ประชาชาติธุรกิจ
เอชอาร์-ซีเอสอาร์

วันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

"ทีเอ็นไอ" ชูจุดแข็งธุรกิจ+อุตสาหกรรม เผยผลงาน 5 ปี ผลิตบัณฑิตครบสูตร

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 27 ก.ค. 2555 เวลา 15:40:26 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

การผลิตคนให้ตรงกับความต้องการของภาคอุตสาหกรรมถือเป็นเรื่องสำคัญที่สถาบันการศึกษาต้องตระหนัก เพราะเป็นการยืนยันในระดับหนึ่งว่าเด็กที่จบออกมานั้นไม่ตกงาน ได้งานทำตรงสาย และสอดคล้องกับตลาดแรงงาน

ด้วยความที่เป็นผลผลิตของสมาคมส่งเสริมเทคโนโลยี (ไทย-ญี่ปุ่น) ทำให้ "สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น" (Thai-Nichi Institute of Technology : TNI) ก่อตั้งขึ้นบนวัตถุประสงค์ต้องการสร้างบุคลากรอันมีความเชี่ยวชาญในเทคโนโลยีเฉพาะทาง เพื่อป้อนให้แก่ภาคธุรกิจและอุตสาหกรรม โดยได้รับการสนับสนุนจากหลายหน่วยงาน อาทิ องค์กรต่าง ๆ ของรัฐบาลญี่ปุ่น สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย หอการค้าญี่ปุ่น กรุงเทพฯ เปิดการเรียนการสอนเมื่อปี 2550

ตั้งกรอบ TNI Ways สร้างบัณฑิต

"รศ.กฤษดา วิศวธีรานนท์" อธิการบดีสถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น เล่าว่า การเรียนการสอนของสถาบันจะปลูกฝัง TNI Ways 5 ด้านคือ 1) Monozukuri เน้นให้เกิดการเรียนรู้ และสามารถลงมือทำได้เอง คิดเป็น ทำเป็น 2) 5 ส.จะใช้ทั้งในการเรียนและการทำกิจกรรม 3) Creative Thinking ความคิดสร้างสรรค์ ส่งเสริมให้เกิดการคิดสิ่งใหม่โดยหาเวทีให้แสดงความสามารถ 4) Kaizen ทำงานให้ออกมาดีและปรับปรุงต่อเนื่อง 5) Teamwork ฝึกให้ทำงานร่วมกันเป็นกลุ่ม

ขณะเดียวกัน ได้กำหนดเป้าหมายทักษะด้านภาษา ซึ่งถือเป็นจุดแข็งอีกอย่างหนึ่งของสถาบัน โดยก่อนที่นักศึกษาจะออกไปปฏิบัติงานสหกิจศึกษาจะต้องผ่านการสอบวัดระดับภาษาอังกฤษ ขณะนี้คะแนนเฉลี่ย TOEIC ของนักศึกษาอยู่ที่ 550

แต่สถาบันตั้งเป้าไว้ที่ 600 ทำให้นักศึกษาต้องกระตือรือร้นพัฒนาทักษะตัวเองเพิ่มขึ้น ส่วนภาษาญี่ปุ่นนักศึกษาจะได้เรียน 300 ชั่วโมงขึ้นไป และสอบวัดระดับได้ขั้น N4 เป็นระดับทั่วไปที่สามารถสื่อสารได้ ขณะที่สาขาบริหารธุรกิจญี่ปุ่นจะอยู่ขั้น N3 และ N2 สำหรับคนที่เก่งมาก

"แกนหลักของเราคือ นักศึกษาต้องเก่งด้านธุรกิจ โดยมีความรู้ด้านภาษาญี่ปุ่นระดับหนึ่งเพื่อสามารถสื่อสารกับคนญี่ปุ่นได้ เรามีนักศึกษาประมาณ 3,500 คน และด้วยข้อจำกัดของพื้นที่จะรับเพิ่มได้ไม่เกิน 4,000 คน เพราะไม่อยากให้อึดอัดเกินไป และเกรงว่าคุณภาพจะลดลง อย่างไรก็ตามปีหน้าเรามีแผนขยายอาคาร เมื่อขยายได้ครบตามแผนจะสามารถรองรับนักศึกษาเพิ่มได้อีกเป็น 5,000 คน"

