updated: 23 ส.ค. 2555 เวลา 15:47:18 น.
นักลงทุนขาใหญ่พยากรณ์ ตลาดหุ้นครึ่งปีหลังดัชนีผันผวนหนัก
"ดิ่งลึก-ขึ้นแรง" แกว่งตัวระหว่าง 1,250-1,500 จุด แนะนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำลดพอร์ต 25-50%
หันถือเงินสด เพื่อรอจังหวะช้อนซื้อหุ้นช่วงดัชนีรูดรอบใหม่ 3 เซียนแนะซื้อกลุ่มหุ้นที่อิงกำลังซื้อใน
ปท. "สื่อสาร-โรงพยาบาล-อุปโภคบริโภค-ธนาคาร-พลังงาน"
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า
ตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 3 นับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม-17 สิงหาคม ที่ผ่านมา
ดัชนีปรับตัวขึ้นมาสูงสุดที่ราว 1,226.83 จุด และต่ำสุดที่ 1,172.92 จุด
ซึ่งลักษณะการแกว่งตัวโดยรวมจะพบได้ว่า เมื่อดัชนีปรับตัวขึ้นสูง
ก็มักจะเกิดแรงเทขายฉุดตลาดปรับตัวลดลงไปเสมอ
เพราะยังไร้ปัจจัยใหม่ที่จะเข้ามากระตุ้น
นายภาววิทย์ กลิ่นประทุม
ที่ปรึกษาการลงทุนนักลงทุนรายย่อย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง
และในฐานะนักลงทุนรุ่นใหม่ที่ฮอตในกลุ่มนักลงทุนวีไอ (value investor)
ที่ให้คำแนะนำการเล่นหุ้นผ่านเว็บไซต์www.stock2morrow.com
ซึ่งมีพอร์ตบริหารรวมแล้วไม่ต่ำกว่าหลักพันล้านบาท กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า
ทิศทางตลาดหุ้นไทยจากนี้จนถึงปลายปี จะเป็นช่วงที่ดัชนีมีโอกาสปรับตัวลงลึกและขึ้นแรงได้
เพราะดัชนีตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวรอปัจจัยใหม่ ๆ มาระยะหนึ่งแล้ว
อย่างไรก็ตามกรณีที่เกิดประเด็นกดดันให้ตลาดปรับตัวลดลงมาก ก็เชื่อว่าหลังจากนั้นไม่นาน
ดัชนีจะสามารถปรับตัวขึ้นต่อได้ และมีโอกาสวิ่งขึ้นไปถึง 1,500 จุด
ซึ่งน่าจะได้เห็นในช่วงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า
"ตลาดหุ้นใกล้เข้ามาถึงจุดวัดใจว่าจะลงลึกหรือขึ้นแรงแค่ไหน
ดังนั้นนักลงทุนจึงควรวางแผนบริหารพอร์ตให้สอดคล้องกับภาวะตลาดในช่วงครึ่งปีหลัง
และตรงกับความเสี่ยงที่รับได้ด้วย" นายภาววิทย์กล่าว
สำหรับกลยุทธ์การลงทุนแนะนำว่า
หากเป็นนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้มาก ก็ให้ถือหุ้นที่มีอยู่ในพอร์ตต่อไป
เพื่อรอลุ้นว่าตลาดจะมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้สูงตามที่คาดหรือไม่
ซึ่งกรณีนี้นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนดีหากตลาดปรับตัวขึ้น
แต่ก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกันที่ตลาดจะไม่เป็นไปตามที่คาด
ส่วนนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อยให้ลดพอร์ตหุ้นมาถือเงินสด
