ประชาชาติธุรกิจ
AEC เปลี่ยนประเทศไทย

วันที่ 28 พฤศจิกายน พ.ศ. 2557

เปิดใจ "นพดล เรืองจินดา" รับโจทย์ใหม่คุมประกันเครือ "ธนชาต"

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 11 ก.ย. 2555 เวลา 11:23:59 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

หลังจากถูกวางให้มานั่งคุมธุรกิจประกันทั้งหมดในเครือ "ธนชาต" ซึ่งมีผลตั้งแต่กลางปีที่ผ่านมา ทำให้เกิดความสงสัยในกลยุทธ์ของทางแบงก์ที่ตัดสินใจส่ง "ลูกหม้อ" อย่าง "นพดล เรืองจินดา" กลับเข้ามาสู่สังเวียนธุรกิจประกันอีกครั้ง ในฐานะกรรมการผู้จัดการ บริษัท ธนชาตประกันชีวิต จำกัด และรองประธานกรรมการบริหาร บริษัท ธนชาตประกันภัย จำกัด ซึ่งวันนี้ "ประชาชาติธุรกิจ" มีคำตอบจากเขามานำเสนอ

 


- แบงก์แม่ให้โจทย์มาอย่างไร

สิ่งที่ผมเข้ามารับผิดชอบ ก็จะเน้นดูในภาพกว้างเป็นหลัก ไม่ได้มีภารกิจด่วน เพราะงานในด้านปฏิบัติการต่าง ๆ ทีมที่ทำอยู่เขาทำกันได้ดีอยู่แล้ว คงไม่ได้ไปปรับอะไรมาก แต่จะเป็นการเชื่อมระหว่างธุรกิจนี้ไปยังท่านประธาน (ศุภเดช พูนพิพัฒน์) รวมถึงประสานกับทางแบงก์เป็นหลัก เพราะก่อนหน้าจะมารับตำแหน่งนี้ ผมก็ดูแลด้านสาขาต่าง ๆ ของแบงก์เป็นหลัก บทบาทหลัก ๆ จึงมีแค่ว่าให้สามารถนำธุรกิจส่วนนี้เข้าไปบริการลูกค้าของแบงก์ให้ดีที่สุด


"นโยบายของกลุ่มเราจะไม่ได้แยกกันทำงาน หากแต่ทรัพยากรของเราจะรวมกองกลางอยู่ในกลุ่มทั้งหมด เพื่อผลักการทำงานให้ง่ายขึ้น และบริหารการใช้ทรัพยากรให้มีประสิทธิภาพดีที่สุด ฉะนั้นการทำงานของเราจะเป็นวิธีประสานงานระหว่างกันมากกว่า โดยเฉพาะการดูแลและช่วยแก้ปัญหาให้แก่ "สาขา" ที่ถือเป็นหัวใจในการขาย"

- การขายของสาขาปัจจุบันเป็นอย่างไร

หลังการควบรวมธนาคารนครหลวงไทยเข้ามาเป็นธนาคารธนชาตแล้ว ที่ผ่านมาต่างคนต่างมีดี กลุ่มธนชาตเดิมอาจจะไม่ได้เก่งเรื่องนี้มาก แต่เก่งในธุรกิจเฉพาะที่มีความเชี่ยวชาญมาก เช่น สินเชื่อและประกันรถยนต์ ขณะที่คนที่มาจากธนาคารนครหลวงไทยก็จะเก่งในการขายประกันชีวิตมาก

ฉะนั้นก็มาผสมผสานรวมกัน มาเรียนรู้ทำความเข้าใจด้วยกัน ทำให้วัฒนธรรมการทำงานหลอมเป็นภาพเดียวกัน ซึ่งยอมรับว่าสิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้ถือว่าเป็นไปได้ง่ายกว่าที่เราคิดเอาไว้มาก

ตอนนี้เรามีซีอีโอภาค หรือที่เรียกว่าซีอีโอของฮับ (Hub) ถือเป็น "กุญแจสำคัญ" ที่จะช่วยยกระดับสาขาขึ้นมาให้เก่งและเชี่ยวชาญในทุกเรื่องการเงิน เพราะซีอีโอภาคจะอยู่ในพื้นที่ สัมผัสและเข้าใจคนในพื้นที่งานได้ชัดเจนกว่า แล้วสะท้อนเข้ามาที่ส่วนกลาง ว่าต้องการสนับสนุนอย่างไรบ้าง

หรือจะให้ช่วยแก้ไขข้อจำกัดในการขายได้อย่างไรบ้าง คนกลุ่มนี้เหมือนเป็น "พี่คนโต" ที่คอยดูแลน้อง ๆ สาขาในพื้นที่ ซึ่งจะมีหัวหน้าภาคของฝั่งประกันภัยเข้าไปประจำอยู่ในฮับเหล่านี้ด้วย

ผลงานช่วง 7 เดือนแรกก็เป็นตัวสะท้อนได้ดีถึงความสำเร็จในกลยุทธ์บริหารการขายของเรา ธนชาตประกันชีวิตมีเบี้ยประกันกว่า 4,000 ล้านบาท เติบโตประมาณ 6% ขณะที่ธนชาตประกันภัยมีเบี้ย 2,600 ล้านบาท เติบโตมากถึง 16% โดยเฉพาะแรงผลักดันจากตลาดรถยนต์ที่ขยายตัวมากในปีนี้

