ประชาชาติธุรกิจ
เศรษฐกิจในประเทศ

วันที่ 28 พฤษภาคม พ.ศ. 2560

รัฐบาลปูผุดแผนวาระแห่งชาติเออีซี ไทยตั้งเป้ายึดลงทุน"พม่า-อินโดฯ"9อุตสาหกรรม

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 29 ก.ค. 2555 เวลา 22:39:06 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

"ยิ่งลักษณ์" ผุดวาระแห่งชาติควบแผนแม่บท "เออีซี" กระทรวงอุตฯสั่งตั้งทีโอไอเปิดศูนย์ประสานนักลงทุนไทยขยายทั่วอาเซียน ด้านนักวิชาการงัดข้อมูลแนะรีบชิงยึดหัวหาด 3 ประเทศ "พม่า-เวียดนาม-อินโดนีเซีย" 9 อุตสาหกรรม อาหาร เกษตรแปรรูป สิ่งทอ เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนยานยนต์ ก่อสร้าง ความงามสปา ท่องเที่ยวบริการ ร้านอาหาร



นางสาวยิ่งลักษณ์ ชินวัตร นายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ได้มีนโยบายทำวาระแห่งชาติและแผนแม่บทประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน (AEC) พร้อมทั้งให้ทุกกระทรวงเร่งจัดทำแผนรายละเอียดมานำเสนอภายในไม่เกินสิ้นปีนี้ โดยยึดกรอบเออีซีทั้ง 3 เสาหลัก ทั้งทางด้านเศรษฐกิจ ความมั่นคง และวัฒนธรรม

ม.ร.ว.พงษ์สวัสดิ์ สวัสดิวัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม เปิดเผยว่า หลังประชุมกับนายกรัฐมนตรีเสร็จสิ้นลง ได้สั่งการให้สำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ดำเนินการปรับปรุงเงื่อนไขการส่งเสริมกลุ่มอุตสาหกรรมขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs) ของไทย ขยายการลงทุนในกลุ่มประเทศอาเซียน และจัดตั้งศูนย์ประสานงานการลงทุนในต่างประเทศ (TOI) ให้แล้วเสร็จภายในปีนี้

ด้านนายบุญทรง เตริยาภิรมย์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ กล่าวว่า ได้เริ่มนโยบายสนับสนุนธุรกิจคนไทยเข้าไปเป็นหุ้นส่วนทางการค้ากับประเทศเพื่อนแทนการเป็นคู่แข่ง พร้อมทั้งนำร่องการเจรจาเรื่องนโยบายค้าข้าวรวมกลุ่มเป็นตลาดเดียวกัน 5 ประเทศ มีไทย เวียดนาม พม่า กัมพูชา สปป.ลาว ซึ่งมีปริมาณส่งออกข้าวไปยังตลาดรวมกันมากถึง 2 ใน 3 ของโลก โดยจะทำให้เกิดเป็นรูปธรรมโดยเร็วที่สุดก่อนเปิดเออีซีปี 2558

เร่งไทยชิงลงทุน 9 สาขา

ขณะเดียวกัน ทางมหาวิทยาลัยหอการค้าไทยกับธนาคารทีเอ็มบีร่วมมือกันระดมนักวิชาการรวบรวมผลการศึกษาศักยภาพของแต่ละประเทศที่เอกชนไทยควรจะเข้าไปพัฒนาธุรกิจ 3 ประเทศ ได้แก่ พม่า เวียดนาม อินโดนีเซีย การลงทุนในอุตสาหกรรมซึ่งเป็นโอกาสทองของไทย 9 สาขา ประกอบด้วย อาหาร เกษตรแปรรูป สิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องใช้ไฟฟ้า ชิ้นส่วนยานยนต์ ก่อสร้าง ความงามและสปา ท่องเที่ยวและธุรกิจต่อเนื่อง ร้านอาหารไทย โดยจะต้องศึกษารายละเอียดกฎหมายอย่างรอบคอบด้วย ส่วนก่อนและหลังเปิดเออีซี สมาชิกอาเซียน 10 ประเทศจะมีอัตราการขยายตัวทางเศรษฐกิจซึ่งวัดจากผลิตภัณฑ์มวลรวมภายในประเทศ (GDP) แตกต่างกันอย่างเห็นได้ชัด โดยไทยจะขยายคงที่เฉลี่ยปีละ 4.5-5% อินโดนีเซีย พม่า กัมพูชาจะขยายสูงสุดจาก 6% เป็น 7-8% (ดูตารางประกอบ)

พม่า-อินโดฯมาแรง

นายอัทธ์ พิศาลวานิช คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า พม่าเหมาะขยายฐานการผลิตในอุตสาหกรรมที่ใช้แรงงานจำนวนมาก เช่น สิ่งทอ อาหารแปรรูป เกษตรกรรม เพราะมีทรัพยากรมหาศาล แรงงานจำนวนมาก ค่าแรงต่ำ ผู้ประกอบการต้องไปฝึกทักษะแรงงาน พัฒนาสินค้าคุณภาพ หาแหล่งเงินทุน และปรับปรุงเทคโนโลยี และควรใช้แนวทางหาพันธมิตรท้องถิ่นส่งสินค้าไปทดลองตลาดก่อนตั้งโรงงาน อุตสาหกรรมอื่น ๆ ที่มีโอกาส ได้แก่ อุตสาหกรรมก่อสร้าง เครื่องจักรกล เกษตรกรรม และชิ้นส่วนยานยนต์ ด้านอุตสาหกรรมอาหารสามารถเจาะตลาดพม่าได้เฉพาะชา กาแฟ ไอศกรีม ส่วนอาหารฟาสต์ฟู้ด หรืออาหารสมัยใหม่อื่น ๆ ยังขายไม่ได้ เพราะชาวพม่านิยมอาหารปิ่นโต