ผลิตหลักสูตรเสริมทัพธุรกิจ-อุตฯ

นอกเหนือจากแผนการลงทุนทางกายภาพ ยังได้เปิดหลักสูตรสาขาใหม่ โดยปีนี้ได้เปิดสาขาวิศวกรรมอุตสาหการและโลจิสติกส์ (IE) และสาขาการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ (IB) ส่วนปีการศึกษา 2556 จะเปิดเพิ่มเติมในสาขาการบัญชี (AC) ซึ่งจะเน้นองค์ความรู้ระดับนานาชาติ รองรับสาขาของบริษัทญี่ปุ่นที่กระจายไปในหลายประเทศ

นอกจากนี้ ยังมีแนวคิดเปิดภาคอินเตอร์ในสาขาการจัดการธุรกิจระหว่างประเทศ (IB) เทคโนโลยีสารสนเทศ (IT) และภาษาญี่ปุ่น (JL) โดยการเปิดสาขาใหม่จะโฟกัสอยู่ใน 3 ด้านที่ถือว่าเป็นความเชี่ยวชาญของสถาบันคือ วิศวกรรมศาสตร์ เทคโนโลยีสารสนเทศ และบริหารธุรกิจ อย่างไรก็ดี ในอนาคตอาจเปิดสาขาวิชาสายสังคม เมื่อมีความพร้อมกว่านี้เพื่อก้าวไปสู่การเป็นมหาวิทยาลัย

สำหรับการทำโครงการสหกิจศึกษา จะมีบริษัทในเครือข่ายกว่า 400 แห่งรองรับ ซึ่งเป็นบริษัทญี่ปุ่นและไทยอย่างละครึ่ง ถือได้ว่ามีบริษัทมากพอในการรองรับนักศึกษา และเมื่อเรียนจบแล้วบริษัทมักต้องการนักศึกษาเข้าทำงานทันที

"ปัญหาตอนนี้คือเด็กไม่อยากเรียนสาขาวิศวกรรมการผลิต (PE) อาจเพราะเด็กไทยอยากเรียนอะไรที่สบายและเงินเดือนสูง กระนั้นแม้งานด้านนี้ดูเหมือนจะหนัก แต่ภาคธุรกิจต้องการสูงเช่นเดียวกันกับสาขาเทคโนโลยีสารสนเทศทางธุรกิจ (BI) ที่เด็กไม่ค่อยสนใจ ทั้งที่จบออกไปได้งานทำแน่ ทั้งเงินเดือนสูงด้วย"

"ยิ่งช่วงหลังญี่ปุ่นเข้ามาลงทุนในไทยเยอะขึ้น โดยเฉพาะบริษัทระดับเอสเอ็มอีที่ทำอะไหล่จะเป็นบริษัทลูกของฮอนด้า โตโยต้า ที่เข้ามาเยอะเพราะตอนนี้เงินเยนแพงมาก ขณะเดียวกันยังเป็นการถ่วงดุลการค้ากับจีน เพราะหากเขามีปัญหากับทางนั้นก็ยังมีเราที่กำลังจะก้าวสู่การเปิดเสรีอาเซียน ซึ่งไทยมีโครงสร้างพื้นฐานที่ดีเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน ไม่มีปัญหาไฟฟ้าดับเป็นสัปดาห์เหมือนในเวียดนาม" รศ.กฤษดากล่าว

อย่างไรก็ดี นักศึกษามักไม่ค่อยรู้จักบริษัทระดับนี้ ทั้ง ๆ ที่เป็นบริษัทใหญ่ไม่แพ้กับแบรนด์ดัง ดังนั้นเราจึงทำเว็บไซต์ www.jobtni.com เป็นสื่อกลางรวมตำแหน่งงานของบริษัทญี่ปุ่น เพื่อช่วยให้ทางบริษัทญี่ปุ่นได้คนเข้าไปทำงาน ขณะที่นักศึกษาก็ได้งาน โดยเปิดกว้างให้บุคคลภายนอกสามารถมาสมัครงานที่เว็บข้างต้นได้

