ประชาชาติธุรกิจ
หุ้น-การเงิน

วันที่ 24 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ปลุกชีพทองรูปพรรณรับ AEC ถึงเวลาปรับตัว...ก่อนโดนตีตลาด

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 17 ส.ค. 2555 เวลา 17:14:08 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ขณะที่กระแสการรวมตัวของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2558 กำลังเป็นประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการหลายอุตสาหกรรมต้องศึกษา เพื่อให้สามารถปรับตัวทันต่อความเปลี่ยนแปลงและผลักดันให้ธุรกิจเติบโตต่อไป ได้นั้น ในมุมของธุรกิจค้าทองกลับกำลังอยู่ในภาวะน่าเป็นห่วง โดยเฉพาะการค้า "ทองรูปพรรณ"

ที่ไม่มีการพัฒนาหรือเตรียมความพร้อมใด ๆ จนทำให้ "จิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี" นายกสมาคมค้าทองคำ ต้องออกโรงเตือนครั้งใหญ่

"จิต ติ" เล่าให้ "ประชาชาติธุรกิจ" ฟังว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา สถานการณ์ตลาดค้า "ทองคำรูปพรรณ" กำลังตกที่นั่งลำบาก เพราะถูกลดระดับความสำคัญลงอย่างต่อเนื่อง จนทำให้ปัจจุบันมีสัดส่วนยอดขายเหลือเพียง 10% ของปริมาณการค้าทองทั้งหมด ต่างจากที่เคยมีปริมาณการขายสูงกว่า 80-90%

สาเหตุของการเสื่อมความ นิยมเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย โดยประการแรก เป็นผลมาจากการที่ "ทองคำเพื่อการลงทุน" เช่น สัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า

(โกลด์ ฟิวเจอร์ส) ได้รับความนิยมมากขึ้น ขณะเดียวกันทองคำแท่งก็ได้รับการพัฒนารูปแบบให้มีขนาดเล็กลง จนทำให้ลงทุนง่าย ใช้เงินลงทุนน้อยลง และได้เปรียบกว่าเมื่อขายคืน เนื่องจากจะไม่ถูกคิดค่ากำเหน็จเหมือนทองรูปพรรณ

นอกจากนี้ยังเกิด จากปัญหาด้าน "ต้นทุน" ซึ่งที่ผ่านมาจะพบได้ว่า ราคาวัตถุดิบทองคำที่ใช้เป็นส่วนผสมแพงขึ้นโดยตลอด จึงทำให้ทองรูปพรรณไทยที่มีสัดส่วน "เนื้อทองคำ" ประมาณ 96.5% จึงมีต้นทุนสูงกว่าทองเค (K) ของต่างประเทศ ที่มีสัดส่วนเนื้อทองคำที่น้อยกว่า

โดยทองเคนั้นจะมีสัดส่วนของ ทองคำในระดับที่ต่างกัน เช่น ทอง 22เค มีส่วนผสมเนื้อทอง 91.52% ทอง 18เค มีส่วนผสม 74.88% ทอง 14เค มีส่วนผสม 58.24% ซึ่งแม้จะมีเนื้อทองน้อยกว่าเมื่อเทียบกับทองรูปพรรรณไทย แต่ก็ได้รับความนิยมเป็นที่ยอมรับจากทั่วโลก จึงทำให้เป็นที่น่าวิตกว่าทองเค อาจจะเข้ามาแทนที่ และตีตลาดทองคำรูปพรรณไทยได้ในอนาคต โดยเฉพาะทองเค ของมาเลเซีย และอินโดนีเซีย ที่มีความก้าวหน้าด้านการผลิตสูงกว่าไทย