25-50% ของพอร์ตลงทุน โดยลดสัดส่วนการถือหุ้นขนาดเล็กที่มีการปรับตัวขึ้นมาแรงมากแล้วในช่วงก่อนหน้านี้
เพื่อช่วยให้นักลงทุนลดความเสี่ยงในจังหวะที่ดัชนีปรับตัวลดลงมา
และยังทำให้นักลงทุนมีเงินสดเหลือเพียงพอที่จะสามารถเข้าช้อนซื้อหุ้นพื้นฐานดี
ช่วงที่หุ้นราคาถูกได้ด้วย
สำหรับหุ้นกลุ่มที่น่าสนใจในกรณีที่ราคาปรับตัวลดลงมาก ได้แก่
กลุ่มธนาคารพาณิชย์ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มพลังงาน เป็นต้น ซึ่งแม้ในช่วงที่ผ่านมาบริษัทจดทะเบียน
(บจ.) บางแห่งจะมีผลประกอบการที่ไม่ค่อยดีนัก แต่ก็ยังคงมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ในอนาคต
"เชื่อว่ารอบหน้า หุ้นที่จะปรับตัวขึ้นได้ดีจะเป็นหุ้นใหญ่
หลายคนอาจมองว่าตลาดอยู่ในช่วงไม่น่าลงทุน แต่สำหรับผมถือว่าเป็นช่วงที่เหมาะที่สุด
เพราะผมมองว่านักลงทุนควรเข้าซื้อในช่วงที่ทุกคนกลัวนี่แหละ ถึงจะมีโอกาส
ซึ่งนี่เป็นวิธีที่จะได้หุ้นราคาถูก แม้จะไม่ถูกที่สุด แต่ก็ถือว่าได้ของถูก และที่สำคัญซื้อแล้วต้องถือ
ไม่ใช่ไปขายตอนถูกที่สุดด้วย"
จากการวิเคราะห์ทิศทางการลงทุนช่วง 3-5 ปีนับจากนี้
เชื่อว่าตลาดหุ้นไทยจะยังอยู่ในช่วงขาขึ้น เพราะได้รับปัจจัยบวกหลายประการ ได้แก่ ภาพรวมเศรษฐกิจเอเชีย
ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตดีกว่าภูมิภาคอื่น ช่วยให้ประเทศไทยได้รับอานิสงส์
อีกทั้งยังได้รับปัจจัยหนุนจากการที่ บจ.ไทยได้รับสิทธิประโยชน์จากการลดภาษีนิติบุคคล
ซึ่งสนับสนุนให้กำไรปรับตัวเพิ่มขึ้น จนส่งผลให้ค่า P/E ของหุ้นลดลงตามสัดส่วนการปรับขึ้นของกำไร
ซึ่งหมายความว่าหุ้นไทยจะมีราคาถูกลง ดังนั้นนักลงทุนกลุ่มต่าง ๆ
ก็น่าจะสนใจเข้ามาลงทุนอีก
ขณะที่ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร
นักลงทุนวีไอรุ่นใหญ่ที่พลิกวิกฤตต้มยำกุ้งเป็นโอกาสลงทุนโกยกำไรในตลาดหุ้นพอร์ตหลักพันล้านบาท
และเป็นผู้ริเริ่มคอนเซ็ปต์ลงทุนแบบวีไอมองว่า ตลาดในช่วงครึ่งปีหลังถือว่าลงทุนยากพอสมควร
เพราะนอกจากจะไม่มีข่าวดีหรือข่าวร้ายให้เดาทิศทางได้แล้ว ราคาหุ้นในขณะนี้ยังถือว่าค่อนข้างแพงแล้ว
ดังนั้นในช่วงที่ตลาดคลุมเครือแนะนำว่า นักลงทุนควรจะแบ่งเงินลงทุนออกมาจากพอร์ตประมาณ 50%
เพื่อถือเป็นเงินสดรอไว้ซื้อหุ้นในช่วงที่ราคาปรับตัวลดลง ซึ่งมุมมองส่วนตัวเห็นว่า
ควรเน้นหุ้นในกลุ่มที่อิงกับการเติบโตจากกำลังซื้อในประเทศเป็นหลัก เช่น กลุ่มสื่อสาร กลุ่มโรงพยาบาล
และกลุ่มอุปโภคบริโภคที่มีสัดส่วนพึ่งพาการส่งออกไม่มาก และอาจต้องพิจารณาเป็นรายตัวเพิ่มเติม
