updated: 19 ก.ค. 2555 เวลา 12:13:17 น.
ไซเบอร์สเปซเป็นโลกใบใหญ่สำหรับทุกคน เป็นแหล่งข้อมูล เป็นเวทีแจ้งเกิด และอื่น ๆ อีกมายมายในยุคสมัยปัจจุบัน เนื้อหาข้อมูลหลากหลายรูปแบบเพิ่มขึ้นทบทวีคูณ แน่นอนว่า ท่ามกลางความหลากหลายย่อมมีที่ไม่เหมาะไม่ควร หลายฝ่ายจึงเริ่มเป็นห่วง

"คมกฤช อุ่ยเต็กเค่ง" อาจารย์มหาวิทยาลัยศิลปากร หรือที่คนทั่วไปรู้จักกันดีในนาม "เชฟหมี" จากรายการ "ครัวกาก ๆ" ให้ความเห็นว่า ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีรายการบนอินเทอร์เน็ตเกิดขึ้นเป็นจำนวนมาก เพราะความง่ายในการผลิต และออกอากาศ ทำให้ตอนนี้ใคร ๆ ก็มีรายการเป็นของตัวเองได้ แต่รายการที่อยู่บนอินเทอร์เน็ต มีเนื้อหาที่ค่อนข้างแตกต่างกันมาก ส่วนใหญ่เน้นทำให้เนื้อหารายการจับเฉพาะกลุ่ม เช่น รายการเกี่ยวกับรถเก่า หรือการแต่งหน้า รวมถึงมีเรื่องเพศ และการเมือง
ยกตัวอย่างที่เห็นได้ชัด เป็นผลิตภัณฑ์ระงับกลิ่นกายยี่ห้อหนึ่งตั้งใจให้เนื้อหามีเรื่องเพศ แต่แฝงโฆษณาเพื่อทำให้เกิดความน่าสนใจ ทำให้มียอดคนดูเป็นจำนวนมาก และแบรนด์นั้น ๆ ก็เป็นที่รู้จักไปในตัว
"ความง่าย" ทำให้เด็กและเยาวชนหรือผู้ที่ต้องการมีชื่อเสียงหันมาทำรายการของตัวเองมากขึ้น เพราะแทบไม่มีค่าใช้จ่าย ถ้าทำให้ฉีกแนว ก็มีโอกาสที่แมวมอง หรือเจ้าของค่ายเพลงสนใจ ขณะที่ผู้ผลิตรายการบนฟรีทีวีเอง ก็หันมาทำรายการบนอินเทอร์เน็ตด้วย ภายใต้เหตุผลเดียวกัน
"รายการครัวกาก ๆ ที่ผมทำ อาจจะค่อนข้างหยาบ และมีเนื้อหาที่อาจห่ามไปบ้างสำหรับบางคนที่ดู เพราะไม่มีการเขียนสคริปต์ใด ๆ เป็นการจัดรายการเหมือนใช้ในชีวิตจริง หลังจากจัดไปสักพัก มีเสียงตอบรับทั้งในแง่บวกและลบ แต่ส่วนใหญ่คนดูชอบ ถือเป็นทางเลือกใหม่ของรายการทำกับข้าวที่ไม่เหมือนใคร แม้ว่าจะสกปรกไปบ้าง แต่ก็คือกิมมิกที่เราต้องการ
ขาย ก่อนเริ่มรายการ เรามีตัวหนังสือขึ้น เพื่ออธิบายเนื้อหาว่าต้องเจออะไรบ้าง ทำให้ผู้บริโภคัดสินใจได้ก่อนที่จะรับชม"
"คมกฤช" หรือเชฟหมี ในครัวกาก ๆ บอกว่า ปัจจุบันไม่ได้ทำรายการแล้ว เพราะมีภารกิจสอนหนังสือ
"การเข้ามาดูแลโดยผู้ใหญ่ ถือเป็นเรื่องจำเป็นเช่นกัน เพราะจะได้ให้ข้อมูลแก่คนที่ต้องการทำรายการบนอินเทอร์เน็ตได้อย่างถูกต้อง ทั้งเรื่องวิจารณญาณ และความถูกต้องทางวัฒนธรรม รวมถึงควรมีองค์กรอิสระที่เข้ามาควบคุมในเรื่องนี้ด้วย แต่ต้องคำนึงถึงเรื่องช่องทางการสื่อสาร และความเป็นสื่อทางเลือกด้วย โดยเฉพาะข้อหลังต้องระบุให้ดี เพราะต่างจากกรณีฟรีทีวี บนฟรีทีวีเป็นรายการที่หวังผล
กำไร ทำให้ต้องมีการกำกับเคร่งครัด แต่บนสื่ออินเทอร์เน็ตส่วนใหญ่ไม่มีเรื่องการหารายได้ ถ้าไปกำกับมากเกินไป อาจส่งผลให้เกิดกรอบ และไม่เป็นทางเลือกอีกต่อไปได้"
"เชฟหมี" ได้ให้คำแนะนำเกี่ยวกับการทำรายการบนอินเทอร์เน็ตไว้ว่า ต้องทำให้แปลกใหม่, ไม่เจาะกลุ่มเฉพาะ และต้อง
มีความหลากหลายของเนื้อหา เพื่อสร้างทางเลือกให้ผู้บริโภค และเพิ่มโอกาสให้สปอนเซอร์ที่จะเข้ามาสนับสนุนรายการ มากขึ้น
