ประชาชาติธุรกิจ
การเมือง

วันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ทิศทางการเมืองสภาสูง“สุรชัย”นั่งรองประธานวุฒิฯ คานอำนาจ ส.ว.เลือกตั้ง"ล้างภาพ"อิงการเมือง

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 20 ส.ค. 2555 เวลา 18:01:02 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ทีมข่าวการเมือง หนังสือพิมพ์ประชาชาติธุรกิจ

เมื่อผลการนับคำแนน “ลับ” ในรอบที่ 2 ของการเลือกรองประธานวุฒิสภาคนที่ 1 แทน “นิคม ไวยรัชพานิช” ที่ต้องอำลาเก้าอี้ เพื่อเขยิบขึ้นไปเป็นประธานสภาสูงคนใหม่

ปรากฏว่า ที่ประชุมวุฒิฯ ได้มีมติเลือก “สุรชัย เลี้ยงบุญเลิศชัย” ส.ว.สายสรรหา เป็นรองประธานวุฒิฯ คนที่ 1 ด้วยคะแนน 73 ต่อ 69 เฉือนเอาชนะ “สุรเดช  จิรัฐิติเจริญ” ส.ว.ปราจีนบุรี ไปเพียง 4 คะแนน  

ทำให้นับจากนี้ สภาหินอ่อนในยุคที่ “นิคม” เป็นประธาน จึงมีส่วนผสมมาจากสายเลือกตั้ง 2 คน คือ “นิคม” และ “พรทิพย์ โล่ห์วีระ จันทร์รัตนปรีดา” ส.ว.ชัยภูมิ รองประธานวุฒิสภาคนที่ 2 และสายสรรหาอีก 1 คนคือ “สุรชัย”

เมื่อพลิกดูโปรไฟล์ของ “สุรชัย” พบว่า ก่อนเข้ามาสู่สภาสูงเคยเป็นทั้ง กรรมการเนติบัณฑิตยสภา - กรรมการบริหาร เนติบัณฑิตยสภา - อุปนายกฝ่ายปฏิบัติการ สภาทนายความ - กรรมการคุ้มครองผู้บริโภค (คณะสัญญา) สำนักงานคุ้มครองผู้บริโภค

กระทั่งหลังการรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 “สุรชัย” ได้รับเลือกให้เป็นสมาชิกสภาร่างรัฐธรรมนูญ (ส.ส.ร.) ปี 2550 เป็นหนึ่งในผู้กำเนิดรัฐธรรมนูญปัจจุบัน  

หลังจาก ส.ส.ร.2550 หมดวาระ มีการเลือกตั้ง ส.ว.ตามรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ “สุรชัย” ได้รับเลือกให้เป็น ส.ว.สรรหา ภาควิชาการ จนกระทั่งได้รับเลือกจากที่ประชุมให้นั่งเก้าอี้รองประธานวุฒิฯ คนที่ 1

“สุรชัย” แสดงวิสัยทัศน์ก่อนการลงคะแนนลับว่า หากได้รับเลือกให้นั่งเก้าอี้รองประธาน จะพลิกโฉมฐานข้อมูลด้านกฎหมาย ที่อาจเป็นปัญหาของการพิจารณาให้ดีขึ้น รวมทั้ง ปรับปรุงวิธีการประสานงานกับรัฐบาลในการตั้งกระทู้ถาม เพื่อให้ชัดเจน กระทู้ถามจะได้มีประสิทธิภาพ

 “และจะรักษาภาพลักษณ์ของ ส.ว. และวุฒิสภาให้เป็นกลาง เป็นอิสระ ไม่มีการแทรกแซงจากอำนาจภายนอก เพื่อให้วุฒิสภาเป็นที่ยอมรับของสังคมและเป็นพึ่งของประชาชนอย่างแท้จริง”


       
เมื่อ “สุรชัย” ได้รับการโหวตให้เป็นรองประธานวุฒิฯ คนที่หนึ่งตามที่ตั้งใจ จึงต้องดูการทำหน้าที่บนบัลลังก์ประธานสภาสูงทั้ง 3 คน แต่มีที่มาคนละสายว่าจะมีทิศทางอย่างไร 

เพราะเป็นครั้งแรกที่ ส.ว.สายสรรหา ทำหน้าที่เพียง “รองประธาน” มิใช่นั่งเก้าอี้ “ประธาน” เหมือนตลอด 4 ปีที่ผ่านมา    


“ประสพสุข บุญเดช” อดีตประธานวุฒิสภา ที่มาจากสายสรรหา วิเคราะห์ว่า ความจริงแม้ประธานวุฒิฯ จะมาจากสายเลือกตั้ง และรองประธานวุฒิฯ มาจากสายสรรหา ก็ไม่มีผลอะไร เพราะไม่ว่าจะเป็น ส.ว.เลือกตั้ง หรือ ส.ว.สรรหา ก็ทำหน้าที่เหมือนกัน

“ยิ่งได้ท่านสุรชัยยิ่งดี เพราะเป็นนักกฎหมาย เชี่ยวชาญเรื่องกฎหมายเป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม ในปี 2556 ทั้งตำแหน่งประธานวุฒิฯ และ รองประธานวุฒิฯ คนที่ 2 ก็จะหมดวาระลง ท่านสุรชาติที่มีวาระอยู่ก็ยังทำหน้าที่ดูแล ส.ว.ต่อไปได้ ผมคิดว่าคุณสุรชาติจะช่วยประธานทำหน้าที่ได้อย่างดี ไม่มีการขัดแย้งกัน”



“ยิ่งในแง่ของภาพพจน์ ส.ว.ก็จะดีขึ้น เป็นภาพที่ไม่อิงการเมือง เป็นภาคที่เป็นกลาง แม้ในความเป็นจริง ส.ว.ก็มีภาพเป็นกลางอยู่แล้ว”นายประสพสุข กล่าว

ขณะที่ “คำนูน สิทธิสมาน” ส.ว.สายสรรหา มองไปในทิศทางเดียวกับ “ประสพสุข” ว่า “เมื่อดูคะแนนโหวตลับแล้ว ผมมองว่าเป็นภาพที่สวยงาม การลงคะแนนครั้งนี้ไม่มีการแบ่งกลุ่มเพื่อเทคะแนนใดๆ ทั้งสิ้น ที่สำคัญเมื่อตำแหน่งประธาน และ รองประธานคนที่ 2 ก็มีตำแหน่งเป็น ส.ว.เลือกตั้ง ดังนั้น ก็ควรมี ส.ว.สายสรรหาเข้ามาทำหน้าที่ตรงกลาง เพราะหากยังใช้รัฐธรรมนูญ 2550 ต่อไปโดยไม่มีการแก้ไข ในปี 2556 ประธานวุฒิฯ และ รองประธานวุฒิฯ คนที่ 2 ก็จะหมดวาระ แม้จะรักษาการได้ แต่เพื่อความสวยงาม ส.ว.สายสรรหาควรทำหน้าที่ดังกล่าวแทน”

“ขณะเดียวกัน การตรวจสอบถ่วงดุลในชั้น ส.ว.ก็จะดีขึ้น และจะทำให้สมาชิกได้สบายใจว่าผู้บริหารที่เป็น ส.ว.ทั้งสายเลือกตั้ง และสายสรรหา ไม่โน้มเอียงไปทางใดทางหนึ่งแน่ รวมถึงการจัดระเบียบวาระการประชุมต่างๆ ก็จะต้องช่วยดูแลความคิดเห็นของ ส.ว. ทั้งสายเลือกตั้ง และ สายสรรหา แต่เชื่อว่าทั้งประธานและรองประธานไม่มีใครสามารถมาครอบงำได้อยู่แล้ว”

“คำนูน” กล่าวต่อว่า “หากถอดความเป็น ส.ว.เลือกตั้ง หรือ ส.ว.สายสรรหาออกไป ก็จะเห็นว่าคุณสุรชัยเป็นผู้มีความสามารถในการประชุมสภามาตลอด ทั้งการพิจารณากฎหมายต่างๆ ก็เป็นผู้ที่ให้ความเห็นทางกฎหมายอยู่บ่อยครั้ง”   

เมื่อ “สุรชัย” ส.ว.สายสรรหา ได้รับเสียงโหวตให้นั่งเก้าอี้รองประธานวุฒิฯ คนที่ 1 ที่ชนาบข้างด้วย ส.ว.สายเลือกตั้ง อีก 2 คน คือ “นิคม” และ “พรทิพย์”

แม้ ส.ว.เลือกตั้ง ส่วนใหญ่ถูกมองว่ามาจากฐานการเมือง  รวมถึง “นิคม” ก็ถูกกล่าวหาว่าเป็น “น้า” ของนักการเมืองคนหนึ่งในพรรคภูมิใจไทยเช่นกัน ดังนั้น ต้องดูว่าการมาของ “สุรชัย” จะเป็นตัวถ่วงดุลทำให้ภาพของ ส.ว.เป็นกลางได้มากน้อยเพียงใด