updated: 16 ก.ย. 2555 เวลา 12:00:24 น.
ถือเป็นชัยชนะ 2 ครั้งในวันเดียวของแองเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี
แม้จะไม่ได้ลงสู้ศึกใน 2 สังเวียนนั้นด้วยตัวเอง
แต่การที่ศาลรัฐธรรมนูญเมืองเบียร์ไฟเขียวให้ประเทศลงสัตยาบันรับรองกองทุน
ช่วยเหลือฉุกเฉินของยุโรปได้ และพรรคฝ่ายกลางขวาของเนเธอร์แลนด์
ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญหนุนแนวทางรัดเข็มขัด คว้าที่นั่งมากที่สุดในการเลือกตั้งทั่วไปของแดนทิวลิป ก็ช่วยให้ผู้นำเยอรมนีหายใจได้ทั่วท้องไปอีกระยะหนึ่ง
รอย
เตอร์รายงานว่า
คำวินิจฉัยของศาลว่าสนธิสัญญาก่อตั้งกลไกรักษาเสถียรภาพยุโรป (ESM)
ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญเยอรมนี ทำให้ 17
ประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโรสามารถเดินหน้าก่อตั้งกองทุนดังกล่าวซึ่งจะมี
ลักษณะคล้ายกับไอเอ็มเอฟแห่งทวีปยุโรป
และจะมาแทนที่กองทุนชั่วคราวอย่างกองทุนรักษาเสถียรภาพการเงินยุโรป (ESFS)
ESM
ซึ่งคาดว่าจะมีเงินในคลังราว 5 แสนล้านยูโร
จะทำหน้าที่ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศที่ประสบปัญหา
และทำงานร่วมกับธนาคารกลางยุโรปในการแทรกแซงตลาดพันธบัตรของประเทศที่มีต้น
ทุนกู้ยืมสูงเกินกว่าจะรับภาระไหว อาทิ อิตาลี และสเปน
คำตัดสินของ
ศาลซึ่งมีขึ้น 1 สัปดาห์หลังจากธนาคารกลางยุโรปประกาศว่า
พร้อมจะเข้าไปซื้อพันธบัตรชาติสมาชิกยูโรโซน แบบ "ไม่จำกัดจำนวน"
มาพร้อมกับเงื่อนไขบางประการคือ การก่อหนี้หรือให้เงินทุนแก่ ESM เกิน 1.9
แสนล้านยูโร (2.4 แสนล้านดอลลาร์)
ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาล่างของเมืองเบียร์ก่อน
ซึ่งช่วยบรรเทาความกังวลของผู้เสียภาษีชาวเยอรมันว่า
กองทุนนี้จะเพิ่มภาระการคลังให้กับประเทศ
ผลการตัดสินที่ออกมาสร้าง
ความโล่งใจให้ยุโรปและทั่วโลก
เพราะหากเยอรมนีในฐานะเขตเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของยุโรปไม่สามารถมีส่วนร่วมใน
การก่อตั้ง ESM ก็เห็นเค้าลางแห่งความล้มเหลวอยู่ไม่ไกล
ทั้งยังสร้างความไร้เสถียรภาพรอบใหม่ให้กับตลาดเงินและเป็นอุปสรรคต่อความ
พยายามรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวของยุโรป
สำหรับแมร์เคิลการเปิดไฟเขียว
ของศาลช่วยรักษาสถานะผู้นำอย่างเป็นทางการของการแก้ไขวิกฤตหนี้สาธารณะ
และช่วยสยบความไม่ลงรอยในพรรคร่วมรัฐบาลของเธอได้ชั่วคราว
ฌอง-คล็
อด จังเกอร์ นายกรัฐมนตรีลักเซมเบิร์ก และประธานที่ประชุมรัฐมนตรีคลัง 17
ชาติยูโรโซน กล่าวว่า จะเปิดการประชุมกรรมการบอร์ด ESM ในวันที่ 8
ตุลาคมนี้ เพื่อให้กองทุนดังกล่าวเปิดดำเนินงานได้เร็วที่สุด กำหนดการเดิม
ESM ต้องเริ่มเดินหน้าในเดือนกรกฎาคม
แต่ติดปัญหารอคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญเมืองเบียร์
เอพีระบุว่า
ในวันเดียวกับที่ผู้พากษาศาลเยอรมนีออกนั่งบัลลังก์เผยคำตัดสิน
เนเธอร์แลนด์ก็จัดการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 5 ในรอบ 10 ปี
ซึ่งถูกมองว่าเป็นเสมือนการลงประชามติว่าจะร่วมหัวจมท้ายกับยูโรโซนต่อไป
หรือไม่ แม้แดนทิวลิปจะเป็นประเทศเล็กที่มีประชากรเพียง 16.7 ล้านคน
แต่นักลงทุนและนักวิเคราะห์ล้วนจับตามองผลการหย่อนบัตรครั้งนี้อย่างใกล้ชิด
