐธรรมนูญ ที่เริ่มเดินแยกทางกับมวลชนฝ่ายพรรคเพื่อไทย
ทั้งต้องเผชิญหน้ากับองค์กรอิสระที่เชื่อมโยงกับฝ่ายตุลาการภิวัตน์ พร้อมจะตัดสินคดีที่เกี่ยวข้อง "พ.ต.ท.ทักษิณและพวก" ตลอดเวลา
ไม่นับรวมกับการเผชิญหน้ากับฝ่ายค้านในสภาผู้แทนฯอย่างพรรคประชาธิปัตย์ และพันธมิตรประชาชนเพื่อประชาธิปไตยที่ร่วมเป็นแนวต้านนอกสภาผู้แทนฯ
เฉพาะคดีที่ถูกตัดสินประดังเข้ามาใน
ช่วงการลงมติวาระ 3 ในการแก้ไขรัฐธรรมนูญ มีคดีใหญ่ ๆ เกี่ยวข้องกับหัวหน้าพรรคเพื่อไทย รองนายกรัฐมนตรี รัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย และอดีตนายกรัฐมนตรี
คดีแรกเกิดขึ้นหลังคณะรัฐมนตรีมีมติถอย 1 วัน (13 มิ.ย.) ศาลฎีกาแผนกคดีอาญาของผู้ดำรงตำแหน่งทางการเมือง รับคำฟ้องจากนายจุลสิงห์ วสันตสิงห์ อัยการสูงสุด ซึ่งรับไม้ต่อจากคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.) ที่ชี้มูลความผิดปล่อยกู้ของธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ยื่นฟ้อง พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกรัฐมนตรี, นายวิโรจน์ นวลแข อดีตกรรมการผู้จัดการธนาคารกรุงไทย และบริษัทในเครือของบริษัท กฤษดามหานคร จำกัด (มหาชน) กับพวกรวม 27 ราย
เป็นจำเลยในความผิดฐานเป็นเจ้าหน้าที่ปฏิบัติหน้าที่โดยมิชอบ และโดยทุจริตตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และความผิด พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์กรหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502
คดีถัดมาเกิดขึ้นวันเดียวกับวันประชุมคณะรัฐมนตรี เมื่อคณะกรรมการ ป.ป.ช.พิจารณาไต่สวน นายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ปฏิบัติหน้าที่มิชอบ ผิดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 157 และมีความผิดวินัยร้ายแรง ให้ส่งเรื่องให้อัยการสูงสุดดำเนินคดีตามกฎหมายต่อไป
คดีนี้เกิดขึ้นสมัยที่นายยงยุทธดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาการปลัดกระทรวงมหาดไทย กรณีการซื้อขายที่ดินวัดธรรมิการามฯโดยมิชอบ ซึ่งเป็นการพิจารณาต่อเนื่องมาจากการชี้มูลความผิดของ นายเสนาะ เทียนทอง อดีต รมช.มหาดไทย ที่มีความผิดกรณีการจดทะเบียนโอนมรดกและโอนสิทธิขายที่ธรณีสงฆ์ของวัดธรรมิการามวรวิหาร จ.ปทุมธานี จำนวน 732 ไร่โดยมิชอบ
โดย ป.ป.ช.พบว่า นายยงยุทธรับรองการซื้อขายที่ดินวัดธรรมิการามฯกับบริษัทอัลไพน์ ว่ามีความถูกต้องตามกฎหมายแล้ว โดยยืนยันว่าการได้มาของที่ดินดังกล่าวมีความถูกต้อง ทั้งที่ที่ดินดังกล่าวเป็นที่ธรณีสงฆ์ไม่สามารถซื้อขายหรือโอนได้จนกว่าจะมีการตราเป็นกฎหมายออกมา ซึ่งต่อมาวันที่ 11 เม.ย. 45 คณะกรรมการกฤษฎีการะบุว่าการกระทำดังกล่าวของนายยงยุทธไม่ชอบด้วยกฎหมาย เพราะที่ดินธรณีสงฆ์ไม่สามารถซื้อขายหรือโอนได้
ก่อนหน้านั้นมีคำพิพากษาคดี พล.อ.ธรรมรักษ์ อิศรางกูร ณ อยุธยา อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงกลาโหม และอดีตรองหัวหน้าพรรคไทยรักไทย มีความผิดตาม พ.ร.บ.ว่าด้วยความผิดของพนักงานในองค์การหรือหน่วยงานของรัฐ พ.ศ. 2502 มาตรา 11 ประกอบด้วยประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 86 ลงโทษจำคุกคนละ 3 ปี 4 เดือนโดยไม่รอลงอาญา
จากกรณี พล.อ.ธรรมรักษ์และพวก จ้างวานให้นายอมรวิทย์ สุวรรณผล เจ้าหน้าที่ กกต.ดำเนินการตัดต่อเปลี่ยนแปลงข้อมูลสมาชิกพรรคพัฒนาชาติไทยที่ไม่มีสิทธิลงสมัครรับเลือกตั้ง เนื่องจากเป็นสมาชิกพรรคไม่ครบ 90 วันตามที่กฎหมายกำหนด เพื่อให้สามารถลงสมัครรับเลือกตั้งในวันที่ 2 เม.ย. 2549 แข่งกับพรรคไทยรักไทยได้ โดยมอบเงิน 30,000 บาทเป็นค่าตอบแทน เป็นเหตุให้ศาลรัฐธรรมนูญมีคำวินิจฉัยยุบพรรคไทยรักไทย
