updated: 21 มิ.ย. 2555 เวลา 10:35:53 น.
น.ส.ยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์หลังการประชุมคณะกรรมการรัฐมนตรีเศรษฐกิจ เพื่อเตรียมความพร้อมรับผลกระทบวิกฤตเศรษฐกิจสหภาพยุโรป (อียู) ว่ามีการติดตามและศึกษาผลกระทบทั้งทางตรงและทางอ้อม พร้อมสั่งงานให้คณะรัฐมนตรี(ครม.)ในกระทรวงเศรษฐกิจที่เกี่ยวข้องไป วิเคราะห์สถานการณ์ปัจจุบัน และจุดเสี่ยงที่ต้องติดตามอย่าง ใกล้ชิด เช่น เรื่องแรงงาน หรือผลประกอบการของแต่ละธุรกิจที่อาจได้รับผลกระทบ เพื่อรัฐจะได้เตรียมป้องกันและติดตามเป็นระยะ โดยยอมรับว่ามีความเป็นห่วงหลายส่วนที่อาจได้รับผล กระทบจากอียู และอาจเกิดการชะลอตัว
นอกจากนี้ มอบหมายให้สำนักงานคณะกรรมการพัฒนา การเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) ธนาคารแห่งประเทศ ไทย (ธปท.)และกระทรวงการคลัง ติดตาม/ประเมินผลกระทบทั้งกรณีเลวร้ายที่สุดจะกระทบต่อไทยอย่างไร หรือหากสามารถแก้ปัญหาได้จะเกิดอะไรขึ้นบ้าง เพื่อตั้งอยู่บนความไม่ประมาท
นายกิตติรัตน์ ณ ระนอง รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวว่า มั่นใจการส่งออกไทยปีนี้จะยังโตได้ตามเป้าหมาย 15% ไม่น่าจะมีปัญหา เชื่อว่าจะกลับมาฟื้นตัวเต็มที่ช่วงครึ่งหลังของปีนี้ ส่วนที่มีการประเมินว่าการส่งออกจะลดลงเหลือ 7-8% เป็นการมองของคนที่ระมัดระวัง ขณะที่เศรษฐกิจไทยปีนี้ยังน่าจะโตได้ 5.5-6.5% ส่วนกรณีที่ครม.มีมติให้ตั้งกองทุนพยุง หุ้นนั้น เป็นการเตรียมความพร้อมให้สามารถนำมาใช้ได้ภายในไม่กี่วัน หากปัญหายุโรปส่งผลกระทบถึงไทย โดยจะนำเงินมาจากสถาบันต่างๆ ซึ่งไทยเคยดำเนินการมาแล้ว แต่ส่วนตัวมั่นใจว่าพื้นฐานเศรษฐกิจไทยเข้มแข็งพอที่จะรองรับวิกฤตยุโรปได้ จากเงินคงคลังที่อยู่ในระดับสูงเป็นพิเศษ 5 แสนล้านบาท หนี้สาธารณะ 4.55 ล้านล้านบาท ถือว่าต่ำมากที่ 40% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) โดยประเมินสถาน การณ์ยุโรปร้ายแรงสุด ก็ไม่ทำให้จีดีพีปีนี้ติดลบ เพราะวิกฤตเศรษฐกิจเคยเกิดขึ้นพร้อมกันทั้งสหรัฐและยุโรป ทำให้จีดีพีไทยปีนั้นลดลงเพียง 2% ขณะที่จีดีพีโลกลดลง 4% ซึ่งเชื่อว่าวิกฤตยุโรปครั้งนี้จะไม่ร้ายแรงเท่าครั้งก่อน
อย่างไรก็ตาม นายกรัฐมนตรีได้ให้กระทรวงพาณิชย์และกระทรวงอุตสาหกรรมติดตามสถานการณ์ส่งออกสินค้า 4 กลุ่มที่ไปยุโรปมาก ได้แก่ อัญมณีและเครื่องประดับ, เสื้อผ้าและเครื่องนุ่งห่ม, อิเล็กทรอนิกส์ และยางพารา ควบคู่กับดูผลกระทบการส่งออกสินค้าอื่นทั้งทางตรงและทางอ้อม รวมทั้งให้กระทรวงการคลังพิจารณามาตรการปรับโครงสร้างหนี้ต่างประเทศของรัฐวิสาหกิจมาเป็นสกุลเงินบาท เพราะมีเสถียรภาพและมีสภาพคล่องมากกว่า
ด้านนายประสาร ไตรรัตน์วรกุล ผู้ว่าการธปท. กล่าวว่า ยังไม่มีความจำเป็นต้องผ่อนคลายเกณฑ์การจัดชั้นหนี้ เพื่อ ไม่ให้กลายเป็นหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) จากผล กระทบของยุโรป เพราะสถานการณ์ยังเป็นปกติ และเชื่อว่าดอกเบี้ยนโยบายที่ระดับ 3% ถือว่าเหมาะสม แต่หากปัญหายุโรปรุนแรงและขยายวงกว้างขึ้น ธปท.ก็พร้อมจะผ่อนคลายนโยบายดอกเบี้ยให้สอดคล้องเช่นกัน
ที่มา : นสพ.ข่าวสด