- นโยบายสู่ "ท็อป 5" ยังเหมือนเดิมหรือไม่

ยังเหมือนเดิม เราอยากจะผลักดันให้ธุรกิจประกันภัยทั้งหมดขึ้นไปอยู่ในท็อปไฟฟ์ ในแต่ละอุตสาหกรรมให้ได้ภายใน 3-5 ปี ทุกวันนี้ประกันวินาศภัยเราอยู่ในอันดับ 8 ขณะที่ประกันชีวิตอยู่ในอันดับ 10 ในแง่เบี้ยรับรวม และการจะไปถึงเป้าหมายนั้น เราต้องเติบโตเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 20% ให้ได้ทุกปี

อย่างไรก็ตาม ถ้ามองเฉพาะธุรกิจแบงก์แอสชัวรันซ์แล้ว มองว่า กลุ่มธนชาตประกันก็มองไปที่การเป็นเบอร์หนึ่งในธุรกิจนี้เหมือนกัน และถือว่าเป็นเป้าหมายที่เราอยากจะทำให้ได้ด้วย อาจจะพูดยากว่าใครเป็นเบอร์ 1 เพราะแต่ละบริษัทก็นับผลงานไม่เหมือนกัน เปรียบเทียบกันยาก แต่โดยรวมแล้วมั่นใจว่าเราไม่แพ้ใครในตลาดนี้

"เมื่อไม่ได้มีช่องทางตัวแทนเหมือนบริษัทอื่น ๆ เราก็ต้องหาจุดต่างในการเติบโตให้ได้ไม่แพ้กัน เมื่อดูแล้ว จุดแข็งของเราอยู่ที่แบงก์แอสชัวรันซ์ ก็ต้องมาโฟกัสที่ประกันสินเชื่อ "Credit Shield" ซึ่งผมเชื่อมั่นว่ามีโอกาสเติบโตสูงมาก ทุกวันนี้เมื่อปล่อยสินเชื่อรถยนต์ ลูกค้าจะซื้อประกันสินเชื่อเข้าไปด้วย 60% ถือว่าค่อนข้างสูง แต่เราก็อยากให้ขยับขึ้นไปถึง 80% และก็มีโอกาสเป็นไปได้"

- กรณีมีผู้สนใจซื้อธุรกิจประกันชีวิตมีผลต่อความเชื่อมั่นของลูกค้าหรือไม่

เราภาคภูมิใจกับธุรกิจนี้ที่สร้างขึ้นมาจนถึงวันนี้ที่มีทั้งยอดขายและผลกำไรที่ดี จึงเป็นเรื่องปกติที่จะมีคนอื่นสนใจ ทั้งในแง่การเป็นพาร์ตเนอร์ไปจนถึงการซื้อกิจการ ทั้งประกันภัยและประกันชีวิต มีคนมาคุยตลอด นโยบายของเราก็ไม่ได้ปิดกั้นโอกาสเหล่านี้ ใครสนใจอยากจะคุย เราก็ยินดีคุย และถือเป็นเรื่องปกติธรรมดาในแวดวงธุรกิจเช่นกันจุดแข็งของกลุ่มธนชาตก็คือการมีเครือข่ายที่สนับสนุนให้เป็นธุรกิจธนาคารแบบยูนิเวอร์แซลแบงก์ได้ เรามองในมุมการตอบโจทย์ความต้องการลูกค้าเป็นหลัก ไม่ได้ติดกับตัวเองว่าจะต้องเป็นธุรกิจของเราเองเท่านั้น แม้เป็นสิ่งที่ลูกค้าต้องการ ถ้าเราไม่มีก็จะไปหาจากเพื่อนร่วมธุรกิจมาให้ก็ได้ ไม่ได้ปิดกั้น แต่ก็ต้องดูเหมือนกันว่าจะมีโอกาสอะไรเข้ามาบ้างหรือไม่ เช่น เรื่องช่องทางขายใหม่ ๆ ที่เราอาจจะทำเองไม่ได้

"ถ้าลูกค้าธนชาตไม่สั่นคลอน ผมก็ยังขายของได้ ไม่ได้กังวลอะไร ผมเชื่อว่าลูกค้าเข้าใจดี และเราไม่มีเหตุผลที่จะขายธุรกิจนี้ทิ้งไป เพราะธุรกิจนี้ก็สร้างกำไรให้ทางกลุ่มได้ตลอด ถ้าเราจะตัดสินใจเรื่องอะไรก็แล้วแต่ เราจะดูปัจจัยหลาย ๆ เรื่อง ซึ่งรวมถึงผลกระทบต่อลูกค้าก็เป็นหนึ่งในปัจจัยด้วย ที่ผ่านมาเราก็เคยมีพาร์ตเนอร์ แต่เมื่อถึงจุดหนึ่งคิดว่าไม่ตอบโจทย์ เราก็แยกกับพาร์ตเนอร์ก็ได้ และเราก็เชื่อว่าธุรกิจนี้ยังมีอนาคตมาก ๆ ไม่อย่างนั้นคงไม่ส่งผมมาหรอก"