ประชาชาติธุรกิจ
ออนไลน์

วันที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

กองทุนภัยพิบัติเฟ้นหา"รีอินชัวเรอร์" รับมือรง.ฟื้นแห่ซื้อประกันพุ่งแสนล.

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 19 ก.ค. 2555 เวลา 18:45:54 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

กองทุนภัยพิบัติพร้อมรับมือน้ำท่วมรอบใหม่ ดึง "รีอินชัวเรอร์" ร่วมประมูล 12-14 ราย จับตาไตรมาส 3 แรงซื้อประกันภัยพิบัติในพื้นที่นิคมอยุธยา-ปทุมฯ-นนทบุรี พุ่งหลายแสนล้าน หลังฟื้นธุรกิจวิ่งซื้อประกันคุ้มครองโรงงาน-เครื่องจักร ก่อนเดินเครื่องผลิต หลังเคลียร์สินไหมน้ำท่วมปีก่อนไปแล้ว 2.8 แสนล้านบาท



นายพยุงศักดิ์ ชาติสุทธิผล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ในฐานะประธานคณะกรรมการบริหารกองทุนส่งเสริมการประกันภัยพิบัติ เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า หลังจากบอร์ดบริหารกองทุนได้ปรับเงื่อนไขการประกันภัยพิบัติ โดยขยายวงเงินความรับผิดชอบสูงสุดต่อภัย (ซับลิมิต) แก่ภาคอุตสาหกรรมจาก 30% เป็น 50% โดยคิดเบี้ยประกันในระดับเดิมที่ 1.25% ของทุนประกัน ซึ่งล่าสุดสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้รายงานว่า มีบริษัทขนาดใหญ่แสดงความสนใจเข้ามาซื้อประกันของกองทุนมากขึ้น คิดเป็นทุนประกันหลายแสนล้านบาท

นอกจากนี้เพื่อกระตุ้นการขายประกันภัยพิบัติจากกองทุน ทางบอร์ดบริหารจึงได้จัดสรรงบประมาณ 40 ล้านบาท เพื่อจัดทำแผนประชาสัมพันธ์ในช่วงหลังจากนี้ โดย ณ วันที่ 10 ก.ค. 2555 กองทุนประกันภัยพิบัติมีการขายกรมธรรม์ไปกว่า 2.5 หมื่นกรมธรรม์ คิดเป็นค่าเบี้ยประกัน 18 ล้านบาท ทุนประกันเกือบ 3 พันล้านบาท โดยแยกเป็นประกันครัวเรือน 2.4 หมื่นกรมธรรม์ เอสเอ็มอี 310 กรมธรรม์ และอุตสาหกรรมขนาดใหญ่ 23 กรมธรรม์ ทั้งนี้บริษัทประกันได้ส่งให้กองทุนรับผิดชอบประมาณ 1.8 พันล้านบาท เบี้ยประกัน 12 ล้านบาท

โรดโชว์อังกฤษหารือินชัวเรอร์

นายประเวช องอาจสิทธิกุล เลขาธิการ คปภ. กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า บริษัทที่ต้องการซับลิมิตที่สูงกว่า 30% ไม่เกิน 50% มีเงื่อนไขว่า ต้องมีทุนประกันไม่ต่ำกว่า 1 พันล้านบาท และต้องมีการบริหารจัดการความเสี่ยงที่ดี ซึ่งกองทุนสามารถพิจารณาขยายจนเต็มทุนประกันก็ได้ เพียงแต่เงื่อนไขนี้ต้องพิจารณาเป็นรายกรณีไป โดยคาดว่าช่วงเดือน ต.ค. จะมีปริมาณการเอาประกันภัยพิบัติจะเพิ่มมากขึ้น โดยเฉพาะโรงงานในนิคมอุตสาหกรรม ซึ่งเป็นพื้นที่ที่น้ำท่วมหนักสุดปีที่แล้ว ซึ่งมีทุนประกันรวมกันอยู่ที่ราว 6-8 แสนล้านบาท ซึ่งคาดหวังตามฐานข้อมูลถึงสิ้นปีน่าจะมีทุนประกันถึงระดับ 5 แสนล้านบาท

พร้อมกันนี้บอร์ดบริหารกองทุนได้เห็นควรให้คณะอนุกรรมการพิจารณาเรื่องการทำประกันภัยต่อ (รีอินชัวเรอร์) เริ่มเตรียมการ ทั้งการแต่งตั้งที่ปรึกษา และเริ่มสรรหาการทำประกันภัยต่อต่างประเทศ ใน

