ประชาชาติธุรกิจ
การเมือง

วันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ศึก 2 ก๊ก 2 วาระ ในเพื่อไทย

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 19 ก.ค. 2555 เวลา 11:30:10 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

พรรคเพื่อไทยและ พ.ต.ท.ทักษิณ ชินวัตร ต้องตั้งหลัก กำหนดเกมการเมืองใหม่อีกครั้ง

เป็นการกำหนดเกม เดิน 2 ขา ขับเคลื่อน 2 ทาง กับนักการเมือง 2 ก๊ก

ก๊กหนึ่งเป็นกลุ่มนักการเมืองในทีมยุทธศาสตร์พรรคเพื่อไทย ที่มีจาตุรนต์ ฉายแสงเป็นหัวหอก

ก๊กหนึ่งเป็นกลุ่มนักการเมืองสายตรง พ.ต.ท.ทักษิณ ที่มีนพดล ปัทมะ ที่ปรึกษาส่วนตัวเป็นหัวขบวน

หลังศาลรัฐธรรมนูญวินิจฉัยว่าการแก้ไขเพิ่มเติมรัฐธรรมนูญมาตรา 291 ไม่เป็นการล้มล้างการปกครองอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

เมื่อคำวินิจฉัยของศาล แนบท้ายด้วยข้อเสนอแนะทางกฎหมาย ทั้งผูกพัน ทั้งล็อกบทให้ฝ่ายนิติบัญญัติเดินหน้าได้ไม่สะดวกนัก

เพราะคำ "ข้อเสนอแนะ" มีแค่ 2 ประเด็น 1.คือ ศาลรัฐธรรมนูญมีอำนาจรับวินิจฉัย 2.คือ การแก้ไขรัฐธรรมนูญยังห่างไกลการล้มล้างระบอบประชาธิปไตยอันมีพระมหากษัตริย์ทรงเป็นประมุข

ท่าทีรัฐบาลและพรรคเพื่อไทย ระหว่างรอคำวินิจฉัยกลางของตุลาการทั้ง 8 ที่จะประกาศลงในราชกิจจานุเบกษา จึงมีเพียง 2 ทางที่จะทำตามคำแนะนำ

คือ ต้องทำประชามติก่อนแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับ หรือจะย้อนกลับมานับ 1 ใหม่ โดยให้รัฐสภาแก้ไขเป็นรายมาตรา

ท่าทีของ พ.ต.ท.ทักษิณและลูกน้องคนสนิท เป็นไปในทิศทางเดียวกันคือ "แก้รายมาตรา" เพื่อตัดปัญหาขั้นตอนทางกฎหมาย และรามือจากการสู้กับฝ่ายอำมาตย์ชั่วคราว

นักการเมือง รับขับเคลื่อนในลู่ทางนี้ ประกอบด้วย "สมศักดิ์ เกียรติสุรนนท์" ประธานรัฐสภา ร.ต.อ.เฉลิม อยู่บำรุง รองนายกรัฐมนตรี และ นพดล ปัทมะ ที่ปรึกษาส่วนตัว พ.ต.ท.ทักษิณ

ขณะที่สายกรรมการยุทธศาสตร์เพื่อไทย ที่มักมีท่าทีเป็น "คู่ขนาน" กับกลุ่มนักการเมืองสายตรง พ.ต.ท.ทักษิณ มีความเห็นว่า ควรทำทั้ง 2 ทางคือ ทั้งทำประชามติและเตรียมบรรจุวาระโหวต ร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ ฉ.2550 วาระ 3 ทันทีที่สภาเปิดสมัยประชุม

กลุ่มความคิดนี้ประกอบด้วย "ชูศักดิ์ ศิรินิล" หัวหน้าทีมกฎหมายสู้คดีในศาล และจาตุรนต์ ฉายแสง กรรมการยุทธศาสตร์คนสำคัญ

ชูศักดิ์อธิบายว่า "สมมติลงมติในวาระที่ 3 ต่อไป จะทำให้ฝ่ายผู้ร้องทั้งหลายก็ไปร้องต่อศาลรัฐธรรมนูญอีก สุดท้ายปัญหาวนเวียนกลับมาจุดเดิมคือ ไปสู้ที่ศาลรัฐธรรมนูญ"

