ประชาชาติธุรกิจ
เกาะกระแสโลก-เออีซี

วันที่ 18 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

ผู้นำเมืองเบียร์โล่งชนะ 2 ศึก บททดสอบผ่าทางตันวิกฤตยุโรป

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 16 ก.ย. 2555 เวลา 12:00:24 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ถือเป็นชัยชนะ 2 ครั้งในวันเดียวของแองเกลา แมร์เคิล นายกรัฐมนตรีเยอรมนี แม้จะไม่ได้ลงสู้ศึกใน 2 สังเวียนนั้นด้วยตัวเอง แต่การที่ศาลรัฐธรรมนูญเมืองเบียร์ไฟเขียวให้ประเทศลงสัตยาบันรับรองกองทุน ช่วยเหลือฉุกเฉินของยุโรปได้ และพรรคฝ่ายกลางขวาของเนเธอร์แลนด์ ซึ่งเป็นพันธมิตรสำคัญหนุนแนวทางรัดเข็มขัด คว้าที่นั่งมากที่สุดในการเลือกตั้งทั่วไปของแดนทิวลิป ก็ช่วยให้ผู้นำเยอรมนีหายใจได้ทั่วท้องไปอีกระยะหนึ่ง

รอย เตอร์รายงานว่า คำวินิจฉัยของศาลว่าสนธิสัญญาก่อตั้งกลไกรักษาเสถียรภาพยุโรป (ESM) ไม่ขัดต่อรัฐธรรมนูญเยอรมนี ทำให้ 17 ประเทศที่ใช้เงินสกุลยูโรสามารถเดินหน้าก่อตั้งกองทุนดังกล่าวซึ่งจะมี ลักษณะคล้ายกับไอเอ็มเอฟแห่งทวีปยุโรป และจะมาแทนที่กองทุนชั่วคราวอย่างกองทุนรักษาเสถียรภาพการเงินยุโรป (ESFS)

ESM ซึ่งคาดว่าจะมีเงินในคลังราว 5 แสนล้านยูโร จะทำหน้าที่ให้ความช่วยเหลือทางการเงินแก่ประเทศที่ประสบปัญหา และทำงานร่วมกับธนาคารกลางยุโรปในการแทรกแซงตลาดพันธบัตรของประเทศที่มีต้น ทุนกู้ยืมสูงเกินกว่าจะรับภาระไหว อาทิ อิตาลี และสเปน

คำตัดสินของ ศาลซึ่งมีขึ้น 1 สัปดาห์หลังจากธนาคารกลางยุโรปประกาศว่า พร้อมจะเข้าไปซื้อพันธบัตรชาติสมาชิกยูโรโซน แบบ "ไม่จำกัดจำนวน" มาพร้อมกับเงื่อนไขบางประการคือ การก่อหนี้หรือให้เงินทุนแก่ ESM เกิน 1.9 แสนล้านยูโร (2.4 แสนล้านดอลลาร์) ต้องได้รับความเห็นชอบจากสภาล่างของเมืองเบียร์ก่อน ซึ่งช่วยบรรเทาความกังวลของผู้เสียภาษีชาวเยอรมันว่า กองทุนนี้จะเพิ่มภาระการคลังให้กับประเทศ

ผลการตัดสินที่ออกมาสร้าง ความโล่งใจให้ยุโรปและทั่วโลก เพราะหากเยอรมนีในฐานะเขตเศรษฐกิจอันดับหนึ่งของยุโรปไม่สามารถมีส่วนร่วมใน การก่อตั้ง ESM ก็เห็นเค้าลางแห่งความล้มเหลวอยู่ไม่ไกล ทั้งยังสร้างความไร้เสถียรภาพรอบใหม่ให้กับตลาดเงินและเป็นอุปสรรคต่อความ พยายามรวมตัวเป็นหนึ่งเดียวของยุโรป

สำหรับแมร์เคิลการเปิดไฟเขียว ของศาลช่วยรักษาสถานะผู้นำอย่างเป็นทางการของการแก้ไขวิกฤตหนี้สาธารณะ และช่วยสยบความไม่ลงรอยในพรรคร่วมรัฐบาลของเธอได้ชั่วคราว

ฌอง-คล็ อด จังเกอร์ นายกรัฐมนตรีลักเซมเบิร์ก และประธานที่ประชุมรัฐมนตรีคลัง 17 ชาติยูโรโซน กล่าวว่า จะเปิดการประชุมกรรมการบอร์ด ESM ในวันที่ 8 ตุลาคมนี้ เพื่อให้กองทุนดังกล่าวเปิดดำเนินงานได้เร็วที่สุด กำหนดการเดิม ESM ต้องเริ่มเดินหน้าในเดือนกรกฎาคม แต่ติดปัญหารอคำวินิจฉัยจากศาลรัฐธรรมนูญเมืองเบียร์

เอพีระบุว่า ในวันเดียวกับที่ผู้พากษาศาลเยอรมนีออกนั่งบัลลังก์เผยคำตัดสิน เนเธอร์แลนด์ก็จัดการเลือกตั้งทั่วไปครั้งที่ 5 ในรอบ 10 ปี ซึ่งถูกมองว่าเป็นเสมือนการลงประชามติว่าจะร่วมหัวจมท้ายกับยูโรโซนต่อไป หรือไม่ แม้แดนทิวลิปจะเป็นประเทศเล็กที่มีประชากรเพียง 16.7 ล้านคน แต่นักลงทุนและนักวิเคราะห์ล้วนจับตามองผลการหย่อนบัตรครั้งนี้อย่างใกล้ชิด เพราะคาดว่าอาจเป็นสิ่งบ่งชี้ถึงทิศทางที่ทวีปยุโรปจะก้าวต่อไป

