updated: 15 ก.ค. 2555 เวลา 14:50:09 น.
![]() |
- ภาพรวมเศรษฐกิจจีนตั้งแต่ต้นปี
อันดับแรกต้องทำความเข้าใจก่อนว่า เศรษฐกิจจีนอยู่ในช่วงชะลอตัว ไม่ใช่ถดถอย ต้องไม่สับสน เป็นช่วงที่เศรษฐกิจจีนลดความร้อนแรงลง จากที่เคยเติบโตสูงมาก ๆ มาก่อน ซึ่งสอดคล้องกับแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 12 ของจีน (พ.ศ. 2554-2559) ซึ่งประกาศตั้งแต่เดือน มี.ค. 2554 ว่า จีนจะเติบโตเฉลี่ย 7.5% และพุ่งเป้าไปยังการลดพึ่งพาภาคการส่งออก ลดการพึ่งพาต่างประเทศ และเพิ่มดีมานด์ในประเทศของตน
แต่ปฏิเสธไม่ได้ว่าวิกฤตยุโรปคราวนี้กระทบจีนอยู่บ้าง เนื่องจากสหภาพยุโรปเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของจีน มีผลให้ตัวเลขการส่งออกลดลง
- นโยบายเพิ่มดีมานด์ของจีนตั้งแต่ต้นปี
นโยบายเพิ่มดีมานด์ในประเทศของจีนในขณะนี้เรียกได้ว่า "จัดเต็ม" โดยมีมาตรการกระตุ้น 2 แบบคือ 1)กระตุ้นตัว C หรือการบริโภค (Consumption) เช่น การอุดหนุนของรัฐในการช่วยซื้อเครื่องใช้ไฟฟ้าในบางมณฑล เป็นต้น
2)กระตุ้นตัว I หรือการลงทุนของภาคธุรกิจ (Investment)
ล่าสุดการปรับลดดอกเบี้ยเงินฝาก และลดดอกเบี้ยเงินกู้ ซึ่งเป็นการปรับลดครั้งที่ 2 ในรอบ 1 เดือน การทำเช่นนี้เป็นการกระตุ้นที่ได้ 2 เด้ง คือ ลดดอกเบี้ยเงินฝาก เป็นการกระตุ้น C สนับสนุนให้ประชาชนนำเงินไปใช้ ส่วนการลดดอกเบี้ยเงินกู้ เป็นการกระตุ้นหรือการลงทุนของภาคธุรกิจ
มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของจีนมีเครื่องมือหลายอย่างจะเพิ่มดีมานด์ในประเทศ รวมทั้งการทำให้เม็ดเงินอยู่ในระบบ โดยการลดปริมาณเงินสดที่ภาคธนาคารต้องถือสำรองไว้ โดยลดลงมาแล้ว 3 ครั้ง ตั้งแต่เดือน พ.ย. 2554 เพื่อให้กระแสเงินสดออกสู่ตลาดเงินกู้ หรือการลดเพดานทุนสำรองต่อสินทรัพย์เสี่ยง ซึ่งคาดว่าจะลดอีกครั้ง นอกจากนี้ จีนก็ลดภาษีต่าง ๆ เช่น Consumption Tax (ภาษีบริโภค) ซึ่งไทยไม่มี และภาษีสินค้าฟุ่มเฟือย เป็นการกระตุ้นการบริโภคได้มาก
