ประชาชาติธุรกิจ
หุ้น-การเงิน

วันที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

เซียนหุ้นผวาแนะลดเสี่ยง กำเงินสด-ปรับพอร์ต วัดใจราคาขึ้นลงแรง

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 23 ส.ค. 2555 เวลา 15:47:18 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

นักลงทุนขาใหญ่พยากรณ์ ตลาดหุ้นครึ่งปีหลังดัชนีผันผวนหนัก "ดิ่งลึก-ขึ้นแรง" แกว่งตัวระหว่าง 1,250-1,500 จุด แนะนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้ต่ำลดพอร์ต 25-50% หันถือเงินสด เพื่อรอจังหวะช้อนซื้อหุ้นช่วงดัชนีรูดรอบใหม่ 3 เซียนแนะซื้อกลุ่มหุ้นที่อิงกำลังซื้อใน ปท. "สื่อสาร-โรงพยาบาล-อุปโภคบริโภค-ธนาคาร-พลังงาน"

ผู้สื่อข่าวรายงานว่า ตลาดหุ้นไทยในช่วงไตรมาส 3 นับตั้งแต่วันที่ 1 กรกฎาคม-17 สิงหาคม ที่ผ่านมา ดัชนีปรับตัวขึ้นมาสูงสุดที่ราว 1,226.83 จุด และต่ำสุดที่ 1,172.92 จุด ซึ่งลักษณะการแกว่งตัวโดยรวมจะพบได้ว่า เมื่อดัชนีปรับตัวขึ้นสูง ก็มักจะเกิดแรงเทขายฉุดตลาดปรับตัวลดลงไปเสมอ เพราะยังไร้ปัจจัยใหม่ที่จะเข้ามากระตุ้น

นายภาววิทย์ กลิ่นประทุม ที่ปรึกษาการลงทุนนักลงทุนรายย่อย บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) บัวหลวง และในฐานะนักลงทุนรุ่นใหม่ที่ฮอตในกลุ่มนักลงทุนวีไอ (value investor) ที่ให้คำแนะนำการเล่นหุ้นผ่านเว็บไซต์www.stock2morrow.com ซึ่งมีพอร์ตบริหารรวมแล้วไม่ต่ำกว่าหลักพันล้านบาท กล่าวกับ "ประชาชาติธุรกิจ" ว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยจากนี้จนถึงปลายปี จะเป็นช่วงที่ดัชนีมีโอกาสปรับตัวลงลึกและขึ้นแรงได้ เพราะดัชนีตลาดหุ้นไทยแกว่งตัวรอปัจจัยใหม่ ๆ มาระยะหนึ่งแล้ว อย่างไรก็ตามกรณีที่เกิดประเด็นกดดันให้ตลาดปรับตัวลดลงมาก ก็เชื่อว่าหลังจากนั้นไม่นาน ดัชนีจะสามารถปรับตัวขึ้นต่อได้ และมีโอกาสวิ่งขึ้นไปถึง 1,500 จุด ซึ่งน่าจะได้เห็นในช่วงปลายปีนี้หรือต้นปีหน้า

"ตลาดหุ้นใกล้เข้ามาถึงจุดวัดใจว่าจะลงลึกหรือขึ้นแรงแค่ไหน ดังนั้นนักลงทุนจึงควรวางแผนบริหารพอร์ตให้สอดคล้องกับภาวะตลาดในช่วงครึ่งปีหลัง และตรงกับความเสี่ยงที่รับได้ด้วย" นายภาววิทย์กล่าว

สำหรับกลยุทธ์การลงทุนแนะนำว่า หากเป็นนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้มาก ก็ให้ถือหุ้นที่มีอยู่ในพอร์ตต่อไป เพื่อรอลุ้นว่าตลาดจะมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้สูงตามที่คาดหรือไม่ ซึ่งกรณีนี้นักลงทุนจะได้รับผลตอบแทนดีหากตลาดปรับตัวขึ้น แต่ก็มีความเสี่ยงสูงเช่นกันที่ตลาดจะไม่เป็นไปตามที่คาด