เบื้องต้นจะมีการทำโรดโชว์ที่ประเทศอังกฤษ เพื่อสร้างความมั่นใจถึงแผนบริหารจัดการน้ำด้วย หลังจากนั้นจะเริ่มกระบวนการสรรหาบริษัทประกันภัยต่อ ซึ่งกองทุนคาดหวังว่า น่าจะมีบริษัทรับประกันภัยต่อเข้ามาร่วมประมูลแข่งขันราคาไม่ต่ำกว่า 12-14 บริษัท

นายประเวชกล่าวว่า หากปีนี้น้ำท่วมระดับเลวร้ายที่สุดคือเหมือนปีก่อน ความเสียหายก็น่าจะอยู่ที่ 5 แสนล้านบาท ดังนั้นความเสี่ยงก็น่าจะอยู่ในระดับเดียวกัน ซึ่งวงเงินการซื้อประกันภัยต่อก็จะอยู่ที่ประมาณ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งกองทุนต้องมีการกระจายความเสี่ยงส่วนหนึ่งไปยังบริษัทรับประกันภัยต่อต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ทางกองทุนต้องออกไปให้ความมั่นใจกับบริษัทรับประกันภัยต่อต่างประเทศด้วย เพื่อที่จะได้มีบริษัทสนใจเข้ามาแข่งราคากันมากขึ้น

ไตรมาส 3 ประกันภัยพิบัตพุ่ง

นายจีรพันธ์ อัศวะธนกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัย เปิดเผย "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ในช่วง 2-3 เดือนนี้มีความเป็นไปได้ที่จะมีดีมานด์ของการซื้อประกันภัยพิบัติเป็นทุนประกันหลักแสนล้านบาท เพราะเป็นช่วงที่ผู้ประกอบการหรือโรงงานที่ได้รับความเสียหายจากน้ำท่วมครั้งที่แล้วจะทยอยเริ่มกลับมาดำเนินธุรกิจอีกครั้ง จึงมีความต้องการซื้อประกันภัยเพื่อคุ้มครองความเสียหายสำหรับการดำเนินธุรกิจต่อไป ส่วนกรมธรรม์ที่ครบอายุนั้นก็เป็นเรื่องปกติ

"จากน้ำท่วมครั้งที่แล้วก็ใช้เวลาเคลมค่าสินไหมเฉลี่ย 6-9 เดือน ก็เป็นจังหวะเดียวกับที่ธุรกิจเริ่มฟื้นกลับมาผลิตได้เต็มที่อีกครั้ง หรือเครื่องจักรที่สั่งเข้ามาใหม่แทนเครื่องที่เสียหายก็จะเริ่มเข้ามาแล้ว ทำให้ต้องทำประกันภัยกันใหม่ ซึ่ง ณ เดือน มิ.ย.ที่ผ่านมามีการจ่ายสินไหมไปแล้วกว่า 2.8 แสนล้านบาท ฉะนั้นการประกันภัยใหม่ก็จะต้องมาคุ้มครองสินทรัพย์ในวงเงินเหล่านี้"

ทั้งนี้ ปริมาณความต้องการประกันภัยดังกล่าว น่าจะอยู่ในพื้นที่ที่ 3 จังหวัดหลักที่ได้รับความเสียหายหนักจากครั้งที่แล้ว คือ พระนครศรีอยุธยา ปทุมธานี และนนทบุรี ที่มีโรงงานอุตสาหกรรม

อยู่เป็นจำนวนมาก ดังนั้นช่วง 2-3 เดือนนี้จะเห็นบริษัทประกันภัยส่งทีมพิจารณารับประกันลงพื้นที่ประเมินความเสี่ยงเพื่อประกอบการพิจารณารับประกันค่อนข้างมากอย่างแน่นอน

ตั้งศูนย์ข้อมูลระดับความสูงน้ำ

นายจีรพันธ์กล่าวอีกว่า ล่าสุดทางสมาคมยังได้เป็นศูนย์กลางจัดทำข้อมูลระดับความสูงของน้ำและระยะเวลาที่เกิดน้ำท่วมใหญ่ในปีที่แล้วของแต่ละพื้นที่ เพื่อใช้เป็นมาตรฐานการประเมินความเสี่ยงภัยน้ำท่วมของแต่ละพื้นที่ โดยเฉพาะใน 3 จังหวัดดังกล่าว คาดว่าจะสรุปข้อมูลได้เสร็จเรียบร้อยภายในเดือน ส.ค. ก่อนจะส่งให้บริษัทประกันภัยต่าง ๆ นำไปใช้เป็นข้อมูลอ้างอิงเพื่อประเมินความเสี่ยงประกอบการพิจารณารับประกันภัยต่อไป

