updated: 20 ส.ค. 2555 เวลา 18:01:02 น.
ทีมข่าวการเมือง
หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ
เมื่อผลการนับคำแนน “ลับ” ในรอบที่ 2
ของการเลือกรองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 แทน “นิคม ไวยรัชพานิช” ที่ต้องอำลาเก้าอี้
เพื่อเขยิบขึ้นไปเป็นประธานสภาสูงคนใหม่
ปรากฏว่า ที่ประชุมวุฒิฯ ได้มีมติเลือก “สุรชัย
เลี้ยงบุญเลิศชัย” ส.ว.สายสรรหา เป็นรองประธานวุฒิฯ คนที่ 1 ด้วยคะแนน 73 ต่อ 69
เฉือนเอาชนะ “สุรเดช จิรัฐิติเจริญ” ส.ว.ปราจีนบุรี ไปเพียง 4 คะแนน
ทำให้นับจากนี้ สภาหินอ่อนในยุคที่ “นิคม” เป็นประธาน จึงมีส่วนผสมมาจากสายเลือกตั้ง 2
คน คือ “นิคม” และ “พรทิพย์ โล่ห์วีระ จันทร์รัตนปรีดา” ส.ว.ชัยภูมิ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 2
และสายสรรหาอีก 1 คนคือ “สุรชัย”
เมื่อพลิกดูโปรไฟล์ของ “สุรชัย”
พบว่า ก่อนเข้ามาสู่สภาสูงเคยเป็นทั้ง กรรมการเนติบัณฑิตยสภา - กรรมการบริหาร เนติบัณฑิตยสภา -
อุปนายกฝ่ายปฏิบัติการ สภาทนายความ - กรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (คณะสัญญา)
สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค
กระทั่งหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 “สุรชัย”
ได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ปี 2550 เป็นหนึ่งในผู้กำเนิดรัฐธรรมนูญปัจจุบัน
หลังจาก ส.ส.ร.2550 หมดวาระ มีการเลือกตั้ง ส.ว.ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ “สุรชัย”
ได้รับเลือกให้เป็น ส.ว.สรรหา ภาควิชาการ จนกระทั่งได้รับเลือกจากที่ประชุมให้นั่งเก้าอี้รองประธานวุฒิฯ
คนที่ 1
“สุรชัย” แสดงวิสัยทัศน์ก่อนการลงคะแนนลับว่า หากได้รับเลือกให้นั่งเก้าอี้รองประธาน
จะพลิกโฉมฐานข้อมูลด้านกฎหมาย ที่อาจเป็นปัญหาของการพิจารณาให้ดีขึ้น รวมทั้ง
ปรับปรุงวิธีการประสานงานกับรัฐบาลในการตั้งกระทู้ถาม เพื่อให้ชัดเจน
กระทู้ถามจะได้มีประสิทธิภาพ
“และจะรักษาภาพลักษณ์ของ ส.ว. และวุฒิสภาให้เป็นกลาง
เป็นอิสระ ไม่มีการแทรกแซงจากอำนาจภายนอก
เพื่อให้วุฒิสภาเป็นที่ยอมรับของสังคมและเป็นพึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง”
เมื่อ “สุรชัย” ได้รับการโหวตให้เป็นรองประธานวุฒิฯ คนที่หนึ่งตามที่ตั้งใจ
จึงต้องดูการทำหน้าที่บนบัลลังก์ประธานสภาสูงทั้ง 3 คน แต่มีที่มาคนละสายว่าจะมีทิศทางอย่างไร
เพราะเป็นครั้งแรกที่ ส.ว.สายสรรหา ทำหน้าที่เพียง “รองประธาน”
มิใช่นั่งเก้าอี้ “ประธาน” เหมือนตลอด 4 ปีที่ผ่านมา