เน้นแลกเปลี่ยนประสบการณ์ญี่ปุ่น

"พรอนงค์ นิยมค้า โฮริคาวา" รองอธิการบดีฝ่ายวิเทศสัมพันธ์และประชาสัมพันธ์ สถาบันเทคโนโลยีไทย-ญี่ปุ่น กล่าวเพิ่มเติมว่า อีกหนึ่งจุดแข็งของสถาบันคือการแลกเปลี่ยนนักศึกษากับมหาวิทยาลัยญี่ปุ่น ซึ่งได้ทำ MOU กับ 32 แห่ง ทั้งมหาวิทยาลัย สถาบันวิจัย และโรงเรียนเฉพาะทางในประเทศญี่ปุ่น แต่ละปีมีนักศึกษาไปญี่ปุ่นประมาณ 200 คน หรือประมาณ 20% ของนักศึกษาเข้าใหม่แต่ละปี ขณะเดียวกันก็มีนักศึกษาญี่ปุ่นเข้ามาแลกเปลี่ยนปีละประมาณ 50 คน

อีกทั้งเพื่อเตรียมพร้อมกับการเปิดเสรีอาเซียน จึงเริ่มรับนักศึกษาจากประเทศอาเซียนเข้ามาศึกษา ซึ่งปีนี้ได้ทำ MOU กับมหาวิทยาลัยในประเทศลาว และปีหน้าจะทำเพิ่มเติมกับอินโดนีเซีย, เวียดนาม และประเทศอื่น ๆ ในอาเซียน ยิ่งไปกว่านั้นปัจจุบันยังมีโครงการ One Asia ซึ่งเปิดเป็นวิชาเลือกเสรีเกี่ยวกับการเตรียมตัวเข้าสู่ประชาคมอาเซียน โดยให้อาจารย์จากประเทศในเอเชีย เช่น ญี่ปุ่น, สิงคโปร์, เวียดนาม, บังกลาเทศ, อินโดนีเซีย ฯลฯ เข้ามาสอนนักศึกษา

โดยหลังจากเรียนภาควิชาการแล้ว จะมีการออกทริปโดยรถบัสไปตามมหาวิทยาลัย และสถานที่ต่าง ๆ ในเมืองเสียมราฐ, โฮจิมินห์ซิตี โดยจะมีนักศึกษาจากประเทศอื่น ๆ ในเอเชียมาร่วมด้วย โครงการมุ่งสู่ AEC ลักษณะนี้ TNI ริเริ่มทำโดยได้รับทุนจากมูลนิธิของญี่ปุ่นจำนวน 3 ล้านเยน (ประมาณล้านบาทเศษ)

นอกจากนี้ ในวันที่ 28 ก.ค.นี้ จะมีงานฉลองครบรอบ 5 ปี TNI (TNI DAY : Thai-Nichi Festival 2012) มีกิจกรรมและการแสดงสไตล์ญี่ปุ่น เช่น การแสดงกลองญี่ปุ่น (ไทโกะ) หรือเมืองจำลองญี่ปุ่น การออกบูทโครงการบริษัทจำลอง รวมถึงคณะต่าง ๆ ได้จัดกิจกรรมการแข่งขันชิงรางวัลต่าง ๆ มากมาย ซึ่งเปิดโอกาสให้นักเรียน นักศึกษา และบุคคลทั่วไปเข้าร่วมกิจกรรมต่าง ๆ เหล่านี้ได้

งานนี้นอกจากจะเป็นการฉลองเนื่องในวันครบรอบ 5 ปีของสถาบันแล้ว

ผู้บริหารสถาบันยังกล่าวอย่างภาคภูมิใจว่า การดำเนินการจัดงาน จัดกิจกรรมทั้งหมดเกิดขึ้นจากตัวนักศึกษาเป็นการทำกันเอง ผู้ใหญ่เพียงแต่มีหน้าที่ช่วยสนับสนุนและเป็นที่ปรึกษา สมกับ

1 ใน 5 วิธีปลูกฝังนักศึกษาของสถาบันที่เรียกว่า "Monozukuri" ที่เน้นให้เกิดการเรียนรู้ และสามารถลงมือทำได้เอง คิดเป็น ทำเป็น

ด้วยความหวังว่าเมื่อจบการศึกษาแล้ว คนรุ่นใหม่เหล่านี้ก็จะได้เป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาองค์กรธุรกิจและอุตสาหกรรม รองรับการเติบโตทางเศรษฐกิจทั้งในและต่างประเทศได้ต่อไป