นอกจากนี้ยังเป็นเหมือนหนังตัวอย่างของการเลือกตั้งในเยอรมนีที่จะมีขึ้นในปี หน้า ซึ่งคาดว่าประเด็นที่จะถูกหยิบยกขึ้นมาเป็นศูนย์กลางการหาเสียงคงหนีไม่พ้น การรวมตัวที่แนบแน่นขึ้นของสหภาพยุโรป ผลประโยชน์ของชาติ และความเอือมระอาที่ต้องคอยช่วยเหลือประเทศในยุโรปใต้ที่อ่อนแอและมีความ สามารถในการแข่งขันต่ำกว่า

โดยผลการนับคะแนนอย่างไม่เป็นทางการปรากฏ ว่า พรรคเสรีนิยมของมาร์ก รุทเทอนายกรัฐมนตรีรักษาการ ได้เก้าอี้ ส.ส.มากเป็นอันดับหนึ่ง 41 ที่นั่ง จากทั้งหมด 150 ที่นั่ง ซึ่งมากกว่าคู่แข่งสำคัญอย่างพรรคแรงงานหัวกลาง-ซ้าย 2 ที่นั่ง

ผลการเลือกตั้งดังกล่าวเปิดทางให้พรรคเสรีนิยมและพรรคแรงงานซึ่งต่างสนับสนุน การรวมกับยุโรปเป็นหนึ่งเดียว ให้จัดตั้งพรรคร่วมรัฐบาลแบบ 2 พรรค

โดยไม่ต้องง้อพรรคเล็กพรรคน้อย พร้อมกับผลักดันรุทเทอกลับมากุมบังเหียนประเทศเป็นสมัยที่สอง และรับประกันว่าแมร์เคิลยังมีพันธมิตรเหนียวแน่นที่หนุนแนวทางเพิ่มวินัยการ คลังเพื่อแลกกับเงินช่วยเหลือ

นายกรัฐมนตรีรักษาการของแดนทิวลิปยืน ยันมาตลอดว่า พรรคของเขาจะปฏิบัติตามวินัยการคลังอย่างเคร่งครัด "เราเรียกร้องให้สหภาพยุโรปออกกฎจำกัดการขาดดุลงบประมาณ และเราก็จะทำตามกฎนั้น ไม่ใช่เพราะอียู แต่เพราะเราเชื่อว่าเป็นปัจจัยสำคัญต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ"

ทั้งนี้ รุทเทอจำใจยุบสภาในเดือนเมษายนที่ผ่านมา หลังจากพรรคเสรีภาพหัวขวาจัด ปฏิเสธที่จะหนุนแผนตัดลดงบประมาณเพื่อดึงตัวเลขขาดดุลให้เหลือไม่เกิน 3% ของจีดีพี ตามข้อกำหนดของอียูภายในปี 2556

แม้ว่าที่พรรค ร่วมรัฐบาลทั้ง 2 พรรคจะถือหางอียู แต่นักวิเคราะห์คาดว่าเนเธอร์แลนด์จะยังคงต่อต้านการให้เงินช่วยเหลือแก่ ประเทศสถานะการเงินง่อนแง่นชนิดเสียงแข็งต่อไป เพราะประชาชนไม่เห็นด้วยกับการเข้าไปอุ้มประเทศยุโรปใต้ พลเมือง ของเนเธอร์แลนด์ซึ่งเป็นไม่กี่ชาติในยุโรปที่ยังคงอันดับเครดิต AAA รวมถึงประเทศร่ำรวยทางตอนเหนือชาติอื่น ๆ รู้สึกถูกเอาเปรียบและโกรธเคือง รวมถึงหวาดกลัวชาวต่างชาติซึ่งก่อนหน้านี้พุ่งเป้าไปที่คนมุสลิม แต่ตอนนี้เคลื่อนไปยังคนกรีก สแปนิช และอิตาเลียน ผู้เสียภาษีชาว ดัตช์ไม่พอใจที่ต้องรัดเข็มขัด โดยเฉพาะการลดสวัสดิการรัฐและเงินบำนาญซึ่งพวกเขาให้ความสำคัญมาก ทั้งยังต้องสละเงินหลายพันล้านยูโรไปช่วยเหลือกลุ่มคนที่พวกเขามองว่าผลาญงบประมาณไปอย่างสุรุ่ยสุร่าย

พอล นูเวนบวร์ก นักรัฐศาสตร์จากมหาวิทยาลัยเลเดน ในแดนกังหันลม ให้ความเห็นว่า ขบวนการต่อต้านการรวมตัวของยุโรปกำลังเพิ่มมากขึ้น และเกิดความรู้สึกว่า "เราจ่ายภาษีส่วนของเราแต่พวกนั้นไม่ยอมจ่าย" และมองประเทศในยุโรปใต้ว่าไม่ต่างกับปรสิต

อย่างไรก็ตาม ผลเลือกตั้งที่ออกมาสอดคล้องกับการคาดการณ์ของนักวิเคราะห์ว่า แม้ชาวดัตช์ไม่ชอบใจที่ต้องช่วยเหลือประเทศหย่อนวินัยการคลัง แต่ส่วนใหญ่ก็ยังเห็นด้วยกับการเป็นหนึ่งเดียวของยุโรป เพียงแต่ต้องการให้กลไกการตรวจสอบทั้งด้านงบประมาณและระบบการธนาคารเป็นไป อย่างเข้มงวดมากขึ้น ป้องกันไม่ให้ประวัติศาสตร์ซ้ำรอยในอนาคต