updated: 11 ส.ค. 2555 เวลา 11:41:07 น.
ถึง
เรื่องโชค ดวง วาสนา จะไม่น่าเอามากล่าวอ้างเป็นเหตุผลของการแข่งขันกีฬา
แต่สำหรับเส้นทางในโอลิมปิกเกมส์ 2012 ของ "เจ้าไอ" "เป็นเอก การะเกตุ"
นักเทควันโดหนุ่มทีมชาติไทยแล้ว
บางครั้งคนที่คอยลุ้นคอยเป็นกำลังใจก็คงอดคิดไม่ได้เหมือนกันว่า "ถ้า"
มันเป็นอย่างนั้น "ถ้า" มันเป็นอย่างนี้ ผลลัพธ์ที่ออกมา
จะต่างออกไปหรือไม่?
ถ้าไอไม่โชคร้ายโดนจับสลากไปชนกับ "อี แดฮุน"
แชมป์โลกและแชมป์เอเชี่ยนเกมส์ ชาวเกาหลีใต้
(ซึ่งต้องลดรุ่นมาเจอกันเนื่องจากในโอลิมปิกมีพิกัดน้ำหนักเพียง 4 รุ่น)
ตั้งแต่รอบแรก บางทีเส้นทางการลุ้นเหรียญรางวัลของเขาอาจสดใสกว่านี้
เพราะอย่างน้อยก็อาจทะลุถึงรอบชิง
ไม่ใช่มารอลุ้นชิงเหรียญทองแดงอย่างที่เป็น
ถ้าฝั่งโค้ชของ "ออสการ์
มูนอซ โอเวียโด้" จากโคลอมเบีย
ไม่เหลือสิทธิประท้วงขอดูภาพรีเพลย์ในรอบชิงเหรียญทองแดง
ลูกเตะศีรษะเสี้ยววินาทีสุดท้ายของไอก็จะเป็นแต้ม
และทำให้เขาคว้าเหรียญทองแดงไปครองทันที
แน่นอนว่ากีฬาระดับนี้
ถ้าอยากเป็นที่ 1 ก็ต้องไม่เกี่ยงเรื่องคู่แข่ง
และสิทธิประท้วงของโคลอมเบียก็เป็นไปตามกติกา
ซึ่งหนุ่มไอไม่เคยนำเรื่องเหล่านี้เป็นข้ออ้างเลย
(เพียงแต่คนเชียร์อย่างเราๆ ท่านๆ อดเสียดายไม่ได้ก็เท่านั้น)
แถมยังแสดงความเป็นสุภาพบุรุษนักกีฬา
เข้าสวมกอดมูนอซด้วยรอยยิ้มระหว่างรอคำตัดสินเรื่องภาพรีเพลย์
และพร้อมยอมรับความพ่ายแพ้โดยไม่ขัดข้องใจใดๆ
...ถึงแม้ว่ามันจะเป็นความผิดหวังอย่างที่สุดของหนุ่มวัย 22 ปีก็ตาม
เจ้าไอยิ้มเหนื่อยๆ กับกองทัพนักข่าวไทยหลังแข่งจบว่า ถือว่าตนทำเต็มที่ทุกอย่างแล้ว เพียงแต่ไม่สามารถเป็นผู้ชนะได้เท่านั้น
เพราะ
ไม่ใช่แค่ครั้งนี้ แต่เป็นการแข่งขันรายการใหญ่ๆ หลายครั้งที่ผ่านมาด้วย
ไม่ว่าจะเป็นเอเชี่ยนเกมส์ 2010 ที่เมืองกว่างโจว ประเทศจีน
ซึ่งพ่ายให้นักกีฬาไต้หวันในรอบชิงอย่างมีข้อกังขา
หรือตอนชิงแชมป์เอเชียที่มาแพ้ให้อี แดฮุน อย่างฉิวเฉียดในรอบชิงเหมือนกัน
คำ
ประกาศหลังจากนั้นยิ่งทำให้ทุกคนใจหาย เพราะถึงจะไม่ได้พูดชัดเจนแบบฟันธง
แต่คำบอกเล่าว่า "พอแล้ว"
ของหนุ่มไอคล้ายจะสื่อว่าจะไม่ร่วมแข่งขันในนามทีมชาติอีกต่อไป
หรือไม่ก็เลิกเล่นเทควันโดไปเลย
ไอขยายความต่อว่า
ยังไม่ใช่คำประกาศที่เด็ดขาดถึงขั้นนั้น
เพราะพร้อมที่จะเล่นประคองทีมไปเรื่อยๆ เพื่อรอน้องๆ
พัฒนาขึ้นมาเป็นกำลังสำคัญในรุ่น 58 กก.ที่ตัวเองเล่นอยู่
และยอมรับอย่างตรงไปตรงมาว่า
สาเหตุหนึ่งที่ทำให้คิดแบบนี้ก็เพราะเรื่องรูปร่างสรีระร่างกายเป็นสำคัญ
เพราะตัวเองตัวเตี้ยกว่า เล็กกว่าเขา เลยทำให้เสียเปรียบเอามากๆ