ในภาวะที่มีวิกฤตหนี้ในยุโรป จีนมีมาตรการหลายประการในการกระตุ้นเศรษฐกิจ แสดงให้เห็นว่า จีนวางแผนไว้อย่างถูกทางแล้ว ตั้งแต่ประกาศแผนฯฉบับที่ 12 เพื่อจะโฟกัสการเพิ่มดีมานด์ในประเทศ ต้องมองว่าจีนกลายเป็นประเทศเศรษฐกิจขนาดใหญ่แล้ว เป็นอันดับ 2 ของโลก ฉะนั้น เศรษฐกิจขนาดมหาศาลนี้แล้ว โต 7.5% ถือว่าไม่ใช่น้อย ฟากสหรัฐโตแค่ 1% เท่านั้น ยังไงก็เชื่อมือรัฐบาลจีน เพราะจีนใช้มาตรการเชิงป้องกัน (Prevensive Measure) มากกว่ามาตรการที่ไปตามแก้ ถ้ามีสัญญาณอะไร จีนต้องระงับก่อน
ทันที
- การลดภาษีฟุ่มเฟือยทำให้แบรนด์เนมจีนโต
ใช่ พอภาครัฐเห็นว่าคนจีนชอบเดินทางไปซื้อสินค้าแบรนด์เนมในต่างประเทศ ก็ลดภาษีฟุ่มเฟือย เพื่อให้คนซื้อสินค้าเหล่านี้ในประเทศตัวเอง เป็นวิธีการที่ฉลาดมาก จากที่เคยเก็บภาษีฟุ่มเฟือยสูงสุดถึง 80% ปัจจุบันปรับอัตราภาษีฟุ่มเฟือยลงมาอยู่ที่ 50-60% ขณะนี้ 25% ของตลาดสินค้าหรูของโลกอยู่ในจีน และเป็นตลาดสินค้าแบรนด์เนมที่ใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก
- ธุรกิจในจีนสาขาใดอีกบ้างที่เป็นโอกาส
ตลาดซื้อ-ขายสินค้าออนไลน์จีนกำลังโตอย่างมาก โดยเริ่มมาตั้งแต่ปี 2003 ขณะนี้จีนมีประชากรที่ใช้อินเทอร์เน็ตจำนวน 513 ล้านคน สัดส่วน 41.6% เป็นผู้ที่ซื้อสินค้าออนไลน์ ในปี 2554 การค้าออนไลน์ในจีน มีสัดส่วน 4.3% ของมูลค่าการค้าอุปโภคบริโภคทั้งประเทศ และมีแนวโน้มโตอีกมากเว็บไซต์ที่มีส่วนแบ่งตลาดเป็นอันดับ 1 คือ www.taopao.com จุดเด่นของเว็บไซต์นี้คือ ตอบโจทย์พฤติกรรมการบริโภคคนจีนได้เป็นอย่างดี
จีนมีพฤติกรรมการซื้อที่ต้องได้เห็นสินค้าก่อน และไม่เชื่อถือในการใช้บัตรเครดิต เว็บไซต์นี้ตอบโจทย์โดยมีโปรแกรมชื่อ "wang wang" คือโปรแกรมแชตออนไลน์ ที่ให้ผู้ซื้อ-ขายได้คุยกันก่อนสั่งสินค้า ส่วนกลยุทธ์ที่ตอบรับการเพิ่มความเชื่อมั่นในการใช้บัตรเครดิตคือ โปรแกรมบริการชำระเงินออนไลน์ที่เรียกว่า Alipay ที่คล้าย ๆ กับ PayPal ของ Ebay ซึ่งร่วมมือกับธนาคารจีนรายใหญ่หลายแห่ง โดยเมื่อลูกค้ามีบัญชีแล้ว หากซื้อสินค้าก็ยังไม่จำเป็นต้องคลิก "ยืนยัน" เพื่อจ่ายเงิน สามารถรอให้สินค้าถึงมือก่อน และได้ทดลองใช้สินค้าแล้ว จึงค่อยยืนยันจ่ายเงิน
ในปี 2554 มีผู้ซื้อสินค้าชาวจีนจากเว็บ taopao จำนวน 187 ล้านคน เพิ่มจากปีก่อนหน้า 39 ล้านคน
- อุปสรรคการเติบโตทางเศรษฐกิจของจีน