ส่วนนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้น้อยให้ลดพอร์ตหุ้นมาถือเงินสด 25-50% ของพอร์ตลงทุน โดยลดสัดส่วนการถือหุ้นขนาดเล็กที่มีการปรับตัวขึ้นมาแรงมากแล้วในช่วงก่อนหน้านี้ เพื่อช่วยให้นักลงทุนลดความเสี่ยงในจังหวะที่ดัชนีปรับตัวลดลงมา และยังทำให้นักลงทุนมีเงินสดเหลือเพียงพอที่จะสามารถเข้าช้อนซื้อหุ้นพื้นฐานดี ช่วงที่หุ้นราคาถูกได้ด้วย

สำหรับหุ้นกลุ่มที่น่าสนใจในกรณีที่ราคาปรับตัวลดลงมาก ได้แก่ กลุ่มธนาคารพาณิชย์ กลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มพลังงาน เป็นต้น ซึ่งแม้ในช่วงที่ผ่านมาบริษัทจดทะเบียน (บจ.) บางแห่งจะมีผลประกอบการที่ไม่ค่อยดีนัก แต่ก็ยังคงมีโอกาสปรับตัวขึ้นได้ในอนาคต

"เชื่อว่ารอบหน้า หุ้นที่จะปรับตัวขึ้นได้ดีจะเป็นหุ้นใหญ่ หลายคนอาจมองว่าตลาดอยู่ในช่วงไม่น่าลงทุน แต่สำหรับผมถือว่าเป็นช่วงที่เหมาะที่สุด เพราะผมมองว่านักลงทุนควรเข้าซื้อในช่วงที่ทุกคนกลัวนี่แหละ ถึงจะมีโอกาส ซึ่งนี่เป็นวิธีที่จะได้หุ้นราคาถูก แม้จะไม่ถูกที่สุด แต่ก็ถือว่าได้ของถูก และที่สำคัญซื้อแล้วต้องถือ ไม่ใช่ไปขายตอนถูกที่สุดด้วย"

จากการวิเคราะห์ทิศทางการลงทุนช่วง 3-5 ปีนับจากนี้ เชื่อว่าตลาดหุ้นไทยจะยังอยู่ในช่วงขาขึ้น เพราะได้รับปัจจัยบวกหลายประการ ได้แก่ ภาพรวมเศรษฐกิจเอเชีย ซึ่งมีแนวโน้มเติบโตดีกว่าภูมิภาคอื่น ช่วยให้ประเทศไทยได้รับอานิสงส์ อีกทั้งยังได้รับปัจจัยหนุนจากการที่ บจ.ไทยได้รับสิทธิประโยชน์จากการลดภาษีนิติบุคคล ซึ่งสนับสนุนให้กำไรปรับตัวเพิ่มขึ้น จนส่งผลให้ค่า P/E ของหุ้นลดลงตามสัดส่วนการปรับขึ้นของกำไร ซึ่งหมายความว่าหุ้นไทยจะมีราคาถูกลง ดังนั้นนักลงทุนกลุ่มต่าง ๆ ก็น่าจะสนใจเข้ามาลงทุนอีก

ขณะที่ ดร.นิเวศน์ เหมวชิรวรากร นักลงทุนวีไอรุ่นใหญ่ที่พลิกวิกฤตต้มยำกุ้งเป็นโอกาสลงทุนโกยกำไรในตลาดหุ้นพอร์ตหลักพันล้านบาท และเป็นผู้ริเริ่มคอนเซ็ปต์ลงทุนแบบวีไอมองว่า ตลาดในช่วงครึ่งปีหลังถือว่าลงทุนยากพอสมควร เพราะนอกจากจะไม่มีข่าวดีหรือข่าวร้ายให้เดาทิศทางได้แล้ว ราคาหุ้นในขณะนี้ยังถือว่าค่อนข้างแพงแล้ว

ดังนั้นในช่วงที่ตลาดคลุมเครือแนะนำว่า นักลงทุนควรจะแบ่งเงินลงทุนออกมาจากพอร์ตประมาณ 50% เพื่อถือเป็นเงินสดรอไว้ซื้อหุ้นในช่วงที่ราคาปรับตัวลดลง ซึ่งมุมมองส่วนตัวเห็นว่า ควรเน้นหุ้นในกลุ่มที่อิงกับการเติบโตจากกำลังซื้อในประเทศเป็นหลัก เช่น กลุ่มสื่อสาร กลุ่มโรงพยาบาล และกลุ่มอุปโภคบริโภคที่มีสัดส่วนพึ่งพาการส่งออกไม่มาก และอาจต้องพิจารณาเป็นรายตัวเพิ่มเติม เนื่องจากบางหลักทรัพย์มีราคาค่อนข้างแพงระดับหนึ่งแล้ว

