updated: 17 ส.ค. 2555 เวลา 17:14:08 น.
ขณะที่กระแสการรวมตัวของประชาคมเศรษฐกิจอาเซียน หรือ AEC
ที่กำลังจะเกิดขึ้นในปี 2558
กำลังเป็นประเด็นสำคัญที่ผู้ประกอบการหลายอุตสาหกรรมต้องศึกษา
เพื่อให้สามารถปรับตัวทันต่อความเปลี่ยนแปลงและผลักดันให้ธุรกิจเติบโตต่อไป
ได้นั้น ในมุมของธุรกิจค้าทองกลับกำลังอยู่ในภาวะน่าเป็นห่วง
โดยเฉพาะการค้า "ทองรูปพรรณ"
ที่ไม่มีการพัฒนาหรือเตรียมความพร้อมใด ๆ จนทำให้ "จิตติ ตั้งสิทธิ์ภักดี" นายกสมาคมค้าทองคำ ต้องออกโรงเตือนครั้งใหญ่
"จิต
ติ" เล่าให้ "ประชาชาติธุรกิจ" ฟังว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา
สถานการณ์ตลาดค้า "ทองคำรูปพรรณ" กำลังตกที่นั่งลำบาก
เพราะถูกลดระดับความสำคัญลงอย่างต่อเนื่อง
จนทำให้ปัจจุบันมีสัดส่วนยอดขายเหลือเพียง 10% ของปริมาณการค้าทองทั้งหมด
ต่างจากที่เคยมีปริมาณการขายสูงกว่า 80-90%
สาเหตุของการเสื่อมความ
นิยมเกิดขึ้นจากหลายปัจจัย โดยประการแรก เป็นผลมาจากการที่
"ทองคำเพื่อการลงทุน" เช่น สัญญาซื้อขายทองคำล่วงหน้า
(โกลด์
ฟิวเจอร์ส) ได้รับความนิยมมากขึ้น
ขณะเดียวกันทองคำแท่งก็ได้รับการพัฒนารูปแบบให้มีขนาดเล็กลง
จนทำให้ลงทุนง่าย ใช้เงินลงทุนน้อยลง และได้เปรียบกว่าเมื่อขายคืน
เนื่องจากจะไม่ถูกคิดค่ากำเหน็จเหมือนทองรูปพรรณ
นอกจากนี้ยังเกิด
จากปัญหาด้าน "ต้นทุน" ซึ่งที่ผ่านมาจะพบได้ว่า
ราคาวัตถุดิบทองคำที่ใช้เป็นส่วนผสมแพงขึ้นโดยตลอด
จึงทำให้ทองรูปพรรณไทยที่มีสัดส่วน "เนื้อทองคำ" ประมาณ 96.5%
จึงมีต้นทุนสูงกว่าทองเค (K) ของต่างประเทศ
ที่มีสัดส่วนเนื้อทองคำที่น้อยกว่า
โดยทองเคนั้นจะมีสัดส่วนของ
ทองคำในระดับที่ต่างกัน เช่น ทอง 22เค มีส่วนผสมเนื้อทอง 91.52% ทอง 18เค
มีส่วนผสม 74.88% ทอง 14เค มีส่วนผสม 58.24%
ซึ่งแม้จะมีเนื้อทองน้อยกว่าเมื่อเทียบกับทองรูปพรรรณไทย
แต่ก็ได้รับความนิยมเป็นที่ยอมรับจากทั่วโลก
จึงทำให้เป็นที่น่าวิตกว่าทองเค อาจจะเข้ามาแทนที่
และตีตลาดทองคำรูปพรรณไทยได้ในอนาคต โดยเฉพาะทองเค ของมาเลเซีย
และอินโดนีเซีย ที่มีความก้าวหน้าด้านการผลิตสูงกว่าไทย
"จิตติ"
เล่าต่อว่า อุปสรรคประการสุดท้ายของอุตสาหกรรมคือ "ร้านช่างทอง"
ซึ่งทำหน้าที่ผลิตทองคำรูปพรรณเพื่อจำหน่ายร้านค้าทองรายย่อย (ทองตู้แดง)
