updated: 16 มิ.ย. 2555 เวลา 20:28:46 น.
"วงการภาพยนตร์ไทยตอนนี้อยู่ในช่วงขาลง" นี่คือสิ่งที่ อุ๋ย-นนทรีย์ นิมิบุตร ผู้กำกับมากฝีมือที่คร่ำหวอดอยู่ในวงการหนังมานานบอกกับประชาชาติธุรกิจ
หลายคนอาจสงสัยว่า ทำไมผู้กำกับชื่อดังที่เคยปลุกกระแสหนังไทยให้กลับมาบูมอีกครั้งเมื่อสิบกว่าปีที่แล้ว ด้วยภาพยนตร์อย่าง "2499 อันธพาลครองเมือง" และ "นางนาก" ถึงได้ยอมรับกับเราแบบนั้น
ทั้ง ๆ ที่ตัวเองก็เพิ่งจะส่งผลงานเรื่องใหม่อย่าง "คน-โลก-จิต" ลงโรงไปไม่นาน
ดังนั้นเพื่อเป็นการคลายความสงสัย เราลองไปฟัง อุ๋ย-นนทรีย์ อธิบายกันให้ชัดเจนกันเลยดีกว่าว่า ทำไมเขาถึงคิดว่าวงการหนังไทยถึงอยู่ในช่วงขาลง
"เรื่องนี้ผมมองว่าเป็นวัฏจักรที่ไม่ว่าวงการไหนก็ต้องเจอ ตลอดระยะเวลา 15 ปีที่อยู่ในวงการหนังไทยมา ผมคิดว่ามันเดินมาจนครบรอบแล้ว ในช่วง 5 ปีแรกมันเป็นช่วงขาขึ้น ช่วงนั้นเป็นช่วงที่มีคนเข้ามาทำหนังกันเยอะมาก ไม่ว่าจะเป็นคนขายเพชรหรือเจ้าของฟาร์มกุ้งก็พยายามเข้ามาเก็บเกี่ยวในช่วงที่หนังไทยบูมสุด ๆ" อุ๋ย-นนทรีย์อธิบาย
แต่สุดท้ายพอมีคนเข้ามาทำหนังกันเยอะจนเกร่อ วงการหนังก็เลยเละ เพราะคนที่เข้ามาเป็นใครก็ไม่รู้ ไม่ได้รู้จักหนังไทยจริง ๆ และนับจากนั้นมาในช่วง
10 ปีหลัง วงการหนังก็อยู่ในช่วงขาลงมาเรื่อย ๆ จนกระทั่งในปัจจุบัน
ปฏิเสธไม่ได้จริง ๆ ว่าสิ่งที่อุ๋ย-นนทรีย์อธิบายให้ฟัง คือความเป็นจริงของวงการหนังไทยตลอดระยะเวลา 10 ปีที่ผ่านมา ที่มีผู้คนมากหน้าหลายตาตบเท้ากันเข้ามาเสี่ยงดวงกับตลาดหนัง อันเป็นแหล่งทำเงินใหม่ในช่วงเวลานั้นกันอย่างคับคั่ง
โดยเฉพาะผู้คนในวงการบันเทิง ที่หลายคนประสบความสำเร็จจนแจ้งเกิดในฐานะผู้กำกับได้อย่างงดงาม ไม่ว่าจะเป็น "หม่ำ-มกจ๊ก"
ที่เปิดตัวกับ "บอดี้การ์ดหน้าเหลี่ยม", "โน้ต-เชิญยิ้ม" ที่สร้างประวัติศาสตร์ด้วยการพา "หลวงพี่เท่ง" ให้กลายเป็นหนังตลกเรื่องแรกที่ทำเงินได้เกินร้อยล้าน หรือ "พงษ์พัฒน์ วชิรบรรจง" กับหนังรักโรแมนติก เป็นต้น
แต่ก็เป็นเรื่องธรรมดาของโลก เมื่อมีคนประสบความสำเร็จก็ย่อมต้องมีผู้
ล้มเหลว เพียงแต่ผู้ที่ล้มเหลวในช่วงหนังไทยตกต่ำนั้นกลับมีเยอะจนน่าตกใจ หนังบางเรื่องที่ออกมาในช่วงนั้นส่วนใหญ่ก็ไม่ได้รับความสนใจและไม่เป็นที่จดจำของผู้คน ยกตัวอย่างหนังอย่าง "นายขนมต้ม", "เสือตุ๋ยต๊ะติ๊งโหน่ง", "โว๊กว๊าก" หรือ "เรนโบว์ บอยส์ เดอะมูฟวี่" ที่หลายคนไม่เคยรู้มาก่อนว่าเคยเข้าโรงฉายเมื่อไหร่
