updated: 27 มิ.ย. 2555 เวลา 16:51:22 น.
การเมืองวันต่อวัน
สร้างความอึดอัดและความหดหู่ใจให้แก่เรามาก เพราะจะเห็นแต่ความขัดแย้ง มีผู้วิจารณ์ว่า พรรคการเมือง
"อาละวาดแย่งของเล่น" ในสภา ศาลก็ถูกวิจารณ์ว่า "เหาะเหินเกินลังกา" หรือถูกสงสัยว่าอาจจะทำตาม
"คำขอร้องของใคร" การเมืองไทยในระยะสั้นคงต้องเป็นเช่นนี้ไปสักระยะหนึ่ง
คงจะเป็นเพราะกระบวนการเจรจาต่อรองทางการเมืองต้องใช้เวลา
หากเราจะมองไปยาวๆ
และสำรวจตรวจดูความเปลี่ยนแปลงทางการเมือง ณ ระดับรากหญ้า และการเมืองท้องถิ่นด้วย
เราจะได้อีกภาพหนึ่งที่พอจะทำให้ใจชื้นขึ้นได้บ้าง เราจะเห็นความเปลี่ยนแปลงในทางบวกเกิดขึ้นหลายประการ
ล้วนแต่บอกให้เห็นว่า กระบวนการการมีส่วนร่วมของประชาชนในการเมืองเป็นวงกว้าง (อ่านประชาธิปไตย)
ได้ลงรากแน่นหนามากขึ้นและน่าจะชี้หนทางสู่เสถียรภาพในระยะยาวแก่สังคมไทย
หนึ่ง คือ
ผลการเลือกตั้งทั่วไปทั้ง 5 ครั้ง ตั้งแต่ปี 2544 ได้ตอกย้ำว่า
ประชาชนส่วนใหญ่ต้องการระบบรัฐสภาประชาธิปไตย (อย่ามัวไปตระหนกตกใจว่าทั้ง 5 ครั้ง
พรรคทักษิณชนะแทบจะขาดลอย) จากมุมมองของพัฒนาการสู่กระบวนการประชาธิปไตย
เราอาจวิเคราะห์ว่าผลลัพธ์ดังกล่าว
ทำให้ข้ออ้างของฝ่ายต่อต้านพรรคการเมืองที่ว่าพรรคทักษิณชนะเพราะการซื้อเสียงนั้น
หมดน้ำยาหรือเสื่อมมนต์ขลังไป
แบบแผนการออกเสียงเลือกตั้งที่มีเสถียรภาพมากขึ้นนั้นเป็นเพราะว่า
มวลชนให้ความสนใจกับการเลือกตั้งมากขึ้น เนื่องจาก พวกเขาได้รับประโยชน์จากการเมืองดังกล่าว
การซื้อเสียงขายเสียงยังไม่หมดไปเสียทีเดียว แต่ก็ได้ลดความสำคัญลงมาก
การเมืองเลือกตั้งมีความสำคัญยิ่งขึ้นในระดับท้องถิ่น ตรงนี้เราเห็นได้
แม้ว่าการกระจายอำนาจสู่ท้องถิ่น จะยังต้องเผชิญกับอุปสรรคนานัปการจากภาคราชการก็ตาม
แต่ได้มีพัฒนาการทางบวกเกิดขึ้นมากมาย กิจการที่เคยทำที่ส่วนกลาง
เริ่มมีการโยกย้ายมาทำที่องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่น และยังมีเรื่องอื่นๆ อีกมาก หมายความว่า
องค์กรบริหารส่วนท้องถิ่นจะตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ดีขึ้นเรื่อยๆ และในระยะยาว
น่าจะช่วยลดภาระของรัฐบาลส่วนกลางลงไป ทำให้สามารถให้เวลากับการทำงานในประเด็นระดับชาติอื่นๆ
ที่ยุ่งยากกว่าได้มีประสิทธิภาพกว่าเดิม
สองคือ สื่อสารมวลชนมีความหลากหลาย
และได้ช่วยสร้างเสริมสังคมไทย ให้มีความตื่นตัวทางการเมืองเพิ่มขึ้นมาก ทั้งนี้
เทคโนโลยีด้านการสื่อสารได้ช่วยลดทอนภาวะที่รัฐบาลไทยเคยผูกขาดสื่อโทรทัศน์และวิทยุเกือบจะเด็ดขาดลงไปบ้างขณะนี้ประชาชนมีทางเลือกมากขึ้นผ่านสื่อสารออนไลน์หลายรูปแบบ
(Social network) อีกทั้งเคเบิลทีวี และวิทยุชุมชน ทำให้พวกเขามีโอกาสรับรู้ข่าวสารที่หลากหลาย
และเปิดช่องการอภิปรายถกเถียงกันในประเด็นต่างๆ อย่างกว้างขวางมากขึ้น
สามคือ
ยุทธศาสตร์การอิงสถาบันพระมหากษัตริย์เพื่อการเมืองถึงคราวต้องทบทวน
และยังได้ส่งผลสะท้อนกลับที่ไม่เป็นคุณ ความน่าเชื่อถือของกลุ่มที่พยายามใช้ยุทธศาสตร์นี้ลดลงโดยตลอด
โดยเฉพาะหลังเหตุการณ์ยึดสนามบินสุวรรณภูมิ
อีกทั้งไม่อาจก่อตั้งพรรคการเมืองที่เป็นชิ้นเป็นอันได้กองทัพยังคงเป็นปัจจัยเสี่ยงในการเมืองไทย
แต่กองทัพเองก็เสี่ยงเหมือนกันถ้าจะทำรัฐประหารอีก ยกเว้นเสียแต่ว่าจะมีสถานการณ์พิเศษจริงๆ
อย่างไม่คาดฝันเกิดขึ้น พรรคเพื่อไทยเองก็ดูเหมือนตระหนักดีว่า
ในสถานการณ์ปัจจุบันให้กองทัพอยู่อย่างสบายๆ โดยไม่แทรกแซงหรือแซะเก้าอี้
เป็นกลยุทธที่ดีที่สุด
สี่คือ รัฐบาลที่โอบรับโลกาภิวัตน์เพื่อให้เศรษฐกิจเจริญเติบโต
ขณะเดียวกันก็ทำให้ประชาชนระดับล่างมีรายได้สูงขึ้นเพื่อเป็นฐานของตลาดภายในควบคู่กับตลาดภายนอก
ล้วนเป็นผลดีกับความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ยิ่งการเมืองมีเสถียรภาพมากขึ้น (ดังที่กล่าวมาข้างต้น)
ได้มากเท่าไร ยิ่งเป็นผลดีกับนักธุรกิจและเศรษฐกิจมากเท่านั้น
โดยสรุป พัฒนาการทางการเมืองดีๆ
หลายประการได้ลงรากลึกในสังคมไทยแล้ว แม้ว่า "อุบัติเหตุ" อาจเกิดขึ้นได้อีก แต่สิ่งดีๆ ที่กล่าวมา
ส่อว่าการเมืองไทยมีแนวโน้มจะมีเสถียรภาพมากขึ้นในระยะยาว
และจะเป็นผลดีกับนักธุรกิจและความเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างแน่นอน