ที่ยังคงไม่มีการปรับตัวรองรับการเปลี่ยนแปลงของสภาวะตลาดและพฤติกรรมผู้
บริโภค และยังเน้นผลิตในรูปแบบเดิมด้วยการใช้แรงงานคน
จึงอาจทำให้เสียเปรียบหากต้องแข่งกับทองเค ที่ผลิตได้เร็ว ต้นทุนต่ำกว่า
และมีแนวโน้มที่จะได้รับความนิยมสูงขึ้นเรื่อย ๆ
"เหลืออีก 2
ปีกว่าก็จะเปิด AEC แล้ว
แต่ที่ผ่านมาวงการทองรูปพรรณในไทยยังไม่ได้เตรียมรับมือเลย
ส่วนใหญ่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่า AEC คืออะไร สมาคมจึงต้องออกมาเตือน
ไม่อย่างนั้นเราจะเสียโอกาสการแข่งขัน เพราะเมื่อเปิดตลาดแล้ว ทองเค
ต่างประเทศที่นำเข้ามาจะไม่ต้องเสียภาษีศุลกากร 20% อีกต่อไป
ดังนั้นเราจึงต้องปรับตัวเพื่อรักษาตลาดไว้ ไม่อย่างนั้นถ้าเขาเข้ามาเยอะ
แล้วเรามีปัญหาต้นทุน ปัญหาการผลิต ร้านช่างทองรายเล็กอาจต้องหายไปถึง 90%
ซึ่งก็จะกระทบกับทองตู้แดงด้วย"
ดังนั้นเพื่อให้ทันต่อความเปลี่ยน
แปลง สมาคมแนะนำว่า "ร้านช่างทอง" ทั่วประเทศไทย
ทั้งขนาดกลางและเล็กควรต้องจับมือเป็นเครือข่าย
เพื่อร่วมกันศึกษาการผลิตทองเค พร้อมทั้งพัฒนาสินค้า
และร่วมลงทุนซื้อเครื่องจักรผลิตทองเค โดยเฉพาะ
ซึ่งเบื้องต้นน่าจะใช้เงินทุนราว 10 ล้านบาท สำหรับโรงงานขนาดกลาง
แต่จะมีประโยชน์ในการรักษาตลาดทองคำรูปพรรณไทยให้ยังคงอยู่ได้ในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม "จิตติ" ชี้ว่า แม้
อุตสาหกรรม
ทองรูปพรรณไทยจะปรับตัว
แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าจะทำให้ทองรูปพรรณไทยกลับมาขึ้นแท่นเป็นผู้นำในลำดับ
ต้น ๆ ของโลกอย่างเช่นเมื่อหลายสิบปีก่อนได้
เพราะที่ผ่านมาหลายประเทศได้พัฒนาไปไกลมากแล้ว
ดังนั้นสิ่งที่ทองรูปพรรณไทยต้องเผชิญในเวลานี้คือต้อง "รักษาตลาด"
เพื่อให้มีที่ยืนของทองคำไทยเมื่อเปิด AEC ไม่ใช่เพื่อ "รุกตลาด"
ไปยังประเทศอื่น
"การที่จะเร่งปรับตัวตอนนี้
ความจริงก็ถือว่าค่อนข้างช้าไปแล้ว แต่ถ้าเริ่มทำได้เป็นเรื่องดี
จะช่วยให้ไม่ต้องสูญเสียตลาดไป
เพราะในอนาคตคนใช้ทองจะแบ่งชัดระหว่างทองเพื่อการลงทุน
กับทองรูปพรรณเพื่อการสวมใส่ เราเองก็ต้องปรับตัวด้วย"
เหลือเวลาอีกไม่นานที่คนในอุตสาหกรรม "ทองรูปพรรณ" จะต้องตัดสินใจว่า อยาก "ปลุกชีพ" หรือ "ปิดฉาก" ตลาดนี้
