updated: 11 ส.ค. 2555 เวลา 21:12:55 น.
ย้อน
กลับไปเมื่อ 230 ปีที่แล้ว
ในช่วงขวบปีแรกของการสถาปนากรุงรัตนโกสินทร์ขึ้นเป็นราชธานีของ
"อาณาจักรสยาม" ได้ไม่นานนัก ทางฝั่ง "อาณาจักรพม่า"
ได้เกิดการเปลี่ยนแปลงภายในอย่างมากมาย เมื่อ "พระเจ้าโบดอพญา
หรือพระเจ้าปดุง" ได้ก่อการรัฐประหารซ้อนชิงราชสมบัติคืนจาก
"พระเจ้ามองหม่อง" ผู้เป็นหลาน
ที่เพิ่งจะได้ขึ้นนั่งบัลลังก์ไม่ครบอาทิตย์ด้วยการรัฐประหาร
"พระเจ้าจิงกูจา" เช่นเดียวกัน พร้อมทั้งสถาปนาตนเองขึ้นครองกรุงรัตนอังวะ
ในฐานะของกษัตริย์ลำดับที่ 6 แห่งราชวงศ์คองบอง
ราชวงศ์สุดท้ายแห่งอาณาจักรพม่า
และทันทีที่พระเจ้าปดุงควบคุมความ
วุ่นวายในอาณาจักรพม่าเสร็จสิ้น
จึงได้ยกทัพเข้ายึดครองอาณาจักรยะไข่หรืออาระกัน
ที่ยังไม่เคยมีใครครอบครองได้อย่างเบ็ดเสร็จมาก่อน จนสำเร็จในเวลาไม่นาน
ทำให้พระเจ้ากรุงพม่าองค์นี้เกิดความฮึกเหิมประกาศจะทำสงครามพิชิตอาณาจักร
โมกุล (อินเดีย), จีน และสยาม
แน่นอนว่าพระเจ้าปดุงเริ่มโจมตีกรุง
รัตนโกสินทร์ที่เพิ่งสร้างเสร็จ และเคยเป็นเมืองขึ้นของพม่าในยุคของ
"พระเจ้าอลองพญา" ผู้เป็นพ่อมาก่อน ด้วยการส่งทัพใหญ่จำนวน 9
ทัพยกเข้ามาปิดล้อมเหนือ
ใต้ของอาณาจักรสยามแบบมืดฟ้ามัวดินด้วยทหารกว่าสองแสนคน
จนกลายเป็นตำนาน "สงคราม 9 ทัพ" ที่ถูกเล่าขานถึง
พระ
ปรีชาสามารถในการต้านข้าศึกจำนวนมหาศาลด้วยกำลังพลที่น้อยกว่าถึงสองเท่าของ
พระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช (ร.1),
สมเด็จพระบวรราชเจ้ามหาสุรสิงหนาท และสมเด็จเจ้าฟ้ากรมพระอนุรักษ์เทเวศร์
สืบทอดกันจนมาถึงทุกวันนี้ทั้งในรูปของหนังสือและบทละคร-ภาพยนตร์
ขยับ
กลับมาสู่ปัจจุบันในปี 2555 อันเป็นปีมหามงคลแห่งปวงชนชาวไทยทั้งประเทศ
เนื่องจาก "สมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ"
ทรงเจริญพระชนมพรรษาครบ 80 พรรษา ในวันที่ 12 สิงหาคมนี้ "กองทัพบก" และ
"ธนาคารกสิกรไทย"
จึงถือโอกาสนี้จัดทำหนังสือประวัติศาสตร์และภาพยนตร์สารคดีกึ่งละคร เรื่อง
"ศึกเก้าทัพ" ขึ้นมา เพื่อเป็นการเทิดพระเกียรติสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
พระบรมราชินีนาถ พร้อมทั้งให้ความรู้ความเข้าใจเรื่องราวของประวัติศาสตร์
และพระปรีชาสามารถของบูรพกษัตริย์แห่งกรุงรัตนโกสินทร์