เนื่องจากบางหลักทรัพย์มีราคาค่อนข้างแพงระดับหนึ่งแล้ว
"ตลาดหุ้นครึ่งปีหลังถือว่าเล่นยาก
ราคาหุ้นไม่ต่ำแล้ว แต่ก็ยังเป็นภาวะที่ควรลงทุนอยู่ ดีกว่าเอาเงินไปฝากหรือถือเงินสดไว้เฉย ๆ
เพราะปลายปีนี้ตลาดยังน่าจะอยู่ที่ระดับ 1,250 จุดได้" ดร.นิเวศน์กล่าว
ด้านนายสมพงษ์
ชลคดีดำรงกุล ห-รือ "เสี่ยปู่" ถ้ามีชื่อนี้เข้าไปพัวพันหุ้นไหนมักมีผลให้รายย่อยแห่เข้าไปเล่นตาม
กล่าวว่า เรื่องวิกฤตต่างประเทศ ตนไม่ค่อยให้ความสำคัญแล้ว เพราะเป็นเรื่องที่คาดเดายาก
แต่ที่กังวลเป็นปัจจัยการเมืองในประเทศมากกว่า ซึ่งตอนนี้ถ้าเลือกหุ้นจะเลือกเป็นรายตัว
โดยจะมีทั้งเข้าไปพบกับผู้บริหารเพื่อสอบถามข้อมูลก่อนการลงทุน
เพื่อดูธุรกิจของบริษัทโดดเด่นเหนือคู่แข่งหรือไม่ ผู้บริหารมีความเชี่ยวชาญในธุรกิจแค่ไหน
และมีงบการเงินแข็งแกร่งและต้องมีผลตอบแทนสูง ถ้าได้ 20%
จะน่าพอใจมาก
"ผมไม่ได้สนใจปัจจัยต่างประเทศมากนัก เพราะไม่มีใครบอกได้ว่าจะเป็นอย่างไร
แต่ดูประเด็นอื่น ๆ มากกว่า ซึ่งถ้าหุ้นตัวไหนมีคุณสมบัติที่ดี แต่ถูกผลกระทบจากปัจจัยต่าง ๆ
ทำให้ราคาลดลง ก็ต้องดูว่าผลกระทบนั้นจะเกิดขึ้นกับบริษัทนานหรือไม่ ถ้าไม่นาน ผมก็จะค่อยซื้อ
เป็นโอกาสที่จะซื้อแล้วถือ" นายสมพงษ์กล่าว
โดยกลยุทธ์ที่ใช้ลงทุนนี้
คาดว่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนโดยรวมให้กับพอร์ตลงทุนได้ประมาณ 40% หุ้นที่ชื่นชอบเป็นพิเศษ
และพร้อมที่จะเข้าลงทุนช่วงที่ราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ บมจ.เอเซียเสริมกิจลีสซิ่ง (ASK) และ บมจ.ฐิติกร
(TK)
ผู้สื่อข่าวรายงานผลประกอบการครึ่งปีแรกของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์ฯ จำนวน
447 บริษัท หรือ 93.71% ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด (ไม่รวมบริษัทในกลุ่ม NC และ NPG) มีกำไรสุทธิรวม
344,415 ล้านบาท ลดลง 13.58% จากงวดเดียวกันปี 2554
โดยหมวดธุรกิจที่มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นสูงสุด
5 อันดับแรก ได้แก่ หมวดธนาคาร มีกำไรสุทธิรวม 85,628 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% หมวดอาหารและเครื่องดื่ม
กำไรสุทธิรวม 27,742 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 70% หมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 18,376 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15%
ขณะที่ 2 หมวดใหญ่ที่ปรับลดลง ได้แก่ หมวดพลังงาน กำไรสุทธิรวม 93,828 ล้านบาท ลดลง 32%
และหมวดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 29,541 ล้านบาท ลดลง 17%