"จิตติ" เล่าต่อว่า อุปสรรคประการสุดท้ายของอุตสาหกรรมคือ "ร้านช่างทอง" ซึ่งทำหน้าที่ผลิตทองคำรูปพรรณเพื่อจำหน่ายร้านค้าทองรายย่อย (ทองตู้แดง) ที่ยังคงไม่มีการปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาวะตลาดและพฤติกรรมผู้ บริโภค และยังเน้นผลิตในรูปแบบเดิมด้วยการใช้แรงงานคน จึงอาจทำให้เสียเปรียบหากต้องแข่งกับทองเค ที่ผลิตได้เร็ว ต้นทุนต่ำกว่า และมีแนวโน้มที่จะได้รับความนิยมสูงขึ้นเรื่อย ๆ

"เหลืออีก 2 ปีกว่าก็จะเปิด AEC แล้ว แต่ที่ผ่านมาวงการทองรูปพรรณในไทยยังไม่ได้เตรียมรับมือเลย ส่วนใหญ่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า AEC คืออะไร สมาคมจึงต้องออกมาเตือน ไม่อย่างนั้นเราจะเสียโอกาสการแข่งขัน เพราะเมื่อเปิดตลาดแล้ว ทองเค ต่างประเทศที่นำเข้ามาจะไม่ต้องเสียภาษีศุลกากร 20% อีกต่อไป ดังนั้นเราจึงต้องปรับตัวเพื่อรักษาตลาดไว้ ไม่อย่างนั้นถ้าเขาเข้ามาเยอะ แล้วเรามีปัญหาต้นทุน ปัญหาการผลิต ร้านช่างทองรายเล็กอาจต้องหายไปถึง 90% ซึ่งก็จะกระทบกับทองตู้แดงด้วย"

ดังนั้นเพื่อให้ทันต่อความเปลี่ยน แปลง สมาคมแนะนำว่า "ร้านช่างทอง" ทั่วประเทศไทย ทั้งขนาดกลางและเล็กควรต้องจับมือเป็นเครือข่าย เพื่อร่วมกันศึกษาการผลิตทองเค พร้อมทั้งพัฒนาสินค้า และร่วมลงทุนซื้อเครื่องจักรผลิตทองเค โดยเฉพาะ ซึ่งเบื้องต้นน่าจะใช้เงินทุนราว 10 ล้านบาท สำหรับโรงงานขนาดกลาง แต่จะมีประโยชน์ในการรักษาตลาดทองคำรูปพรรณไทยให้ยังคงอยู่ได้ในระยะยาว

อย่างไรก็ตาม "จิตติ" ชี้ว่า แม้

อุตสาหกรรม ทองรูปพรรณไทยจะปรับตัว แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ทองรูปพรรณไทยกลับมาขึ้นแท่นเป็นผู้นำในลำดับ ต้น ๆ ของโลกอย่างเช่นเมื่อหลายสิบปีก่อนได้ เพราะที่ผ่านมาหลายประเทศได้พัฒนาไปไกลมากแล้ว ดังนั้นสิ่งที่ทองรูปพรรณไทยต้องเผชิญในเวลานี้คือต้อง "รักษาตลาด" เพื่อให้มีที่ยืนของทองคำไทยเมื่อเปิด AEC ไม่ใช่เพื่อ "รุกตลาด" ไปยังประเทศอื่น

"การที่จะเร่งปรับตัวตอนนี้ ความจริงก็ถือว่าค่อนข้างช้าไปแล้ว แต่ถ้าเริ่มทำได้เป็นเรื่องดี จะช่วยให้ไม่ต้องสูญเสียตลาดไป เพราะในอนาคตคนใช้ทองจะแบ่งชัดระหว่างทองเพื่อการลงทุน กับทองรูปพรรณเพื่อการสวมใส่ เราเองก็ต้องปรับตัวด้วย"

เหลือเวลาอีกไม่นานที่คนในอุตสาหกรรม "ทองรูปพรรณ" จะต้องตัดสินใจว่า อยาก "ปลุกชีพ" หรือ "ปิดฉาก" ตลาดนี้