ประชาชาติธุรกิจ
ออนไลน์

วันที่ 21 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

การสูญเสียบัลลังก์เจ้าอิเล็กทรอนิกส์ของญี่ปุ่น

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 20 ส.ค. 2555 เวลา 18:31:34 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ในระหว่างการเดินทางไปติดต่อธุรกิจยังประเทศญี่ปุ่นเมื่อปี 2004 ไมเคิล การ์เทนเบิร์ก นักวิเคราะห์ด้านเทคโนโลยี ได้เห็น ลิบรีเอ (Librie) เครื่องอ่านหนังสืออิเล็กทรอนิกส์หรืออีบุ๊กรีดเดอร์ ที่ใช้หน้าจอการแสดงผลแบบอีอิงก์หรือกระดาษอิเล็กทรอนิกส์ของโซนี่

การ์เทนเบิร์กประทับใจมาก เขามองว่านี่เป็นผู้นำผลิตภัณฑ์คลื่นลูกใหม่ที่จะบุกตีตลาดสหรัฐอเมริกา แต่ทว่ายังมีปัญหาอยู่หลายอย่าง ซอฟต์แวร์เป็นภาษาญี่ปุ่น ต้องใช้คอมพิวเตอร์ในการดาวน์โหลดหนังสือ และตัวเลือกมีจำกัด

ทุก วันนี้ คินเดิล เครื่องอ่านอีบุ๊กของอะเมซอนดอตคอม เป็นผู้ครอบครองธุรกิจอีบุ๊ก และลิบรีเอเป็นที่จดจำได้น้อยมาก โซนี่ได้ฉวยคว้าความสำเร็จกับอุปกรณ์อ่านอีบุ๊กรุ่นต่อมาของบริษัทที่มีส่วน แบ่งการตลาดอยู่ในอันดับ 3 แบบตามห่างอยู่มาก

นี่เป็นเรื่องราวที่ ถูกนำมาฉายซ้ำแล้วซ้ำอีกในช่วง 20 ปีที่ผ่านมา ของบริษัททางด้านอิเล็กทรอนิกส์หลายแห่งของญี่ปุ่นที่ครั้งหนึ่งเคยครอบครอง โลก บริษัทของญี่ปุ่นได้เอาชนะคู่แข่งในตลาดด้วยการพัฒนาหรือการค้นพบที่ยิ่ง ใหญ่ด้านฮาร์ดแวร์ ตั้งแต่โทรทัศน์จอแบนไปจนถึงโทรศัพท์มือถือที่ก้าวล้ำ

แต่ ในหลายๆ ครั้ง บริษัทคู่แข่งจากต่างชาติสามารถกอบโกยเงินด้วยการพัฒนาต่อยอดที่รวดเร็วกว่า ผสมผสานผลิตภัณฑ์เข้ากับซอฟต์แวร์ที่ใช้ง่ายกว่า และบริการทางออนไลน์ รวมทั้งมีการส่งสารทางการตลาดที่ชาญฉลาดกว่า

นั่นทำให้บริษัทผู้ ผลิตสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ชั้นยอดแห่งหนึ่งของญี่ปุ่นอย่างชาร์ปโซซัดโซเซ จากการที่พวกเขาต้องเผชิญกับภาวะเงินสดฝืดเคืองอย่างรุนแรงและราคาหุ้นที่ ร่วงลง โซนี่อยู่ระหว่างการปฏิรูปโครงสร้างอีกครั้งหลังจากที่ขาดทุนติดต่อกันมา เป็นเวลา 4 ปี และพานาโซนิคได้ถอยออกมาจากตลาดคอนซูเมอร์ชั่วคราว

นาย คาซึฮิโร ซึงะ ประธานของพานาโซนิคกล่าวในการแถลงข่าวเข้ารับตำแหน่งผู้นำคนใหม่ของบริษัท เมื่อเดือนมิถุนายนที่ผ่านมา หลังจากที่พานาโซนิคมีผลประกอบการขาดทุนมากที่สุดนับตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทมา 94 ปี ว่า "บริษัทของญี่ปุ่นมั่นใจในด้านเทคโนโลยีและความสามารถในการผลิตมากเกินไป เราสูญเสียวิสัยทัศน์ในการมองผลิตภัณฑ์จากมุมของผู้บริโภค"