"ตอนนี้อัตราเบี้ยไม่น่าจะเปลี่ยนไปมากนัก เพราะได้ปรับไปตั้งแต่ครั้งที่แล้ว จากเดิมที่ความคุ้มครองภัยน้ำท่วมเหมือนแถมฟรี แต่ปีนี้ต้องเริ่มคิดค่าเบี้ยสำหรับความคุ้มครองน้ำท่วมมาตั้งแต่ต้นปีแล้ว โดยการทำประกันภัยพิบัติก็จะส่งต่อเข้ากองทุนส่งเสริมประกันภัยพิบัติที่มีอัตราเบี้ยกำหนดไว้แน่นอน ค่าเบี้ยส่วนอื่น ๆ ก็จะไม่ได้ปรับจากเดิมมากนัก โดยรวมตอนนี้ค่าเบี้ยก็คงไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากตอนต้นปีมากนัก"

ส่วนกรณีที่คณะกรรมการกองทุนส่งเสริมประกันภัยพิบัติได้ขยายวงเงินความคุ้มครองภัยพิบัติสำหรับลูกค้าธุรกิจเอสเอ็มอีและโรงงานอุตสาหกรรมได้สูงสุดถึง 50% ของทุนประกันหลัก จากเดิมไม่เกิน 30% นายจีรพันธ์ให้ความเห็นว่า กรณีนี้ไม่น่าจะส่งผลในทางจูงใจให้ผู้ประกอบการเข้ามาซื้อประกันภัยพิบัติเพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน เพราะซื้อเพิ่มขึ้นก็จะยิ่งทำให้ธุรกิจมีภาระค่าใช้จ่ายสูงขึ้นด้วย รวมถึงธุรกิจจำนวนมากอาจมีแผนงานรองรับความเสี่ยงไว้ส่วนหนึ่งแล้ว จึงอาจไม่ได้ต้องการซื้อความคุ้มครองในวงเงินสูงมาก

สลค.บี้แผนป้องกันน้ำท่วมล่าช้า

รายงานข่าวจากทำเนียบรัฐบาล เปิดเผยว่า สำนักเลขาธิการคณะรัฐมนตรี ได้ทำหนังสือเวียนถึงรัฐมนตรีและหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ลงวันที่ 6 ก.ค. 2555 เรื่อง เร่งรัดการดำเนินงานเกี่ยวกับการบริหารจัดการน้ำและป้องกันแก้ไขปัญหาอุทกภัย โดยอ้างถึงข้อสั่งการของนายกรัฐมนตรี ที่กำหนดให้โครงการในพื้นที่ต้นน้ำ ต้องดำเนินการให้แล้วเสร็จภายในเดือน มิ.ย. 2555 โครงการพื้นที่กลางน้ำต้องเสร็จในเดือน ก.ค. 2555 และโครงการในพื้นที่ปลายน้ำต้องเสร็จภายในเดือน ส.ค. 2555 แต่ปรากฏว่า มีความก้าวหน้าในภาพรวมแค่ 60%

ทั้งนี้ หนังสือจึงให้มีการเร่งรัดให้รัฐมนตรีว่าการกระทรวง และรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวง ที่มีโครงการในความรับผิดชอบ โดยเฉพาะโครงการที่มีความสำคัญและจำเป็นเร่งด่วน ลงพื้นที่เพื่อเร่งรัดติดตามการดำเนินโครงการให้แล้วเสร็จโดยเร็ว รวมทั้งให้ รมว.วิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี ประธานกรรมการบริหารจัดการน้ำและอุทกภัย (กบอ.) ประสานการดำเนินการกับนายยงยุทธ วิชัยดิษฐ รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เพื่อกำหนดแนวทางการดำเนินงานให้เกิดความคล่องตัว รวดเร็ว ทันกับสถานการณ์ รวมถึงการเร่งดำเนินการจัดทำประกาศเชิญชวนและขอบเขตงาน (TOR) เพื่อวางระบบบริหารจัดการน้ำและสร้างอนาคตประเทศ (3.5 แสนล้านบาท)