แผลใหญ่สุดคือ หนี้สาธารณะรัฐบาลท้องถิ่นจีน มีอัตราสูงถึง 30% ของจีดีพีจีน หนี้ก้อนนี้มูลค่า 3 ล้านล้านหยวน โดยมีกำหนดชำระในปี 2558 นี่จึงเป็นเรื่องที่ต้องจับตา หากมองว่าจีนเป็นประเทศเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับ 2 ของโลก ถือว่ามากกว่าจีดีพีไทยอีก ซึ่งเนื่องจากรัฐบาลท้องถิ่นจีนมีลักษณะเป็นบริษัท คือต้องบริหารการเงินเอง เก็บภาษีเอง กู้ยืมธนาคารเอง โดยพฤติกรรมของรัฐบาลท้องถิ่นจีนคือ
กู้เงินมาลงทุนสร้างสาธารณูปโภคโครงการใหญ่ ๆ เพื่อพัฒนาเมือง
นอกจากนี้ยังมีเรื่องความเหลื่อมล้ำ ช่องว่างรายได้ของประชากรจีนใหญ่มาก ประชากรจีนราว 1,300 ล้านคน ฐานะยากจนราว 800 ล้านคน เห็นได้ชัดเจนจากอัตรารายได้รวมต่อหัวประชากร (GDP Per Capita) ที่ต่ำ อยู่ที่ 5,200 ดอลลาร์/หัว จัดเป็นอันดับที่ 95 ของโลก (อ้างอิงจากซีไอเอ แฟ็กต์ บุ๊ก)
- การค้า-การลงทุนจีนกับอาเซียน
จีนตั้งใจจะคบกับอาเซียนมานานแล้ว ที่ชัดเจนที่สุดคือเดือน พ.ย. 2543 ที่จีนเริ่มชวนอาเซียนทำเอฟทีเอจีน-อาเซียน โดยจีนรุกอย่างมาก และผลักดันจนสำเร็จในระยะเวลา 10 ปี มีผลบังคับใช้ 1 ม.ค. 2553 ส่งผลให้จีนกระโดดมาเป็นคู่ค้าอันดับ 1 ของอาเซียน ส่วนอาเซียนเป็นคู่ค้าอันดับ 3 ของจีนควบคู่กับการค้า จีนผลักดันการออกไปลงทุนในต่างประเทศ โดยเฉพาะในอาเซียน โดยประเทศที่จีนไปลงทุนมากสุดอันดับ 1 ในอาเซียนคือ สิงคโปร์ และรองลงมาเป็นเมียนมาร์ นอกจากนี้จีนยังลงทุนในกัมพูชา ลาว และเมียนมาร์เป็นอันดับ 1
- เศรษฐกิจจีนจะสะดุดหรือไม่ในช่วงเปลี่ยนผู้นำ
เต็ง 1 ผู้นำจีนค่อนข้างชัดเจนแล้วว่าเป็น ฉี จิ้นผิง ที่ขึ้นเป็นประธานาธิบดี และหลี เค่อเฉียง ที่จะขึ้นเป็นนายกรัฐมนตรี ทั้งคู่ถือเป็นหัวสมัยใหม่ สายปฏิรูปของจีน การวางตัวผู้นำจีนยุคนี้เป็นยุทธศาสตร์ที่น่าสนใจ
เนื่องจาก หลี เค่อเฉียง จบเศรษฐศาสตร์ ถือว่าเป็นมือเศรษฐกิจ สังเกตได้จากท่านจะไปเยือนนานาชาติในด้านที่เกี่ยวกับเศรษฐกิจ ส่วนฉี จิ้นผิง นั้นเป็นมือกฎหมาย แม่นยำในด้านนี้ และจะทำหน้าที่เยือนอาเซียนเป็นส่วนใหญ่
คาดว่าเมื่อผู้นำทั้งสองก้าวขึ้นรับตำแหน่ง น่าจะส่งผลดีต่อเศรษฐกิจจีน และมีความสัมพันธ์ที่ดีกับอาเซียนแน่