โซนี่ ชาร์ป และพานาโซนิคขาดทุนรวมกันในปีการเงินที่แล้วราว 20,000 ล้านดอลลาร์ (ราว 630,000 ล้านบาท) นั่นเป็นคนละเรื่องกับวันเวลาแห่งความยิ่งใหญ่ในช่วงปลายยุคทศวรรษที่ 1970 ถึงต้นทศวรรษ 1980 เมื่อญี่ปุ่นเริ่มต้นครอบครองตลาดสินค้าประเภทคอนซูเมอร์อิเล็กทรอนิกส์ของ โลก เช่นเดียวกับการผงาดขึ้นมาของเศรษฐกิจญี่ปุ่น กลุ่มบริษัทของพวกเขาครอบครองตลาดของชิปหน่วยความจำ โทรทัศน์สี เครื่องเล่นและเครื่องบันทึกวิดีโอ ขณะที่ห้องวิจัยทางวิทยาศาสตร์ของพวกเขาให้กำเนิด "แกดเจ็ต" ที่เป็นสัญลักษณ์ของยุคสมัยอย่างวอล์กแมน เครื่องเล่นซีดีและเครื่องเล่นดีวีดี

ถึงตอนนี้บริษัทผู้ผลิตอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ของญี่ปุ่นมีความคิดตามหลังแอปเปิล กูเกิล และซัมซุงอิเล็กทรอนิกส์ของเกาหลีใต้

จุด อ่อนในปัจจุบันของญี่ปุ่นมีรากฐานมาจากจุดแข็งตามแบบแผนดั้งเดิม นั่นคือการยึดติดอยู่กับ "โมโนซึคุริ" หรือศิลปะในการผลิตสิ่งของที่มุ่งเน้นไปที่ความก้าวล้ำของฮาร์ดแวร์

แนว คิดนี้ซึ่งเป็นความภูมิใจของชาติ ผลักดันให้บริษัทอิเล็กทรอนิกส์ของญี่ปุ่นพยายามที่จะสร้างผลิตภัณฑ์ที่เล็ก ที่สุด บางที่สุด หรือพัฒนาส่วนเพิ่มเติมในด้านอื่นๆ ขณะที่สูญเสียวิสัยทัศน์ด้านองค์ประกอบอื่นๆ ที่มีความสำคัญกับผู้คนมากกว่า อย่างเช่นดีไซน์และความง่ายในการใช้งาน

ในกรณีของอี-รีดเดอร์ โซนี่เน้นไปที่การขายอุปกรณ์สำหรับการอ่าน ขณะที่อะเมซอนเน้นไปที่การขายหนังสือ ผลที่ตามมาทำให้คินเดิลดูเป็นอุปกรณ์ที่สมเหตุสมผลในตัวมากกว่า นั่นคือซื้อมาเพื่ออ่านหนังสือ

"แม้ว่าอุปกรณ์ตัวแรกจะเป็นสิ่งที่ กรุยทางไปสู่อนาคต แต่ตลาดก็ได้ถอยออกห่างจากโซนี่ไป คู่แข่งรายอื่นๆ ทำได้ประสบความสำเร็จมากกว่า" การ์เทนเบิร์กซึ่งปัจจุบันเป็นผู้อำนวยการด้านการวิจัยของการ์ทเนอร์กล่าว

และ สิ่งที่เหมือนซ้ำเติมเข้าไปอีก นั่นคือการแข็งค่าของเงินเยนที่ทำให้เป็นการยากมากขึ้นไปอีกในการที่จะลด ราคาผลิตภัณฑ์ลงเพื่อดึงดูดตลาดในระดับแมส เนื่องจาก สำหรับกรณีของผลิตภัณฑ์ที่ล้ำสมัย บริษัทของญี่ปุ่นมักจะพึ่งพาการผลิตในประเทศ จากนั้นจึงส่งไปขายยังต่างประเทศ

