ประชาชาติธุรกิจ
ออนไลน์

วันที่ 26 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ไทยเบฟฯซื้อหุ้น "เอฟ&เอ็น-เอพีบี" สปริงบอร์ดดัน "ช้าง-โออิชิ" สู่เวทีโลก

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 11 ส.ค. 2555 เวลา 18:29:10 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

เป็นข่าวใหญ่ที่แวดวงธุรกิจจับตามองมากที่สุดกรณีหนึ่ง สำหรับข่าว "ไทยเบฟเวอเรจ" ผู้ผลิตและจำหน่ายเครื่องดื่มของราชันย์น้ำเมาไทย "เจริญ สิริวัฒนภักดี" ประกาศซื้อหุ้นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์สิงคโปร์ 2 บริษัทพร้อม ๆ กันคือ "เฟรเซอร์ แอนด์ นีฟ" หรือเอฟแอนด์เอ็น ลิมิเต็ด (F&N) เจ้าของธุรกิจเครื่องดื่ม อสังหาริมทรัพย์ สิ่งพิมพ์ รายใหญ่ในสิงคโปร์ และ "เอเชีย แปซิฟิก บริวเวอรี่" หรือเอพีบี (APB) ผู้ผลิตและจำหน่ายเบียร์ชื่อดัง "ไทเกอร์" ซึ่งมีฐานะเป็นบริษัทลูกของเอฟแอนด์เอ็น คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 7 หมื่นล้านบาท

การรุกฆาตของ "เจ้าสัวเจริญ" ครั้งนี้ ถือเป็นการเขย่าฐานที่มั่นของ "ไฮเนเก้น" ค่ายเบียร์เบอร์ 3 ของโลก ในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ให้เกิดอาการสั่นคลอนได้อย่างไม่เคยมีมาก่อน

นั่นเพราะไฮเนเก้น อินเตอร์เนชั่นแนล บี.วี. เป็นหนึ่งในผู้หุ้นใหญ่ของเอพีบี

ผู้คร่ำหวอดในวงการเครื่องดื่มแอลกอฮอล์รายหนึ่ง มองความเคลื่อนไหวครั้งสำคัญของค่ายน้ำเมายักษ์ของเมืองไทยว่า มีปัจจัยมาจาก 2 เรื่องหลัก ๆ คือ ประการแรก วันนี้อาณาจักรไทยเบฟฯของเจ้าสัวเจริญใหญ่เกินกว่าที่จะเล่นอยู่เฉพาะเวทีในประเทศ ประการที่สอง การเปิดเออีซีในปี 2558 จะเป็นตัวแปรสำคัญที่ทำให้สภาพแวดล้อมทางธุรกิจ สภาพแวดล้อมทางการตลาดเปลี่ยนไป

ที่ผ่านมา ไทยเบฟฯยังได้มีการสะสม "ขุมกำลัง" ไว้อย่างมากมายในทุกมิติ ทั้งกำลังคนที่ดึงคนชั้นหัวกะทิจากทั้งภาครัฐและเอกชนมาช่วยทำงานเป็นจำนวนมาก หรือในส่วนของสินค้าวันนี้ในฟอร์ต

โฟลิโอก็มีครบเครื่อง ไล่เรียงมาตั้งแต่เครื่องดื่มชูกำลัง น้ำผลไม้ ชาเขียว น้ำดื่ม นี่ยังไม่รวมเหล้า-เบียร์ที่เป็นจุดแข็ง และมีหลายแบรนด์ที่มีศักยภาพที่จะไปโตในต่างแดน หรือแม้กระทั่งเครือข่ายโลจิสติกส์ที่มีศักยภาพมหาศาลอย่างเสริมสุข

ส่วนเรื่องเงินทุนไม่ใช่ปัญหาของค่ายน้ำเมายักษ์ใหญ่รายนี้ ลำพังเพียงแค่ "ชื่อเจ้าสัวเจริญ" แบงก์ก็พร้อมจะประเคนให้กู้อย่างถวายหัว ดูกรณีการซื้อหุ้นเสริมสุขแข่งกับเป๊ปซี่-โค เป็นตัวอย่าง

เมื่อประตูเออีซีเปิด หากไทยเบฟฯไม่ก้าวไปสู่เวทีโลก ยักษ์ใหญ่จากต่างประเทศเขาก็จะกรีฑาทัพเข้ามาในประเทศ แล้วทำไมจะต้องนั่งรอให้ต่างชาติรุกเข้ามาก่อน เมื่อมีความพร้อมทุกขุมกำลัง ไทยเบฟฯจึงเปิดเกมบุกออกไปใน ตปท.ก่อน เป็นการสร้างความได้เปรียบในเชิงธุรกิจการค้า

นี่คือคำตอบของแม่ทัพใหญ่ไทยเบฟฯ

และที่เจ้าสัวเจริญ "อ่านอย่างทะลุปรุโปร่ง" คือ วันนี้สิงคโปร์เป็นศูนย์กลางธุรกิจการค้าที่สำคัญที่สุดของภูมิภาคเอเชีย สิงคโปร์จึงน่าจะเป็นช่องทางสำคัญของสินค้าแบรนด์ต่าง ๆ ที่มีอยู่ในมือ

หากมีชัยเหนือไฮเนเก้น ไม่เพียงแต่จะได้เบียร์แบรนด์ดัง ไทเกอร์ และแองเคอร์ (Anchor) ที่ล้วนได้รับความนิยมและมีมาร์เก็ตแชร์ในอันดับต้น ๆ ในหลายประเทศในอาเซียน และทำตลาดใน 60 ประเทศ ในเอเชีย-แปซิฟิก ยุโรป สหรัฐอเมริกา แคนาดา ออสเตรเลีย และแอฟริกา จึงเท่ากับว่า ไทยเบฟฯจะมีเครือข่ายทางการตลาดและช่องทางเพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว

นี่คือโอกาส ช้าง แม่โขง โออิชิ ฯลฯ ที่จะออกไปประกาศศักดาในต่างแดน แต่อีกมุมหนึ่ง คนที่ตกที่นั่งลำบากก็คือไฮเนเก้น

ย้อนกลับไปตั้งแต่กลางเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา ไทยเบฟฯได้เซ็นสัญญาจะซื้อจะขายหุ้นเอฟแอนด์เอ็น 22% จากธนาคารโอเวอร์ซี-ไชนีส แบงกิ้ง คอร์ป (โอซีบีซี) และบริษัท เกรท อีสเทิร์น โฮลดิ้ง ในเครือโอซีบีซี และใช้ "เครือข่าย" ไคน์เดส เพลส กรุ๊ป (Kindest Place Groups) ไปซื้อหุ้นเอพีบีในสัดส่วน 8.2% และยังมีความเคลื่อนไหวในการทยอยซื้อหุ้นเอฟแอนด์เอ็นจากนักลงทุนรายย่อยในตลาดเพิ่ม

ไทยเบฟฯน่าจะถือครองเอฟแอนด์เอ็นอยู่ 24.1% หรือมีสถานภาพเป็น "ผู้ถือหุ้นใหญ่" เอฟแอนด์เอ็น และทำให้ไฮเนเก้นซึ่งถือหุ้นเอพีบี 42% ต้องลุกขึ้นสู้เพื่อปกป้องผลประโยชน์ของตัวเอง ด้วยการทุ่มเม็ดเงินกว่า 1.2 แสนล้านบาท เสนอซื้อหุ้นเอพีบีที่เอฟแอนด์เอ็นถืออยู่ในสัดส่วน 40% พร้อมทั้งจะเสนอซื้อหุ้นที่เหลือทั้งหมด

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ความเคลื่อนไหวการช่วงชิงการเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ของเอพีบียังมีให้เห็นอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดเมื่อวันที่ 10 สิงหาคมที่ผ่านมา ทันทีที่ตลาดหุ้นสิงคโปร์เปิดทำการซื้อขาย ราคาหุ้นเอฟแอนด์เอ็นพุ่งขึ้นไปถึง 2% หลังจากมีการซื้อขายแบบบิ๊กลอต จำนวน 18.8 ล้านหุ้น หรือประมาณ 1.3% ของหุ้นที่ออกจำหน่าย

ปรากฏการณ์ที่เกิดขึ้น เทรดเดอร์คาดว่าจะเป็นคำสั่งซื้อจากไทยเบฟฯ เพื่อเพิ่มการถือครองหุ้นเอฟแอนด์เอ็น

หรือก่อนหน้านี้ วันที่ 7 สิงหาคม ไคน์เดส เพลส กรุ๊ป ที่มีนายโชติพัฒน์ พีชานนท์ บุตรเขย นายเจริญ ได้เสนอซื้อหุ้น 7.3% เอพีบี จากเอฟแอนด์เอ็น ราคาหุ้นละ 55 ดอลลาร์สิงคโปร์ ซึ่งสูงกว่าไฮเนเก้นที่เสนอซื้อหุ้นเอพีบีในราคาหุ้นละ 50 ดอลลาร์สิงคโปร์ (กำหนดสิ้นสุด 16 สิงหาคม) หรือเมื่อวันที่ 3 สิงหาคม เอฟแอนด์เอ็นตกลงที่จะขายหุ้นเอพีบีที่ถืออยู่ทั้งทางตรงและทางอ้อมให้ไฮเนเก้น ในราคาหุ้นละ 50 ดอลลาร์สิงคโปร์ เป็นเงินทั้งสิ้น 5.2 พันล้านดอลลาร์สิงคโปร์ หรือประมาณ 4.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ

สำนักข่าวรอยเตอร์สวิเคราะห์ความเคลื่อนไหวที่เกิดขึ้นว่า ไฮเนเก้นกำลังประสบปัญหา หากบริษัทในกลุ่มของนายเจริญประสบความสำเร็จ และสามารถถือหุ้นเอพีบีได้มากกว่า 15% นอกจากนี้ ไทยเบฟฯอาจจะใช้สิทธิในฐานะที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่เอฟแอนด์เอ็น ในการลงคะแนนคัดค้านมติของคณะกรรมการเอฟแอนด์เอ็นในการขายหุ้นเอพีบีให้ไฮเนเก้นด้วย

"สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ไฮเนเก้นต้องตัดสินใจว่า จะเพิ่มมูลค่าข้อเสนอซื้อของตนใหม่ หากยังต้องการจะมีอำนาจการควบคุมในเอพีบี" สำนักข่าวรอยเตอร์สระบุ

ขณะที่สำนักข่าวบลูมเบิร์กมองเรื่องราวที่เกิดขึ้นผ่าน Goh Han Peng นักวิเคราะห์จากบริษัทหลักทรัพย์DMG&Partners ว่า ท้ายที่สุดแล้ว มีความเป็นไปได้ที่ไฮเนเก้นจะเสนอราคาซื้อหุ้นเอพีบีในราคาที่สูงกว่าไคน์เดส เพลส กรุ๊ป เสนอ

แม้ว่าเรื่องนี้อาจจะยังไม่มีบทสรุปได้ในเร็ววัน แต่เกมธุรกิจนี้ก็จะเป็นกรณีศึกษาที่คนในแวดวงต้องกล่าวขานไปอีกนาน