เป็นการกระตุ้นเลือดรักชาติให้ตื่นตัวอยู่ตลอดเวลา
"พลเอกประยุทธ์
จันทร์โอชา" ผู้บัญชาการทหารบก
ได้กล่าวถึงที่มาที่ไปของโปรเจ็กต์ครั้งนี้ว่า
เกิดจากความชื่นชอบในเรื่องราวของสงครามเก้าทัพเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว
จากการที่ตนเองได้ดูภาพยนตร์และได้ศึกษาหนังสือเกี่ยวกับสงครามใหญ่ครั้ง
นั้นจากในค่ายทหารมาโดยตลอด เนื่องจากสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์
พระบรมราชินีนาถ ทรงเล็งเห็นว่า
เรื่องราวของสงครามเก้าทัพเป็นสิ่งที่มีประโยชน์
และจะช่วยให้คนไทยมีความรักชาติมากยิ่งขึ้น
จึงอยากให้คนไทยโดยเฉพาะทหารได้ดูเอาไว้เป็นแบบอย่าง
"สมเด็จพระนาง
เจ้าสิริกิติ์ พระบรมราชินีนาถ
รับสั่งอยู่เสมอว่าอยากให้คนไทยได้ดูสงครามเก้าทัพ
เพราะเรื่องนี้จะทำให้เรารู้ว่าเราเป็นใคร รากเหง้าเป็นยังไง
และรู้ว่าบรรพบุรุษของเราเก่งกล้าแค่ไหน เสียสละอะไรไปบ้าง
เมื่อเราเข้าใจก็จะมีความรักชาติมากยิ่งขึ้นไปอีก"
ทางด้านคุณหญิงวิมล ศิริไพบูลย์ หรือที่เรารู้จักกันดีในชื่อของ
"ทมยัน
ตี" ผู้มีบทบาทในการเขียนบทสารคดีกึ่งละคร
และควบคุมดูแลเนื้อหาทั้งหมดในศึกเก้าทัพได้เปิดใจว่า
"หากเราไม่สามารถเอาชนะพม่าในสงครามเก้าทัพ
เราจะไม่มีกรุงเทพฯให้นั่งกันอยู่อย่างทุกวันนี้
เราจะต้องตกเป็นเมืองขึ้นของพม่า ถัดมาอีก 40 ปี
เมื่อพม่าตกเป็นเมืองขึ้นของอังกฤษ
ไทยก็ต้องโดนไปด้วยเพราะเป็นเมืองขึ้นของพม่า
และบางทีชะตากรรมของคนไทยอาจจะต้องเป็นแบบชาวโรฮิงญาก็เป็นได้"
"ใน
ฐานะบรรณาธิการหนังสือและบท ขอรับประกันว่า "ศึกเก้าทัพ" ที่กำลังจัดทำนี้
เป็นหนังสือที่คณาจารย์ค้นคว้าประมวลข้อมูลทางประวัติศาสตร์มาอย่างถูกต้อง
ครบถ้วนทั้งเนื้อหา สาระ
และความบันเทิงของการเล่าเรื่องที่สอดแทรกเข้าไปไม่ให้น่าเบื่อ"
ทมยันตียืนยัน
สารคดีกึ่งละครเรื่อง "ศึกเก้าทัพ"
สามารถรับชมได้ทางช่อง 5 ทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 22.00-22.30 น.
ตั้งแต่เดือนพฤศจิกายนนี้เป็นต้นไป
หรือหากสนใจเก็บสะสมเป็นคอลเล็กชั่นสามารถสั่งซื้อ
"หนังสือประวัติศาสตร์และสารคดีกึ่งละครแบบดีวีดีจำนวน 12 ตอน"
ได้ที่ธนาคารกสิกรไทย ในราคาชุดละ 1,280 บาท
สำหรับรายได้โดยไม่หักค่าใช้จ่ายจะมอบให้กับกองทัพบกเพื่อโรงพยาบาลค่ายทหาร
ต่อไป