ประเด็น
นี้แม้แต่ผู้ใหญ่ในสมาคมอย่าง "ปรีชา ต่อตระกูล"
อุปนายกสมาคมเทควันโดแห่งประเทศไทย ก็บอกว่า
การนำเกราะไฟฟ้ามาใช้กลายเป็นดาบสองคมของกีฬานี้
เพราะในทางหนึ่งช่วยให้เกิดความบริสุทธิ์โปร่งใสในการตัดสินมากขึ้นก็จริง
แต่อีกทางก็ทำให้ธรรมชาติของการแข่งขันเปลี่ยนไป
เพราะเพียงแค่ถีบก็มีโอกาสทำแต้มได้ ใครตัวใหญ่กว่า ช่วงขายาวกว่า
จึงได้เปรียบเต็มๆ เพราะสามารถยันถีบได้
ทั้งที่กีฬาเทควันโดควรเป็นเรื่องของการ "เตะ" มากกว่า "ถีบ" แท้ๆ
ความ
ทดท้อของเป็นเอกทำให้ผู้ใหญ่สมาคมหลายคนออกอาการเสียดายอย่างที่สุด
เพราะถึงเจ้าไอจะเสียเปรียบเรื่องรูปร่าง แต่เรื่องฝีมือกับวินัยนั้น
ถือว่าสุดยอดจริงๆ โดยมีเหรียญทองเยาวชนโลก (ปี 2006), เหรียญทองซีเกมส์
ครั้งที่ 25, เหรียญทองชิงแชมป์เอเชีย ครั้งที่ 19
และอีกมากมายเป็นเครื่องการันตี
ด้วยเหตุนี้จึงหวังจะหว่านล้อมให้อยู่เล่นต่อ หรือไม่ก็ผันตัวเองเป็นโค้ช
โดยเจ้าไอบอกไว้ก่อนหน้านี้แล้วว่า การตัดสินใจว่าจะเลิกไม่เลิกนั้น
ต้องคุยกับผู้ใหญ่และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง "โค้ชเช" "เช ยอง ซ็อก"
ผู้มีพระคุณด้วยว่าคิดเห็นอย่างไร
เรื่องกตัญญูรู้คุณนั้นถือเป็นอีกหนึ่งคุณสมบัติน่าชื่นใจของนิสิตหนุ่มจาก "มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์" คนนี้
เหตุผล
ที่ไอคิดจะเลิกเล่นเทควันโดที่สำคัญอีกประการก็คือ
อยากหางานทำเป็นหลักแหล่งเป็นเรื่องเป็นราว
เพราะใกล้เรียนจบจากคณะสถาปัตยกรรมศาสตร์แล้ว
และอยากมีงานทำมาเลี้ยงดูพ่อแม่ให้ท่านได้อยู่สบายไม่ต้องลำบาก
หลังจากที่ท่านดูแลช่วยเหลือเป็นกำลังใจเรื่องการแข่งขันกีฬามาโดยตลอด
แต่นี่ยังเป็นประเด็นในอนาคตที่ต้องผ่านการกลั่นกรองตัดสินใจอีกหลายระดับ กว่าที่จะได้ข้อสรุปว่า เส้นทางของเจ้าไอจะไปทางไหนกันต่อ
อ้อ!
ถ้าจะมีอะไรสักเรื่องที่ทำให้แฟนๆ
ได้อมยิ้มบนความผิดหวังในการตกรอบของหนุ่มไอ ก็คงเป็นเรื่อง "จิ้น" (มาจาก
"imagine" หรือจินตนาการ) จับคู่หนุ่มไทยกับอี แดฮุน
คู่แข่งหน้าใสสไตล์เค-ป๊อป ซึ่งนักข่าวเกาหลีบอกนักข่าวไทยหลังจบรอบแรกว่า
อี แดฮุน ให้สัมภาษณ์ว่า เป็นแมตช์ที่หนักมาก
เป็นเอกกับตนโชคร้ายที่มาเจอกันเองตั้งแต่รอบแรก
จึงจะพยายามไปให้ถึงรอบชิงให้ได้
เพื่อที่เป็นเอกจะได้มีลุ้นเหรียญทองแดงด้วย
ว่ากันว่า งานนี้
"จิ้น" กันยาวขนาดมีการแต่งเติมบทสนทนาจักจี้หัวใจที่เห็นแล้วต้องอมยิ้มตาม
แต่พอส่งต่อๆ
กันผ่านโซเชียลเน็ตเวิร์กแล้วก็ทำให้สื่อบางสำนักนึกว่าเป็นเรื่องจริงไปได้
ถ้าย้อนเอาไปถามตัวสองหนุ่มเรื่องนี้ คงพากันงงกันบ้างล่ะ!