"เพื่อให้ประเทศชาติมีทางออก ผมก็แนะรัฐสภาว่าควรให้การลงมติในวาระที่ 3 ค้างไว้ก่อน โดยรัฐสภามีการอภิปรายกันอย่างกว้างขวางแล้วเสนอให้รัฐบาลลงประชามติ"

"เพราะการทำประชามติ ต้องเริ่มโดยรัฐบาล ดังนั้น รัฐบาลต้องทำเป็นมติคณะรัฐมนตรี (ครม.) ให้นายกรัฐมนตรีทำเป็นมติ ครม.หารือกับประธานรัฐสภาว่าขอทำประชามติ กำหนดประเด็นว่าเราจะแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับหรือไม่ ใครเห็นควรให้แก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้ก็โหวตมา ใครไม่เห็นควรก็โหวตมา แล้วลองฟังดู ถ้าประชามติออกมาแก้ไขรัฐธรรมนูญทั้งฉบับได้" ชูศักดิ์กล่าว

"ชูศักดิ์" สังเคราะห์ปัญหาที่อาจเกิดขึ้น หากแก้ไขรัฐธรรมนูญรายมาตราว่า 1.ถ้าเสนอแก้ไข 100 มาตรา

พรรคประชาธิปัตย์ก็จะค้านทั้ง 100 มาตรา

2.การแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา จะทำให้การแก้ไขรัฐธรรมนูญทำได้ยุ่งยาก ไม่ synchronize (คล้องจองกัน) และมันจะพันกัน จะยุ่งยากทั้งหมด

ความเห็นทำประชามติก่อนลงมติวาระ 3 ของ "ชูศักดิ์" มีแรงหนุนจาก "พรรคชาติไทยพัฒนา" สมาชิกพรรคร่วมรัฐบาล 1 ในผู้ถูกร้องขึ้นศาลรัฐธรรมนูญ เคียงข้างพรรคเพื่อไทย

"สมศักดิ์ ปริศนานันทกุล" เปิดเผยแนวทางว่า "มีความเป็นไปได้สูงที่จะสนับสนุนให้ทำประชามติก่อน ที่จะมีการโหวตร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระ 3"

เมื่อแรงหนุนจาก "พรรคชาติไทยพัฒนา" บวกกับแรงหนุนจากกลุ่ม ส.ว.สายเลือกตั้ง 76 คน

เป็นแรงหนุนที่ส่งผลต่อการกำหนดเกมของ "พรรคเพื่อไทย" ว่าจะเลือกแบบ 1.ทำประชามติก่อนลงมติวาระ 3 หรือ 2.ย้อนกลับให้รัฐสภาแก้ไขรัฐธรรมนูญเป็นรายมาตรา

จากเดิมปฏิทินแก้ไขรัฐธรรมนูญของพรรคเพื่อไทย กำหนดไว้ว่า "มกราคม 2557" รัฐธรรมนูญฉบับใหม่จะมีผลบังคับใช้อย่างเป็นทางการ

แต่เมื่อมีคำวินิจฉัยของศาลรัฐธรรมนูญ ส่งผลต่อการพิจารณากฎหมายสำคัญ ๆ ของ "รัฐบาล" และ "พรรคเพื่อไทย" ที่ต้องถอยร่น

โดยเฉพาะ "พ.ร.บ.ว่าด้วยความปรองดองแห่งชาติ" ตามไปด้วย

แหล่งข่าวจากทีมกฎหมายพรรคเพื่อไทยฟันธงว่า "หากยังแก้รัฐธรรมนูญไม่สำเร็จ แล้วส่ง พ.ร.บ.ปรองดองฯเข้าพิจารณาในสภา ก็จะมีปัญหาการตีความ เพราะมีหลายมาตราที่ขัดกับหลักรัฐธรรมนูญ เช่น ให้สมาชิก 109 ได้รับสิทธิเลือกตั้งกลับคืนมา ซึ่งเนื้อหากฎหมายอาจขัดกับรัฐธรรมนูญมาตรา 237 ที่ให้เพิกถอนสิทธิเลือกตั้งสมาชิก 109 เมื่อครั้งยุบ 5 พรรคการเมืองเมื่อปี 2551"

ความพยายามเรื่องปรองดอง และหวังบรรทัดสุดท้ายเรื่องนิรโทษกรรมให้ พ.ต.ท.ทักษิณ จะยังคงอยู่ในวาระเพื่อไทยต่อไป