ประชาชาติธุรกิจ
การเมือง

วันที่ 02 กันยายน พ.ศ. 2557

"โภคิน พลกุล" วัดศรัทธา"ตุลาการ"หลัง"ศุกร์13"

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 09 ก.ค. 2555 เวลา 15:02:04 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

สัมภาษณ์พิเศษ
โดย พนัสชัย คงศิริขันต์
นสพ.มติชนรายวัน

"ศุกร์ 13 กรกฎาคม" คือวันชี้ชะตาประเทศไทย เมื่อ "ศาลรัฐธรรมนูญ" นัดฟังคำวินิจฉัย ในคดีการจัดทำร่างรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยแก้ไขเพิ่มเติม อาจเป็นการล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็น ประมุข ตามรัฐธรรมนูญ มาตรา 68 หรือไม่

ไม่ว่าผลแห่งคำวินิจฉัยของ "คณะตุลาการศาลรัฐธรรมนูญ" ทั้ง 8 คน จะมีความเห็นออกมาในทิศทางใด ย่อมกลายเป็นบรรทัดฐานแห่งปัจจุบันกาลและอนาคต

โภคิน พลกุล อดีตประธานรัฐสภา และอดีตรองประธานศาลปกครองสูงสุด ในฐานะอดีตกรรมการบริหารพรรคไทยรักไทย ซึ่งเพิ่งพ้นโทษแบนทางการเมืองมา 5 ปี ให้ความเห็นผ่าน "มติชน" เมื่ออาสาเข้ามาเป็นพยานฝ่ายผู้ถูกร้องเบิกความต่อศาลเพื่อให้เพื่อไทยหลุด พ้นข้อกล่าวหา

- ตกลงรัฐธรรมนูญ มาตรา 291 ห้ามแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับใช่หรือไม่

ตัว บทมาตรา 291 ไม่ได้มีตรงไหนที่ห้ามแก้ไขทั้งฉบับ มีห้ามแก้ 2 เรื่องคือรูปแบบการปกครองและรูปแบบของรัฐ อันนี้ห้ามแก้และบอกว่าญัตตินี้จะเสนอไม่ได้ ที่แก้ในขณะนี้แถมหมวดพระมหากษัตริย์ แล้วคุณมาบอกว่าอำนาจพระมหากษัตริย์อยู่ในหมวดอื่นอีกก็ไปกันใหญ่แล้ว เอาประเด็นว่ามาตรา 291 ห้ามแก้อยู่ 2 เรื่อง มีตรงไหนห้ามแก้ไขทั้งฉบับ หรือจะบอกว่าตอนเจตนารมณ์ยกร่างแล้วห้ามแก้รัฐธรรมนูญทั้งฉบับ เมื่อตัวอักษรชัดเจนหมดแล้วคุณจะเอาเจตนารมณ์มาทำอะไร ที่บอกว่าแก้ไขทั้งฉบับไม่ได้ แล้วเกี่ยวกับมาตรา 68 ตรงไหน มาตรา 68 เป็นเรื่องล้มล้างการปกครอง แต่คุณบอกว่า 291 ห้ามแก้ทั้งฉบับ ดังนั้น ต้องหาวิธีการร้องศาลรัฐธรรมนูญใหม่ ว่าที่กำลังแก้รัฐธรรมนูญขัดรัฐธรรมนูญเอง ไปร้องมาตรา 68 ไม่เกี่ยว แล้วศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยตัวรัฐธรรมนูญขัดต่อรัฐธรรมนูญเองได้หรือไม่ ศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยได้เฉพาะที่รัฐธรรมนูญกำหนดกรอบไว้ให้เท่านั้น ไม่ใช่ตีความขยายอำนาจศาลเองว่ารับเรื่องได้หมด

- จะเกิดอะไรขึ้นหลังจากนี้เมื่อมาตรา 68 สามารถยื่นคำร้องได้โดยตรงต่อศาล

สมมุติ มีข้อเท็จจริงเกิดขึ้นตามมาตรา 68 ของรัฐธรรมนูญ 2550 ส่วนมาตรา 63 ของรัฐธรรมนูญ 2540 เดิมเขียนว่า "ผู้รู้เห็น" คือต้องใกล้ชิด แต่มาตรา 68 บอกว่า "ผู้รู้ทราบ" แสดงว่าต้องห่าง ฟังเขาเล่ามาก็ได้ สมมุติมีคนไปขึ้นเวทีเรียกร้องให้ทหารยึดอำนาจ แล้วบอกว่าอีก 7 วัน จะไปอีกเวทีหนึ่ง เรียกร้องอย่างนี้เหมือนเดิม ถามว่าผมไปพบเห็นการ