ด้านผู้ดำเนินรายการ "เมาท์มอย" ทางเว็บไซต์ประชาไท "ศาสวัตบุญศรี" แสดงความเห็นว่า เนื้อหารายการบนอินเทอร์เน็ตค่อนข้างอิสระมาก ทำให้เกิดคอนเทนต์ต่าง ๆ เยอะมาก แต่การที่รายการเหล่านั้นอยู่ได้ไม่นาน เพราะออกรายการถี่มากเกินไป ทำให้คนไม่ได้รอดู หรือเนื้อหารายการยาวเกินไปสำหรับหนึ่งตอน ทำให้ความน่าสนใจของคนดูลดลง แต่วิธีที่จะทำให้สำเร็จได้ ควรทำเนื้อหาให้มีความแตกต่าง และไม่ต้องกลัวว่าจับกลุ่มถูกต้อง โอกาสที่จะโด่งดังก็ไม่ใช่เรื่องยาก
"เมาท์มอยถือว่าเป็นรายการที่ประชาไท ค่อนข้างพอใจในแง่จำนวนคนดู แม้จะมีเพียงหลักพันก็ตาม แต่ด้วยเนื้อหาที่เป็นในแนวจิกกัดสังคมการเมือง ทำให้น่าจะมีคนชอบดูมากกว่ารายการที่มีเนื้อหาสาระจริงจัง ทั้งที่ลิงก์เข้าไปดูก็อยู่ใกล้กันในเว็บประชาไท"
"สุภิญญา กลางณรงค์" กสทช. กล่าวว่า กสทช.ไม่ได้มีหน้าที่เข้าไปควบคุมรายการบนอินเทอร์เน็ตโดยตรง เป็นหน้าที่ของกระทรวงไอซีทีมากกว่า ซึ่งทางกระทรวงไอซีทีเน้นไปในเรื่องการปิดเว็บหมิ่นฯเป็นหลัก ทำให้อาจมีรายการบนอินเทอร์เน็ต
ที่มีเนื้อหาไม่เหมาะสมยังคงมีอยู่ต่อไป ซึ่งโดยส่วนตัวมองว่า ถ้าจะใช้วิธีปิด ควรเปลี่ยนเป็นการให้คำแนะนำผ่านช่องทางต่าง ๆ เพื่อให้เขารู้ว่าอะไรที่ควรทำ หรือไม่ควรทำในการผลิตรายการกับสังคมไทย
"กสทช.ไม่ได้ดูเรื่องนี้โดยตรง ในฝั่งบรอดแคสต์ก็จะดูแลเกี่ยวกับทีวีภาคพื้นดิน รวมถึงเคเบิล และทีวีดาวเทียม อย่างที่บอก หน้าที่นี้อยู่กับกระทรวงไอซีที อินเทอร์เน็ตคือสื่อของทุกคน ดังนั้นการเข้าไปสร้างกรอบ หรือมีข้อกำหนดมากมาย คงทำไม่ได้ ไม่เช่นนั้นก็จะไม่ใช่สื่อทางเลือก ดังนั้นควรให้ข้อมูลความรู้แก่เด็กและเยาวชน รวมถึงคนที่อยากมีรายการบนอินเทอร์เน็ตมากกว่า เพื่อให้พวกเขาเข้าใจถึงความเหมาะสม มากกว่าเข้าไปปิดตรง ๆ"
"กสทช.-สุภิญญา" ทิ้งทายว่า เว็บไซต์ต่างประเทศก็มีส่วนช่วยเช่นกัน บางเว็บมีปุ่มรีพอร์ต เพื่อให้ผู้บริโภคที่คิดว่ารายการนั้นไม่เหมาะสม ช่วยแจ้งได้ ซึ่งก่อนหน้านั้นก็มีการกรองมาขั้นหนึ่งแล้ว แต่มีโอกาสหลุดมา ดังนั้น การร่วมมือกันทั้งสามฝ่าย ผู้บริโภค, ผู้ผลิตรายการ และผู้ควบคุม จะทำให้ปัญหาค่อย ๆ ลดลงในที่สุด
ฟาก "ปราโมทย์ โชคศิริกุลชัย" ประธานสมาพันธ์ สมาคมดิจิตอล คอนเทนต์บันเทิงไทย กล่าวว่า การทำรายการบนอินเทอร์เน็ตค่อนข้างอิสระมาก ทำให้เนื้อหามีความหลากหลาย แต่ในอีกด้านเนื้อหาบางส่วนอาจไม่เหมาะสมกับวัฒนธรรมไทย และเสี่ยงต่อการเป็นคดีความฟ้องร้องทางกฎหมายได้ เนื่องจากผู้ผลิตไม่ได้ระวังตัว เนื้อหาเน้นตามใจตัวเอง บางครั้งไม่สนใจด้วยว่าคนดูจะชอบหรือไม่ชอบ จึงอาจทำให้เด็กหรือเยาวชนมีโอกาสดูรายการไม่ดีได้
"การเข้าไปควบคุมอย่างเคร่งครัด คงไม่ใช่เรื่องดี เพราะอินเทอร์เน็ต ใครก็เข้าไปใช้ได้ ไม่มีการจำกัดความคิด แต่ถ้าลงไปดูแลเนื้อหาบ้าง มีข้อมูลเกี่ยวกับวัฒนธรรม และความเหมาะสมขึ้น ก็น่าจะดี แต่ถ้าจะต้องมีข้อกำหนด ก็คงต้องให้ผู้ใช้อินเทอร์เน็ตมาช่วยกันโวตว่าจะเอาแบบไหน ไม่ใช่ให้ตัวกลางจัดเองอย่างเดียว"