"ตลาดหุ้นครึ่งปีหลังถือว่าเล่นยาก ราคาหุ้นไม่ต่ำแล้ว แต่ก็ยังเป็นภาวะที่ควรลงทุนอยู่ ดีกว่าเอาเงินไปฝากหรือถือเงินสดไว้เฉย ๆ เพราะปลายปีนี้ตลาดยังน่าจะอยู่ที่ระดับ 1,250 จุดได้" ดร.นิเวศน์กล่าว

ด้านนายสมพงษ์ ชลคดีดำรงกุล ห-รือ "เสี่ยปู่" ถ้ามีชื่อนี้เข้าไปพัวพันหุ้นไหนมักมีผลให้รายย่อยแห่เข้าไปเล่นตาม กล่าวว่า เรื่องวิกฤตต่างประเทศ ตนไม่ค่อยให้ความสำคัญแล้ว เพราะเป็นเรื่องที่คาดเดายาก แต่ที่กังวลเป็นปัจจัยการเมืองในประเทศมากกว่า ซึ่งตอนนี้ถ้าเลือกหุ้นจะเลือกเป็นรายตัว โดยจะมีทั้งเข้าไปพบกับผู้บริหารเพื่อสอบถามข้อมูลก่อนการลงทุน เพื่อดูธุรกิจของบริษัทโดดเด่นเหนือคู่แข่งหรือไม่ ผู้บริหารมีความเชี่ยวชาญในธุรกิจแค่ไหน และมีงบการเงินแข็งแกร่งและต้องมีผลตอบแทนสูง ถ้าได้ 20% จะน่าพอใจมาก

"ผมไม่ได้สนใจปัจจัยต่างประเทศมากนัก เพราะไม่มีใครบอกได้ว่าจะเป็นอย่างไร แต่ดูประเด็นอื่น ๆ มากกว่า ซึ่งถ้าหุ้นตัวไหนมีคุณสมบัติที่ดี แต่ถูกผลกระทบจากปัจจัยต่าง ๆ ทำให้ราคาลดลง ก็ต้องดูว่าผลกระทบนั้นจะเกิดขึ้นกับบริษัทนานหรือไม่ ถ้าไม่นาน ผมก็จะค่อยซื้อ เป็นโอกาสที่จะซื้อแล้วถือ" นายสมพงษ์กล่าว

โดยกลยุทธ์ที่ใช้ลงทุนนี้ คาดว่าจะสามารถสร้างผลตอบแทนโดยรวมให้กับพอร์ตลงทุนได้ประมาณ 40% หุ้นที่ชื่นชอบเป็นพิเศษ และพร้อมที่จะเข้าลงทุนช่วงที่ราคาปรับตัวลดลง ได้แก่ บมจ.เอเซียเสริมกิจลีสซิ่ง (ASK) และ บมจ.ฐิติกร (TK)

ผู้สื่อข่าวรายงานผลประกอบการครึ่งปีแรกของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์ฯ จำนวน 447 บริษัท หรือ 93.71% ของบริษัทจดทะเบียนทั้งหมด (ไม่รวมบริษัทในกลุ่ม NC และ NPG) มีกำไรสุทธิรวม 344,415 ล้านบาท ลดลง 13.58% จากงวดเดียวกันปี 2554

โดยหมวดธุรกิจที่มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ หมวดธนาคาร มีกำไรสุทธิรวม 85,628 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% หมวดอาหารและเครื่องดื่ม กำไรสุทธิรวม 27,742 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 70% หมวดพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ 18,376 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% ขณะที่ 2 หมวดใหญ่ที่ปรับลดลง ได้แก่ หมวดพลังงาน กำไรสุทธิรวม 93,828 ล้านบาท ลดลง 32% และหมวดเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 29,541 ล้านบาท ลดลง 17%