กระทำ เข้า นี่มีคนมาเล่าให้ฟัง ผมก็มีสิทธิแล้ว ผมไปร้องอัยการสูงสุด (อสส.) เพื่อให้ศาลสั่งห้ามหรือว่าผมต้องร้องผ่าน อสส.เท่านั้น คำว่า "รู้เห็น" แล้วผู้ร่างจงใจให้ไปฟ้องศาลเลยยังมีน้ำหนักกว่า "ผู้ทราบ" ถูกไหม แปลว่ามีเนื้อหาระดับหนึ่งฟังได้ว่าจะใช่ แต่คนทราบนั้นโดยหลักจะต้องผ่าน อสส.ก่อน ถ้าคนแสนคนไปแจ้งต่อศาล ศาลก็ไม่ต้องทำมาหากินแล้ว เรื่องนี้สำคัญยิ่งกลายเป็นระบบยื่นคำร้องเพี้ยน เอาแค่ดูถ้อยคำมาตรา 68 และไปดูเจตนารมณ์ชัดเจนตั้งแต่ปี 2540 และปี 2550 เจตนารมณ์ผู้ร่างชัดเจนต้องผ่าน อสส. แต่ทีนี้คนฟังเขาเล่ามาแล้วต้องตรวจสอบเรียกพยานมากมายไปหมด การจะมาศาลรัฐธรรมนูญจะต้องมีการกรองก่อน

- ทำไมศาลรัฐธรรมนูญต้องให้ผู้ถูกร้องมาชี้แจงต่อศาลเพื่อเป็นสัญญาประชาคมว่าจะไม่แก้ไขรัฐธรรมนูญไปแตะต้องสถาบัน

จะ แก้ไขรัฐธรรมนูญจะเป็นสัญญาประชาคมอะไร ไม่เข้าใจ คนแก้ไขคือ ส.ส.ร. เราจะรู้ได้อย่างไร ถ้าเราทำสัญญาประชาคมก็เท่ากับว่าเราสั่ง ส.ส.ร.ได้ คุณบอกว่าต้องสั่งไม่ได้ แต่คุณกำลังบอกให้สั่งได้ ว่า ส.ส.ร.ต้องร่างในแนวนี้แสดงว่าที่คุณกังวลไม่เป็นกลางแสดงว่าคุณต้องการให้ เราสั่งได้เหรอ มันสั่งไม่ได้ ถ้า ส.ส.ร.ไปร่างรัฐธรรมนูญแล้วขัดกับข้อห้าม ส.ส.ร.รับผิดชอบไป ถ้ารัฐสภาเห็นว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญก็ถือว่าร่างที่แก้ไขตกหมด ที่บอกให้ทำสัญญาประชาคม คือแปลว่าสั่งเขาให้ได้ ถ้าเห็นว่าการยื่นร่างรัฐธรรมนูญ แก้ไขเพิ่มเติมครั้งนี้เป็นการกระทำที่ขัดรัฐธรรมนูญ ขัดมาตรา 291 หรือเข้าเงื่อนไขมาตรา 68 แล้วคุณไปร่วมพิจารณากับเขาทำไม วาระที่ 1 อาจจะไม่เห็นด้วยหรืองดออกเสียง แต่คุณต้องคัดค้านและแถลงข่าวว่านี่เป็นการดำเนินการจะล้มล้างการปกครอง ระบอบประชาธิปไตยแล้ว แต่ไม่มีเลย

- ฝ่ายค้านในฐานะผู้ร้องกังวลว่าอำนาจตุลาการจะถูกล้มล้างไปหลังจากมีการแก้ไขรัฐธรรมนูญ