การที่เงินเยนแข็งค่าในระดับมากที่ สุดเกือบเป็นประวัติการณ์ ทำให้ผลกำไรหรือมาร์จิ้นของสินค้าญี่ปุ่นที่ขายได้ในต่างประเทศน้อยลง และการที่รายรับน้อยลงนี้ยังทำให้เป็นการยากที่จะลงทุนเพิ่มสำหรับคิดค้น ผลิตภัณฑ์และเทคโนโลยีใหม่ๆ ในอนาคต

ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดของการที่ ต้องสูญเสียความเป็นผู้นำไปอย่างเจ็บปวดรวดร้าว บริษัทญี่ปุ่นต้องตกเป็นฝ่ายตามหลังในการพัฒนาสิ่งที่ดููเหมือนว่าจะกลายมา เป็นฟอร์แมทของเทคโนโลยีสำหรับโทรทัศน์รุ่นต่อไป นั่นคือจอภาพโอแอลอีดีที่บางลงและใช้พลังงานน้อยลง

ซัมซุง ซึ่งเป็นผู้ผลิตโทรทัศน์อันดับ 1 ของเกาหลีใต้ได้กลายเป็นผู้ครอบครองตลาดสำหรับจอภาพโอแอลอีดีขนาดเล็กที่ใช้ ในโทรศัพท์มือถือสมาร์ทโฟนและอุปกรณ์มือถืออื่นๆ ถึงตอนนี้ ทั้งซัมซุงและแอลจี อิเล็กทรอนิกส์ ต่างก็มีแผนที่จะวางจำหน่ายโทรทัศน์จอโอแอลอีดีขนาด 55 นิ้ว ภายในปีนี้

นี่ เป็นการก้าวใหญ่ๆ ไปข้างหน้าเมื่อเทียบกับบริษัทจากญี่ปุ่นอย่างชาร์ป พานาโซนิคและโซนี่ที่ใช้เวลาหลายปีในการพัฒนาเทคโนโลยีขณะที่ไม่รู้ว่าจะทำ การตลาดอย่างไร

ในความพยายามที่จะลดช่องว่างจากคู่แข่งจากเกาหลีใต้ โซนี่และพานาโซนิคที่ครั้งหนึ่งเคยเป็นคู่กัดกันได้เห็นพ้องที่จะจับมือเป็น พันธมิตรกันแบบที่ไม่เคยมีมาก่อนในการพัฒนาเทคโนโลยีโอแอลอีดีร่วมกันเมื่อ เดือนมิถุนายนที่ผ่านมา

นี่ถือเป็นความรวดร้าวอีกประการของโซนี่ที่ เมื่อ 5 ปีที่แล้วพวกเขาเป็นผู้ผลิตและจำหน่ายโทรทัศน์โอแอลอีดี รายแรก ตอนนั้นผู้บริหารของบริษัทยกย่องว่ามันเป็น "สัญลักษณ์แห่งการกลับมาของโซนี่" ทีวีโอแอลอีดีรุ่นจอ 11 นิ้ว ที่มีความหนาเพียงเศษ 1 ส่วน 10 นิ้ว นับเป็นมหัศจรรย์ทางเทคโนโลยี ทว่าด้วยราคาขายที่ 2,500 ดอลลาร์สหรัฐ (ราว 78,750 บาท) ต้องถือว่าเป็นหายนะทางการเงิน

นอกจากนี้ ยังมีความรู้สึกที่ว่า "ทุกวันนี้ บริษัทของญี่ปุ่นไม่สามารถแบกรับความเสี่ยงทางการเงินได้อีกต่อไป" ยูจิ ฟูจิโมริ นักวิเคราะห์ของบาร์เคลย์ในกรุงโตเกียวบอก

ทว่าการเลือกที่ จะไม่เสี่ยงก็มีความเสี่ยงอยู่ในตัวเองเช่นกัน นั่นคืออันตรายจากการถูกทิ้งห่างมากขึ้นเรื่ิอยๆ ทั้งในเรื่องการตามให้ทันนวัตกรรมและเทคโนโลยีของคู่แข่งในอนาคต

หน้า 18,มติชนรายวัน ฉบับวันจันทร์ที่ 20 สิงหาคม 2555