สำหรับหนังไทยที่ไม่ได้อยู่ในความจดจำของผู้คนด้านบนที่ได้ยกตัวอย่างไปนั้น ส่วนใหญ่มักจะมีจุดร่วมที่เหมือนกัน และอยู่ในกรอบของสูตรหนังไทยที่กลุ่ม
ผู้ออกทุนมั่นใจว่า ถ้าเป็นหนังแนวนี้ยังไงก็ขายให้คนไทยได้เสมอ นั่นก็คือหนังแนวตลก, ผี, กะเทย และบู๊แอ็กชั่นย้อนยุค และด้วยความคิดเหล่านี้เองที่ทำให้หนังไทยยังคงวนอยู่ในอ่างจนเช่นในปัจจุบัน
อุ๋ย-นนทรีย์ พูดถึงหนังสูตรสำเร็จที่มีอยู่เต็มบ้านเมืองในระยะหลังมานี้ว่า "ตลอด 10 ปีที่ผ่านมา หนังตระกูลผี ตลก กะเทย ได้กลายเป็นสูตรสำเร็จของหนังทำเงินในเมืองไทยไปแล้ว ทำให้หนังไทยถูกทำออกมาแบบซ้ำ ๆ กันไปหมด ไม่มีการพัฒนาไปไหนเลย ตรงนี้มันเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้หนังไทยตกอยู่ในช่วงขาลง"
นอกจากแนวคิดอันคับแคบของหนังสูตรสำเร็จจะเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้หนังไทยถดถอยแล้ว อีกสิ่งหนึ่งที่ผู้กำกับร้อยล้านอย่าง อุ๋ย-นนทรีย์ มองว่าคอยขัดขวางความก้าวหน้าของหนังไทยมาตลอดนั่นก็คือ "การเซ็นเซอร์" โดยคนเพียงกลุ่มเล็ก ๆ กลุ่มหนึ่งในสังคมอย่าง "กองเซ็นเซอร์"
แต่อย่าเข้าใจผิดคิดว่าผู้กำกับชื่อดังคนนี้ ที่เคยมีปัญหากับกองเซ็นเซอร์มาแล้วเมื่อครั้งหนังเรื่อง "จัน ดารา" เข้าฉาย ต่อต้านหน่วยงานดังกล่าวอย่างหัวชนฝา เพราะอุ๋ย-นนทรีย์เพียงแค่มองว่า วิธีการทำงานและกระบวนการคิดในการตัดสินหนังเรื่องหนึ่งจะต้องมีการเปลี่ยนแปลง เพื่อที่จะไม่เกิดกรณีแบนหนังอย่าง "แสงศตวรรษ", "Insects In The Backyard" หรือ "Shakespeare Must Die" ขึ้นมาอีกหน
"ประเทศของเรามีการจัดเรตติ้งอยู่แล้ว ดังนั้นการแบนหนังจึงไม่ควรจะมี ใครอยากดูหนังเรื่องไหนก็แค่ถือบัตรประชาชนโชว์ให้คนขายตั๋วดูว่าผ่านเกณฑ์เท่านั้นพอ เพราะเราต้องให้โอกาสคนดูตัดสินใจเองว่าหนังเรื่องนี้ถูกหรือผิด ดีหรือไม่ดียังไง คุณต้องไม่ปิดกั้นความคิดใคร" อุ๋ยกล่าว
ผู้กำกับคนเดิมยังอธิบายให้ฟังต่ออีกว่า การแบนหรือตัดทอนฉากในหนัง ทำให้กรอบความคิดและโลกทัศน์ของคนทำหนังไม่สามารถเปิดไปหาสิ่งใหม่ ๆ ได้ เพราะเวลาเริ่มต้นทำหนังแล้วไอเดียกำลังบรรรเจิด แต่พอคิดมาได้ว่าหนังเรื่องนี้ต้องโดนแบนแน่นอน ความคิดดี ๆ เหล่านั้นก็จะหายไปทันทีเลย
"ผมว่ามันควรจะเลิกได้แล้วนะกับวิธีการแบบนี้ แต่ผมก็ไม่ได้บอกว่าหนังไทยไม่พัฒนาเพราะเหตุผลนี้เพียงเหตุผลเดียว แต่มันก็เป็นส่วนหนึ่งที่มาคอยตีกรอบทางความคิดของเรา"
นี่คือแง่มุมของอุ๋ย-นนทรีย์ ที่มีต่อวงการภาพยนตร์ไทย