“ประสพสุข บุญเดช” อดีตประธานวุฒิสภา ที่มาจากสายสรรหา วิเคราะห์ว่า
ความจริงแม้ประธานวุฒิฯ จะมาจากสายเลือกตั้ง และรองประธานวุฒิฯ มาจากสายสรรหา ก็ไม่มีผลอะไร
เพราะไม่ว่าจะเป็น ส.ว.เลือกตั้ง หรือ ส.ว.สรรหา ก็ทำหน้าที่เหมือนกัน
“ยิ่งได้ท่านสุรชัยยิ่งดี เพราะเป็นนักกฎหมาย เชี่ยวชาญเรื่องกฎหมายเป็นอย่างดี
อย่างไรก็ตาม ในปี 2556 ทั้งตำแหน่งประธานวุฒิฯ และ รองประธานวุฒิฯ คนที่ 2 ก็จะหมดวาระลง
ท่านสุรชาติที่มีวาระอยู่ก็ยังทำหน้าที่ดูแล ส.ว.ต่อไปได้
ผมคิดว่าคุณสุรชาติจะช่วยประธานทำหน้าที่ได้อย่างดี
ไม่มีการขัดแย้งกัน”
“ยิ่งในแง่ของภาพพจน์ ส.ว.ก็จะดีขึ้น เป็นภาพที่ไม่อิงการเมือง
เป็นภาคที่เป็นกลาง แม้ในความเป็นจริง ส.ว.ก็มีภาพเป็นกลางอยู่แล้ว”นายประสพสุข กล่าว
ขณะที่
“คำนูน สิทธิสมาน” ส.ว.สายสรรหา มองไปในทิศทางเดียวกับ “ประสพสุข” ว่า “เมื่อดูคะแนนโหวตลับแล้ว
ผมมองว่าเป็นภาพที่สวยงาม การลงคะแนนครั้งนี้ไม่มีการแบ่งกลุ่มเพื่อเทคะแนนใดๆ ทั้งสิ้น
ที่สำคัญเมื่อตำแหน่งประธาน และ รองประธานคนที่ 2 ก็มีตำแหน่งเป็น ส.ว.เลือกตั้ง ดังนั้น ก็ควรมี
ส.ว.สายสรรหาเข้ามาทำหน้าที่ตรงกลาง เพราะหากยังใช้รัฐธรรมนูญ 2550 ต่อไปโดยไม่มีการแก้ไข ในปี 2556
ประธานวุฒิฯ และ รองประธานวุฒิฯ คนที่ 2 ก็จะหมดวาระ แม้จะรักษาการได้ แต่เพื่อความสวยงาม
ส.ว.สายสรรหาควรทำหน้าที่ดังกล่าวแทน”
“ขณะเดียวกัน
การตรวจสอบถ่วงดุลในชั้น ส.ว.ก็จะดีขึ้น และจะทำให้สมาชิกได้สบายใจว่าผู้บริหารที่เป็น
ส.ว.ทั้งสายเลือกตั้ง และสายสรรหา ไม่โน้มเอียงไปทางใดทางหนึ่งแน่
รวมถึงการจัดระเบียบวาระการประชุมต่างๆ ก็จะต้องช่วยดูแลความคิดเห็นของ ส.ว. ทั้งสายเลือกตั้ง และ
สายสรรหา แต่เชื่อว่าทั้งประธานและรองประธานไม่มีใครสามารถมาครอบงำได้อยู่แล้ว”
“คำนูน”
กล่าวต่อว่า “หากถอดความเป็น ส.ว.เลือกตั้ง หรือ ส.ว.สายสรรหาออกไป
ก็จะเห็นว่าคุณสุรชัยเป็นผู้มีความสามารถในการประชุมสภามาตลอด ทั้งการพิจารณากฎหมายต่างๆ
ก็เป็นผู้ที่ให้ความเห็นทางกฎหมายอยู่บ่อยครั้ง”
เมื่อ “สุรชัย” ส.ว.สายสรรหา
ได้รับเสียงโหวตให้นั่งเก้าอี้รองประธานวุฒิฯ คนที่ 1 ที่ชนาบข้างด้วย ส.ว.สายเลือกตั้ง อีก 2 คน คือ
“นิคม” และ “พรทิพย์”
แม้ ส.ว.เลือกตั้ง ส่วนใหญ่ถูกมองว่ามาจากฐานการเมือง รวมถึง
“นิคม” ก็ถูกกล่าวหาว่าเป็น “น้า” ของนักการเมืองคนหนึ่งในพรรคภูมิใจไทยเช่นกัน ดังนั้น
ต้องดูว่าการมาของ “สุรชัย” จะเป็นตัวถ่วงดุลทำให้ภาพของ
ส.ว.เป็นกลางได้มากน้อยเพียงใด