เพราะคาดว่าอาจเป็นสิ่งบ่งชี้ถึงทิศทางที่ทวีปยุโรปจะก้าวต่อไป
นอกจากนี้ยังเป็นเหมือนหนังตัวอย่างของการเลือกตั้งในเยอรมนีที่จะมีขึ้นในปี
หน้า
ซึ่งคาดว่าประเด็นที่จะถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการหาเสียงคงหนีไม่พ้น
การรวมตัวที่แนบแน่นขึ้นของสหภาพยุโรป ผลประโยชน์ของชาติ
และความเอือมระอาที่ต้องคอยช่วยเหลือประเทศในยุโรปใต้ที่อ่อนแอและมีความ
สามารถในการแข่งขันต่ำกว่า
โดยผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการปรากฏ
ว่า พรรคเสรีนิยมของมาร์ก รุทเทอนายกรัฐมนตรีรักษาการ ได้เก้าอี้
ส.ส.มากเป็นอันดับหนึ่ง 41 ที่นั่ง จากทั้งหมด 150 ที่นั่ง
ซึ่งมากกว่าคู่แข่งสำคัญอย่างพรรคแรงงานหัวกลาง-ซ้าย 2 ที่นั่ง
ผลการเลือกตั้งดังกล่าวเปิดทางให้พรรคเสรีนิยมและพรรคแรงงานซึ่งต่างสนับสนุน
การรวมกับยุโรปเป็นหนึ่งเดียว ให้จัดตั้งพรรคร่วมรัฐบาลแบบ 2 พรรค
โดยไม่ต้องง้อพรรคเล็กพรรคน้อย
พร้อมกับผลักดันรุทเทอกลับมากุมบังเหียนประเทศเป็นสมัยที่สอง
และรับประกันว่าแมร์เคิลยังมีพันธมิตรเหนียวแน่นที่หนุนแนวทางเพิ่มวินัยการ
คลังเพื่อแลกกับเงินช่วยเหลือ
นายกรัฐมนตรีรักษาการของแดนทิวลิปยืน
ยันมาตลอดว่า พรรคของเขาจะปฏิบัติตามวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด
"เราเรียกร้องให้สหภาพยุโรปออกกฎจำกัดการขาดดุลงบประมาณ
และเราก็จะทำตามกฎนั้น ไม่ใช่เพราะอียู
แต่เพราะเราเชื่อว่าเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ"
ทั้งนี้ รุทเทอจำใจยุบสภาในเดือนเมษายนที่ผ่านมา หลังจากพรรคเสรีภาพหัวขวาจัด
ปฏิเสธที่จะหนุนแผนตัดลดงบประมาณเพื่อดึงตัวเลขขาดดุลให้เหลือไม่เกิน 3%
ของจีดีพี ตามข้อกำหนดของอียูภายในปี 2556
แม้ว่าที่พรรค
ร่วมรัฐบาลทั้ง 2 พรรคจะถือหางอียู
แต่นักวิเคราะห์คาดว่าเนเธอร์แลนด์จะยังคงต่อต้านการให้เงินช่วยเหลือแก่
ประเทศสถานะการเงินง่อนแง่นชนิดเสียงแข็งต่อไป
เพราะประชาชนไม่เห็นด้วยกับการเข้าไปอุ้มประเทศยุโรปใต้ พลเมือง
ของเนเธอร์แลนด์ซึ่งเป็นไม่กี่ชาติในยุโรปที่ยังคงอันดับเครดิต AAA
รวมถึงประเทศร่ำรวยทางตอนเหนือชาติอื่น ๆ รู้สึกถูกเอาเปรียบและโกรธเคือง
รวมถึงหวาดกลัวชาวต่างชาติซึ่งก่อนหน้านี้พุ่งเป้าไปที่คนมุสลิม
แต่ตอนนี้เคลื่อนไปยังคนกรีก สแปนิช และอิตาเลียน ผู้เสียภาษีชาว
ดัตช์ไม่พอใจที่ต้องรัดเข็มขัด
โดยเฉพาะการลดสวัสดิการรัฐและเงินบำนาญซึ่งพวกเขาให้ความสำคัญมาก
ทั้งยังต้องสละเงินหลายพันล้านยูโรไปช่วยเหลือกลุ่มคนที่พวกเขามองว่าผลาญงบประมาณไปอย่างสุรุ่ยสุร่าย
พอล นูเวนบวร์ก นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเลเดน ในแดนกังหันลม
ให้ความเห็นว่า ขบวนการต่อต้านการรวมตัวของยุโรปกำลังเพิ่มมากขึ้น
และเกิดความรู้สึกว่า "เราจ่ายภาษีส่วนของเราแต่พวกนั้นไม่ยอมจ่าย"
และมองประเทศในยุโรปใต้ว่าไม่ต่างกับปรสิต
อย่างไรก็ตาม
ผลเลือกตั้งที่ออกมาสอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ว่า
แม้ชาวดัตช์ไม่ชอบใจที่ต้องช่วยเหลือประเทศหย่อนวินัยการคลัง
แต่ส่วนใหญ่ก็ยังเห็นด้วยกับการเป็นหนึ่งเดียวของยุโรป
เพียงแต่ต้องการให้กลไกการตรวจสอบทั้งด้านงบประมาณและระบบการธนาคารเป็นไป
อย่างเข้มงวดมากขึ้น ป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยในอนาคต
