updated: 20 ส.ค. 2555 เวลา 18:31:34 น.
ในระหว่างการเดินทางไปติดต่อธุรกิจยังประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี 2004 ไมเคิล
การ์เทนเบิร์ก นักวิเคราะห์ด้านเทคโนโลยี ได้เห็น ลิบรีเอ (Librie)
เครื่องอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์หรืออีบุ๊กรีดเดอร์
ที่ใช้หน้าจอการแสดงผลแบบอีอิงก์หรือกระดาษอิเล็กทรอนิกส์ของโซนี่
การ์เทนเบิร์กประทับใจมาก
เขามองว่านี่เป็นผู้นำผลิตภัณฑ์คลื่นลูกใหม่ที่จะบุกตีตลาดสหรัฐอเมริกา
แต่ทว่ายังมีปัญหาอยู่หลายอย่าง ซอฟต์แวร์เป็นภาษาญี่ปุ่น
ต้องใช้คอมพิวเตอร์ในการดาวน์โหลดหนังสือ และตัวเลือกมีจำกัด
ทุก
วันนี้ คินเดิล เครื่องอ่านอีบุ๊กของอะเมซอนดอตคอม
เป็นผู้ครอบครองธุรกิจอีบุ๊ก และลิบรีเอเป็นที่จดจำได้น้อยมาก
โซนี่ได้ฉวยคว้าความสำเร็จกับอุปกรณ์อ่านอีบุ๊กรุ่นต่อมาของบริษัทที่มีส่วน
แบ่งการตลาดอยู่ในอันดับ 3 แบบตามห่างอยู่มาก
นี่เป็นเรื่องราวที่
ถูกนำมาฉายซ้ำแล้วซ้ำอีกในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา
ของบริษัททางด้านอิเล็กทรอนิกส์หลายแห่งของญี่ปุ่นที่ครั้งหนึ่งเคยครอบครอง
โลก
บริษัทของญี่ปุ่นได้เอาชนะคู่แข่งในตลาดด้วยการพัฒนาหรือการค้นพบที่ยิ่ง
ใหญ่ด้านฮาร์ดแวร์ ตั้งแต่โทรทัศน์จอแบนไปจนถึงโทรศัพท์มือถือที่ก้าวล้ำ
แต่
ในหลายๆ ครั้ง
บริษัทคู่แข่งจากต่างชาติสามารถกอบโกยเงินด้วยการพัฒนาต่อยอดที่รวดเร็วกว่า
ผสมผสานผลิตภัณฑ์เข้ากับซอฟต์แวร์ที่ใช้ง่ายกว่า และบริการทางออนไลน์
รวมทั้งมีการส่งสารทางการตลาดที่ชาญฉลาดกว่า
นั่นทำให้บริษัทผู้
ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ชั้นยอดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่นอย่างชาร์ปโซซัดโซเซ
จากการที่พวกเขาต้องเผชิญกับภาวะเงินสดฝืดเคืองอย่างรุนแรงและราคาหุ้นที่
ร่วงลง
โซนี่อยู่ระหว่างการปฏิรูปโครงสร้างอีกครั้งหลังจากที่ขาดทุนติดต่อกันมา
เป็นเวลา 4 ปี และพานาโซนิคได้ถอยออกมาจากตลาดคอนซูเมอร์ชั่วคราว
นาย
คาซึฮิโร ซึงะ
ประธานของพานาโซนิคกล่าวในการแถลงข่าวเข้ารับตำแหน่งผู้นำคนใหม่ของบริษัท
เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
หลังจากที่พานาโซนิคมีผลประกอบการขาดทุนมากที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา
94 ปี ว่า
"บริษัทของญี่ปุ่นมั่นใจในด้านเทคโนโลยีและความสามารถในการผลิตมากเกินไป
เราสูญเสียวิสัยทัศน์ในการมองผลิตภัณฑ์จากมุมของผู้บริโภค"
โซนี่
ชาร์ป และพานาโซนิคขาดทุนรวมกันในปีการเงินที่แล้วราว 20,000 ล้านดอลลาร์
(ราว 630,000 ล้านบาท)
นั่นเป็นคนละเรื่องกับวันเวลาแห่งความยิ่งใหญ่ในช่วงปลายยุคทศวรรษที่ 1970
ถึงต้นทศวรรษ 1980
เมื่อญี่ปุ่นเริ่มต้นครอบครองตลาดสินค้าประเภทคอนซูเมอร์อิเล็กทรอนิกส์ของ
โลก เช่นเดียวกับการผงาดขึ้นมาของเศรษฐกิจญี่ปุ่น
กลุ่มบริษัทของพวกเขาครอบครองตลาดของชิปหน่วยความจำ โทรทัศน์สี
เครื่องเล่นและเครื่องบันทึกวิดีโอ
ขณะที่ห้องวิจัยทางวิทยาศาสตร์ของพวกเขาให้กำเนิด "แกดเจ็ต"
ที่เป็นสัญลักษณ์ของยุคสมัยอย่างวอล์กแมน
เครื่องเล่นซีดีและเครื่องเล่นดีวีดี
ถึงตอนนี้บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของญี่ปุ่นมีความคิดตามหลังแอปเปิล กูเกิล และซัมซุงอิเล็กทรอนิกส์ของเกาหลีใต้
จุด
อ่อนในปัจจุบันของญี่ปุ่นมีรากฐานมาจากจุดแข็งตามแบบแผนดั้งเดิม
นั่นคือการยึดติดอยู่กับ "โมโนซึคุริ"
หรือศิลปะในการผลิตสิ่งของที่มุ่งเน้นไปที่ความก้าวล้ำของฮาร์ดแวร์
แนว
คิดนี้ซึ่งเป็นความภูมิใจของชาติ
ผลักดันให้บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ของญี่ปุ่นพยายามที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ที่เล็ก
ที่สุด บางที่สุด หรือพัฒนาส่วนเพิ่มเติมในด้านอื่นๆ
ขณะที่สูญเสียวิสัยทัศน์ด้านองค์ประกอบอื่นๆ ที่มีความสำคัญกับผู้คนมากกว่า
อย่างเช่นดีไซน์และความง่ายในการใช้งาน
ในกรณีของอี-รีดเดอร์
โซนี่เน้นไปที่การขายอุปกรณ์สำหรับการอ่าน
ขณะที่อะเมซอนเน้นไปที่การขายหนังสือ
ผลที่ตามมาทำให้คินเดิลดูเป็นอุปกรณ์ที่สมเหตุสมผลในตัวมากกว่า
นั่นคือซื้อมาเพื่ออ่านหนังสือ
"แม้ว่าอุปกรณ์ตัวแรกจะเป็นสิ่งที่
กรุยทางไปสู่อนาคต แต่ตลาดก็ได้ถอยออกห่างจากโซนี่ไป คู่แข่งรายอื่นๆ
ทำได้ประสบความสำเร็จมากกว่า"
การ์เทนเบิร์กซึ่งปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการด้านการวิจัยของการ์ทเนอร์กล่าว
และ
สิ่งที่เหมือนซ้ำเติมเข้าไปอีก
นั่นคือการแข็งค่าของเงินเยนที่ทำให้เป็นการยากมากขึ้นไปอีกในการที่จะลด
ราคาผลิตภัณฑ์ลงเพื่อดึงดูดตลาดในระดับแมส เนื่องจาก
สำหรับกรณีของผลิตภัณฑ์ที่ล้ำสมัย
บริษัทของญี่ปุ่นมักจะพึ่งพาการผลิตในประเทศ
จากนั้นจึงส่งไปขายยังต่างประเทศ
การที่เงินเยนแข็งค่าในระดับมากที่
สุดเกือบเป็นประวัติการณ์
ทำให้ผลกำไรหรือมาร์จิ้นของสินค้าญี่ปุ่นที่ขายได้ในต่างประเทศน้อยลง
และการที่รายรับน้อยลงนี้ยังทำให้เป็นการยากที่จะลงทุนเพิ่มสำหรับคิดค้น
ผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีใหม่ๆ ในอนาคต
ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของการที่
ต้องสูญเสียความเป็นผู้นำไปอย่างเจ็บปวดรวดร้าว
บริษัทญี่ปุ่นต้องตกเป็นฝ่ายตามหลังในการพัฒนาสิ่งที่ดููเหมือนว่าจะกลายมา
เป็นฟอร์แมทของเทคโนโลยีสำหรับโทรทัศน์รุ่นต่อไป
นั่นคือจอภาพโอแอลอีดีที่บางลงและใช้พลังงานน้อยลง
ซัมซุง
ซึ่งเป็นผู้ผลิตโทรทัศน์อันดับ 1
ของเกาหลีใต้ได้กลายเป็นผู้ครอบครองตลาดสำหรับจอภาพโอแอลอีดีขนาดเล็กที่ใช้
ในโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์มือถืออื่นๆ ถึงตอนนี้
ทั้งซัมซุงและแอลจี อิเล็กทรอนิกส์
ต่างก็มีแผนที่จะวางจำหน่ายโทรทัศน์จอโอแอลอีดีขนาด 55 นิ้ว ภายในปีนี้
นี่
เป็นการก้าวใหญ่ๆ ไปข้างหน้าเมื่อเทียบกับบริษัทจากญี่ปุ่นอย่างชาร์ป
พานาโซนิคและโซนี่ที่ใช้เวลาหลายปีในการพัฒนาเทคโนโลยีขณะที่ไม่รู้ว่าจะทำ
การตลาดอย่างไร
ในความพยายามที่จะลดช่องว่างจากคู่แข่งจากเกาหลีใต้
โซนี่และพานาโซนิคที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นคู่กัดกันได้เห็นพ้องที่จะจับมือเป็น
พันธมิตรกันแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนในการพัฒนาเทคโนโลยีโอแอลอีดีร่วมกันเมื่อ
เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา
นี่ถือเป็นความรวดร้าวอีกประการของโซนี่ที่
เมื่อ 5 ปีที่แล้วพวกเขาเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายโทรทัศน์โอแอลอีดี รายแรก
ตอนนั้นผู้บริหารของบริษัทยกย่องว่ามันเป็น
"สัญลักษณ์แห่งการกลับมาของโซนี่" ทีวีโอแอลอีดีรุ่นจอ 11 นิ้ว
ที่มีความหนาเพียงเศษ 1 ส่วน 10 นิ้ว นับเป็นมหัศจรรย์ทางเทคโนโลยี
ทว่าด้วยราคาขายที่ 2,500 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 78,750 บาท)
ต้องถือว่าเป็นหายนะทางการเงิน
นอกจากนี้ ยังมีความรู้สึกที่ว่า
"ทุกวันนี้
บริษัทของญี่ปุ่นไม่สามารถแบกรับความเสี่ยงทางการเงินได้อีกต่อไป" ยูจิ
ฟูจิโมริ นักวิเคราะห์ของบาร์เคลย์ในกรุงโตเกียวบอก
ทว่าการเลือกที่
จะไม่เสี่ยงก็มีความเสี่ยงอยู่ในตัวเองเช่นกัน
นั่นคืออันตรายจากการถูกทิ้งห่างมากขึ้นเรื่ิอยๆ
ทั้งในเรื่องการตามให้ทันนวัตกรรมและเทคโนโลยีของคู่แข่งในอนาคต
หน้า 18,มติชนรายวัน ฉบับวันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม 2555