สมมุติ ถ้าเขาเปลี่ยนศาลรัฐธรรมนูญเป็นตุลาการรัฐธรรมนูญมันผิดระบอบประชาธิปไตยตรง ไหน ถ้าอย่างนั้นประเทศไทยมีมาผิดหมดเลย มันอยู่ที่ความเหมาะสมต่อสถานการณ์ ผมเข้าใจว่ารัฐธรรมนูญฉบับนี้ คือเครื่องมือที่เขาจะสามารถดำรงความเหนือกว่าไว้ได้ เขาเกรงว่าถ้าจะมีการแก้ไข ความเหนืออย่างอยุติธรรมก็จะหมดไป แต่ผมรู้สึกว่าถ้าเป็นอย่างนั้น นี่ขนาดมีเครื่องมือแบบนี้แล้วแพ้เลือกตั้งตลอด ถ้าไม่มีเครื่องมืออย่างนี้แล้วจะไปขนาดไหน จริงๆ ไม่ใช่ ยิ่งไม่มีเครื่องมืออย่างนี้แล้วสู้กันปกติ เขาจะมีความชอบธรรมสูงคนจะดูฝีมือการทำงาน ถ้าเอาตัวไม่รอดคนจะเลือกอีกฝ่ายหนึ่ง แทนที่จะทำงาน แต่ทำยังไงก็ได้ให้มันล้มไปกับระบอบที่ผิดปกติ

- เป็นความกลัวว่ามาตรา 309 ก็ถูกแก้ไขเป็นผลให้นิรโทษกรรมในคดีของ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร อดีตนายกฯ

มาตรา 309 เป็นการนิรโทษกรรมผู้ยึดอำนาจ การมีกลไกอย่างนี้ก็เชื้อเชิญให้ยึดอำนาจตลอด เพราะเมื่อยึดแล้วแม้การกระทำของฉันผิดก็บอกให้ถูก อย่าอ้างคุณทักษิณ เพราะเขาไม่เกี่ยว ที่ทำมาตลอดคือคนยึดอำนาจ ยึดเสร็จก็นิรโทษกรรมตัวเอง แต่วันนี้นิรโทษกรรมไปถึงอนาคต แต่วันนี้บอกเลยให้ประกาศคณะปฏิวัติถือว่าชอบด้วยรัฐธรรมนูญทั้งหมด เป็นการรักษารัฐธรรมนูญที่รักษาความอยุติธรรมไว้เพื่อเล่นงานคนอื่น แต่ไม่ต้องการสถาปนาความเป็นธรรมเพื่อให้ทุกคนเดินหน้าไปด้วยกัน ใช่หรือเปล่า คุณจะหวงรัฐธรรมนูญแบบนี้ทำไม อันนี้ดีใครจะไปแก้ไข

- พรรคเพื่อไทยดูเหมือนกังวลว่าศาลจะตัดสินออกมาในทางลบ

น่าเห็นใจเพราะโดนมาหลายรอบ แม้จะดูไม่น่าเป็นไปได้ แต่ก็เป็นไปได้ทุกที

- ถ้าศาลวินิจฉัยไม่เข้าทางพรรคเพื่อไทย คิดว่าศาลจะเขียนคำวินิจฉัยออกมาอย่างไร

ถ้า ให้ผิดแล้วยุบพรรคต่างๆ ใช่ไหมครับ จะเขียนยังไงก็ได้ แต่ที่่ผ่านมาหลายกรณีจะเขียนอย่างนั้นคำวินิจฉัยออกมาก็ไม่ได้หักล้างข้อ ต่อสู้ การวินิจฉัย 6 ปีที่ผ่านมาก็ผิดเพี้ยนมาตลอด ผมเป็นตุลาการศาลปกครองมาก่อน เมื่อ ก.เป็นรัฐ ข.เป็นประชาชน สมมุติเห็นว่าประชาชนชนะ เราต้องหักล้างข้อต่อสู้ของฝ่ายรัฐให้หมดว่าฟังไม่ขึ้น โดยหลักแล้วต้องหักข้อกล่าวหาล้างหมด ก.กับ ข.สู้กัน ประเด็นเดียวกันมองคนละมุม เราเห็นด้วยกับมุมของ ก. แต่ต้องหักล้าง มุมของ ข.ที่ไปไม่ได้เพราะอะไร ไม่ใช่อ่านแล้วเอาสีข้างเข้าถูกไม่ได้ ศาลต้องหักล้างทุกข้อกล่าวหา ถ้ามีอคติ คุณจะไม่หาเหตุผล แต่ถ้าข้อต่อสู้ไม่พูดถึงเลยไม่หักล้างก็ไม่เป็นธรรม ความรู้สึกสองมาตรฐานก็มีทันที คนจะยอมรับถ้าระบบปกติ