ล่าสุดวันที่ 14 มิ.ย. 55 สำนักงานผู้ตรวจการแผ่นดินแถลงความก้าวหน้าการดำเนินการ กรณีนายกรัฐมนตรีใช้ดุลพินิจเสนอชื่อ นางนลินี ทวีสิน ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี และนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงเกษตรและสหกรณ์
โดยสรุปกรณีนางนลินีว่า "เมื่อนายกรัฐมนตรีเห็นว่าการที่นางนลินีถูกขึ้นบัญชีดังกล่าวเป็นเพียงการฝ่าฝืนข้อห้ามของรัฐบาลสหรัฐอเมริกา มีผลเฉพาะกับประเทศสหรัฐอเมริกาเท่านั้น มิได้ทำให้ประชาชนคนไทยเสื่อมศรัทธาต่อการดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีของนางนลินี"
"จึงเป็นกรณีที่นายกรัฐมนตรีในฐานะผู้นำฝ่ายบริหารได้ใช้ดุลพินิจแล้ว ดังนั้นหากกรณีดังกล่าวก่อให้เกิดความเสื่อมเสียหรือเสียหายต่อประเทศชาติ อันเป็นผลมาจากการใช้ดุลพินิจของนายกรัฐมนตรีในเรื่องนี้ นายกรัฐมนตรีจะต้องรับผิดชอบในผลแห่งความเสียหายที่เกิดขึ้น"
ส่วนกรณีนายณัฐวุฒิซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ชี้แจงข้อเท็จจริงเพิ่มเติมว่า การจัดการชุมนุมของกลุ่ม นปช.เป็นเสรีภาพขั้นพื้นฐานของประชาชนที่พึงกระทำได้ตามบทบัญญัติของรัฐธรรมนูญ
แต่เนื่องจากศาลแพ่งได้มีคำสั่งในคดีหมายเลขแดงที่ ร.๒/๒๕๕๓ โดยระบุว่า การกระทำของแกนนำ นปช.และผู้ร่วมชุมนุมเป็นการใช้สิทธิเสรีภาพในการชุมนุมเกินกว่าขอบเขตของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๓๔ และมาตรา ๖๓ อันเป็นการกระทำที่ไม่ชอบด้วยกฎหมาย ประกอบกับการที่นายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ ถูกพนักงานอัยการฟ้องเป็นจำเลยในคดีอาญาหมายเลขดำที่ อ.๒๕๔๒/๒๕๕๓ และคดีอื่น ๆ ที่อยู่ระหว่างการพิจารณาของพนักงานอัยการและพนักงานสอบสวน ซึ่งล้วนแต่เป็นกรณีที่มีการกล่าวหาว่ามีการกระทำอันเป็นการฝ่าฝืนกฎหมายอาญาแผ่นดิน
"กรณีดังกล่าวจึงเห็นได้ว่า นายกรัฐมนตรียังมิได้นำพฤติกรรมทางจริยธรรมของนายณัฐวุฒิ ใสยเกื้อ มาประกอบการพิจารณาเสนอชื่อบุคคลเพื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีแต่อย่างใด"
ผู้ตรวจการแผ่นดินจึงวินิจฉัยยืนตามคำวินิจฉัยเดิมคือ "นายกรัฐมนตรียังไม่ได้นำพฤติกรรมทางจริยธรรมของนายณัฐวุฒิ มาประกอบการพิจารณาอย่างรอบคอบเพียงพอก่อนเสนอชื่อแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรัฐมนตรี ซึ่งเป็นตำแหน่งที่เกี่ยวข้องในการใช้อำนาจรัฐตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช ๒๕๕๐ มาตรา ๒๗๙ วรรคสี่"
ไม่นับรวมที่อาจจะมีวันดีคืนดี ภายใน 1 ปี ของการเลือกตั้ง (3 ก.ค.55) สำนักงานคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) อาจเป่านกหวีด "สอย" ส.ส. ด้วยคดีใบเหลือง หรือใบแดง เพิ่มเติมได้อีก
ไม่นับรวมวาระเดือนสิงหาคม 55 ที่สภาผู้แทนราษฎร จะเปิดสมัยประชุมทั่วไป ที่จะมีการยื่นอภิปรายไม่ไว้วางใจ อาจมีช่องว่างข้อกฎหมาย ที่ประชาธิปัตย์ค้นพบ เปิดเกมรุกในสภาอีกระลอก
ยังมีวาระอันตราย-เขต Killing Zone ในพรรคเพื่อไทย ที่มีปัจจัยแทรกซ้อนเรื่องการปรับคณะรัฐมนตรี "ยิ่งลักษณ์ 3" ซึ่งอาจทำให้เกิดแนวรบ-ร้าวฉานกันภายในกลุ่ม 111 กับรัฐมนตรีแถว 3 กลายเป็นความขัดแย้ง-คลื่นใต้น้ำอีกวาระ
คำ Killing Zone อาจมีความหมายในบริบทอื่นหลายคำตามนัยของผู้ให้ความหมาย เช่น คนเสื้อแดงให้ความหมายว่า "เป็นเขตกระสุนจริง" และมีคนตายจริง 90 ศพ
แต่ Killing Zone หรือเขตอันตรายของรัฐบาล "ยิ่งลักษณ์" อาจอยู่ในเขต "ตุลาการภิวัตน์" ที่มือยิงเป็นมือที่มองไม่เห็น