อุปสรรคในการลงทุนได้แก่ 1.การระงับการคว่ำบาตรทางเศรษฐกิจของสหรัฐอเมริกาและสหภาพยุโรปเป็นเพียงมาตรการชั่วคราว 2.โครงสร้างพื้นฐานยังไม่พร้อม ทั้งไฟฟ้า ปั๊มน้ำมัน เครือข่ายโทรศัพท์ และอินเทอร์เน็ต และ 3.พม่าถูกขึ้นบัญชีดำเรื่องการฟอกเงินจาก FATF ส่วนการเมืองถือว่าวางใจได้ในระดับหนึ่งว่าการปฏิวัติจะน้อยลง

ส่วนอินโดนีเซีย ไทยมีโอกาสลงทุนด้านก่อสร้าง เพราะอีก 5-10 ปีข้างหน้า อินโดนีเซียจะลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐาน เน้นขนส่งทางน้ำและถนนมากขึ้น มูลค่าการลงทุน 59,000 ล้านเหรียญสหรัฐ ซึ่งรวมถึงโครงการสร้างสะพานแขวนที่ใหญ่และยาวที่สุดในโลก ชื่อ Sunda Strait Bridge Project เพื่อเชื่อมระหว่างเกาะสุมาตราและเกาะชวา สะพานประกอบด้วยถนน 6 เลน รางรถไฟ และท่อส่งก๊าซ รถยนต์ใช้เวลาเดินทาง 60 นาที ขณะที่ความเสี่ยงในอินโดนีเซียคือภัยธรรมชาติ มีน้ำท่วมและแผ่นดินไหวประมาณ 3 ครั้ง/ปี สินค้าอาหารก็ต้องได้รับเครื่องหมายฮาลาล

นางวิจิตรา ล.เฉลิมชัยชนะ อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า อุตสาหกรรมที่นักลงทุนไทยควรลงทุนในเวียดนาม ได้แก่ ผลิตภัณฑ์อาหาร อาหารแปรรูป เกษตรแปรรูป สิ่งทอและเสื้อผ้าสำเร็จรูป เครื่องใช้ไฟฟ้า ร้านอาหาร ร้านกาแฟ

และเบเกอรี่ ธุรกิจเสริมความงามและสปา การท่องเที่ยวและธุรกิจต่อเนื่อง ซึ่งผู้ประกอบการไทยควรหาพันธมิตรท้องถิ่นมาดูแลเรื่องกฎระเบียบซึ่งไม่แน่นอน โดยเฉพาะเรื่องที่ดินราคาแพง และศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคที่แตกต่างกันตามภาคเป็นอย่างดี ด้านโครงสร้างพื้นฐานของเวียดนามยังไม่ดีนัก โดยเฉพาะไฟฟ้า การตั้งโรงงานในนิคมอุตสาหกรรมจึงปลอดภัยที่สุด

เบอร์ลี่ฯแนะเคล็ดลับลงทุน

นายอัศวิน เตชะเจริญวิกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท เบอร์ลี่ ยุคเกอร์ จำกัด (มหาชน) หรือบีเจซี กล่าวว่า การลงทุนในอาเซียนต้องพิจรณาหลายปัจจัย ได้แก่ ความพร้อมของตลาด กฎหมาย คู่แข่งระดับท้องถิ่นและระดับโลก และความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานในประเทศนั้น ๆ อย่างกัมพูชา และ สปป.ลาว ควรส่งสินค้าไปขายมากกว่าตั้งโรงงาน เพราะคมนาคมยังไม่ดี ตลาดเล็ก แต่คุ้นเคยกับสินค้า จึงตอบรับเป็นอย่างดี การลงทุนตั้งร้านอาหารและค้าปลีกไปได้ดี

ส่วนพม่าควรนำสินค้าเข้าไปขายก่อนจึงตัดสินใจตั้งโรงงาน แล้วจึงค่อยหาจังหวะลงทุน เพราะตัวบทกฎหมายกับแนวทางปฏิบัติอาจไม่ตรงกัน อุปสรรคสำคัญก็มีโครงสร้างพื้นฐาน ไฟฟ้าไม่สม่ำเสมอ ไม่สามารถใช้โทรศัพท์ข้ามประเทศได้ ค่าโทรศัพท์มีราคาแพง ขาดแคลนแรงงานฝีมือภาคอุตสาหกรรม เพราะชาวพม่าส่วนใหญ่คุ้นเคยกับเกษตรกรรม

ขณะที่เวียดนามเหมาะลงทุนด้านค้าปลีกและกระจายสินค้า ด้วยตลาดที่กว้าง เพราะประชากรกว่าครึ่งเป็นวัยทำงาน Genation Y นิยมสินค้ามีรสนิยม อุปสรรคคือที่ดินแพงมาก กฎหมายไม่พร้อมหลายเรื่อง แต่ก็ยังเปิดโอกาสให้ลงทุน มีท่าเรือน้ำลึก นิคมอุตสาหกรรม ส่วนวัฒนธรรมการทำงาน คนเวียดนามจะเปลี่ยนงานบ่อย และไม่ฟังคนชาติอื่น เพราะเชื่อในศักดิ์ศรีของชาติตัวเอง ในอนาคตคาดว่าเศรษฐกิจในกลุ่มประเทศ CLMV จะดำเนินรอยตามประเทศไทย