- ถ้าผลคำวินิจฉัยของศาลออกมาแล้วถูกมองว่าอาจขัดรัฐธรรมนูญ คำวินิจฉัยของศาลจะมีผลผูกพันให้ฝ่ายนิติบัญญัติต้องปฏิบัติตามหรือไม่

ถ้า ถามในเชิงหลักวิชากฎหมาย เมื่อคำวินิจฉัยไม่ถูกจะให้ผูกพันได้อย่างไร แต่ปัญหาจะเกิดข้อโต้เถียงทางกฎหมายว่าใครจะชี้ ผมไม่ทราบ ถ้าเขารู้สึกว่าศาลรัฐธรรมนูญชี้ไปเป็นไปตามนั้นว่าขัดต่อรัฐธรรมนูญ แม้จะไม่ถูกต้อง แต่กลับไปยั่วยุผู้คนให้โกรธ จะทำไปทำไม คือการเป็นศาลต้องไม่มีอคติ เพราะศาลเราไม่ทันไร บางองค์กรก็ออกมาให้สัมภาษณ์ล่วงหน้าเป็นอย่างโน้นอย่างนี้ เมื่อมีการร้องมาก็ต้องเงียบไปแสดงความคิดเห็นต่างๆ ออกมาไม่ได้ จริยธรรมของศาลเขาห้ามว่าจะไปบรรยายอะไร ถ้าไปแตะเกี่ยวกับคดีไม่ได้ หลักทั่วไปจะไม่ให้ศาลไปบรรยาย เพราะอาจจะเผลอไปพูดเรื่องที่ทำงานอยู่ขึ้นมาได้ แต่คดีนี้ คุณให้สัมภาษณ์โต้ไปมา แสดงอคติอย่างชัดเจน ถ้าเป็นศาลแล้วอย่างมากก็ต้องอธิบายไป หรือให้สำนักงานอธิบายไป ถ้าศาลอธิบายเองหมดว่าเป็นเรื่องสำคัญคือล้มล้างการปกครองระบอบประชาธิปไตย ศาลก็ต้องตรวจสอบ มันก็เท่ากับไม่เป็นกลาง

- ฝ่ายนิติบัญญัติจะคัดค้านคำวินิจฉัยของตุลาการได้หรือไม่

ไม่ ทราบ ผมคงตอบได้แค่นี้ อนาคตจะเกิดอะไรทุกคนจะเห็นได้ ถ้าคุณฝ่าไปแบบอยุติธรรมสุดสุด ใครจะทำไม มันก็ต้องยุ่งบ้านเมือง คนจะรู้สึกว่า จะรังแกกันไปถึงเมื่อไร

- วันศุกร์ 13 กรกฎาคม คิดว่ามีโอกาสที่ศาลรัฐธรรมนูญจะยกคำร้องหรือไม่

ไม่ ทราบ แต่ถ้าเป็นผมต้องยกคำร้องเพราะไม่เป็นไปตามคำร้อง ก็คนมาฟ้องบรรยายข้อเท็จจริงอย่างนี้ สิ่งที่คุณบรรยายคำร้องมาไม่เป็นอย่างนั้น ข้อเท็จจริงตอนนี้มีเพียงว่าแก้ไขรัฐธรรมนูญเพื่อให้มี ส.ส.ร.มายกร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ยังไม่ได้มีการไปเปลี่ยนแปลงอะไรเลย จะไปเข้ามาตรา 68 ตรงไหน มันจะเข้าข่ายเมื่อมีการเขียนว่าเปลี่ยนแปลงการปกครอง ถ้าผมแก้แล้วเปลี่ยนรูปแบบการปกครองก็เข้า แต่ขณะนี้แค่แก้ไขเพื่อเติมคนที่ 5 เข้าไปก็บอกว่าล้มล้างการปกครองแล้ว