ประชาชาติธุรกิจ
สัมภาษณ์และรายงานพิเศษ

วันที่ 25 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

มรดก "เมืองไทยประกันชีวิต" "ประสบการณ์" ที่เงินหาซื้อ..ไม่ได้

Prev
1 of
Next

คลิกภาพเพื่อขยาย

updated: 19 ก.ย. 2555 เวลา 11:40:30 น.

ประชาชาติธุรกิจออนไลน์

ประเดิมเรื่องแรกในซีรีส์ของ "4 สายเลือดประกันชีวิตสู่ยุคเปิดเสรี" ที่ "ประชาชาติธุรกิจ" ตั้งใจนำเสนอต้อนรับสัปดาห์ประกันภัยในเดือนกันยายนนี้ ทั้งยังเป็นรอยต่อของความเปลี่ยนแปลงหลาย ๆ ด้าน โดยเฉพาะการเปิดเสรีที่จะทำให้ภาพธุรกิจประกันภัยที่เคยเติบโตมาจากฐานความเป็นธุรกิจครอบครัวต้องเผชิญหน้ากับความท้าทายไม่น้อย

ซีรีส์นี้จึงเปิดด้วยหนึ่งในบริษัทที่ "ปรับตัว" มาตลอด จนถึงวันนี้ที่ก้าวขึ้นมาอยู่ในหัวแถวของธุรกิจประกันชีวิตในไทยอย่าง "เมืองไทยประกันชีวิต" ในยุคของ "สาระ ล่ำซำ" กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ซึ่งนับเป็นทายาทรุ่นที่ 5 ของตระกูลล่ำซำ และทายาทธุรกิจรุ่นที่ 3

"เมืองไทยประกันชีวิต" โลดแล่นธุรกิจนี้มายาวนานเป็นเวลา 61 ปี และผูกพันกับความเป็น "ตระกูลล่ำซำ" มาตลอด จากจุดเริ่มต้นในยุคคุณปู่ (จุลินทร์ ล่ำซำ) ที่เริ่มก่อตั้งธุรกิจนี้ ก่อนจะส่งต่อให้คุณลุง (บัญชา ล่ำซำ) ซึ่งจบการศึกษาด้านการเงินสำหรับธุรกิจประกันภัยมาโดยตรง และทำให้บริษัทเริ่มยกระดับเข้าสู่ความเป็นสากลยิ่งขึ้น แต่กระนั้นก็ยังถือว่าอยู่ในยุคบุกเบิกธุรกิจ

เมื่อมาถึงยุคคุณพ่อ (โพธิพงษ์ ล่ำซำ) ซึ่งคลุกคลีกับธุรกิจนี้มายาวนานตั้งแต่เป็นเสมียน จึงเข้าใจภาพรวมของทั้งธุรกิจเป็นอย่างดี แต่ธุรกิจประกันชีวิตก็ยังใหม่และไม่เป็นที่เข้าใจของผู้คนมากนัก ขณะที่ยุคต่อมาคือคุณอา (ภูมิชาย ล่ำซำ) เป็นจังหวะที่ประเทศกำลังเผชิญหน้ากับวิกฤตต้มยำกุ้ง พร้อมกับการหลั่งไหลเข้ามาของทุนต่างชาติอย่างรุนแรง

สาระเล่าว่า ธุรกิจในแต่ละยุคสมัยล้วนเผชิญหน้ากับโจทย์ใหญ่และความท้าทายทั้งสิ้น ประสบการณ์ของผู้บริหารในยุคก่อนหน้าที่สามารถถ่ายทอดมาคือ หัวใจสำคัญที่จะผลักดันให้ธุรกิจเดินหน้าดียิ่งขึ้นเมื่ออยู่ในมือทายาทยุคต่อ ๆ ไป "ผมโชคดีที่มีมรดกทางธุรกิจก็คือ หลักการบริหารอย่างระมัดระวัง ที่ผ่านมามีน้อยครั้งที่จะดึงกำไรออกมา แต่ส่วนใหญ่จะเก็บสะสมไว้ในธุรกิจ นี่จึงเป็นคำตอบของระดับเงินทุนที่แข็งแกร่งมาตลอดของเมืองไทยประกันชีวิตที่ก้าวผ่านมาได้ทุกยุค แม้วันนี้มีเกณฑ์ RBC เราก็สบายใจมาก เพราะทุนเราแข็งแกร่ง"

อย่างไรก็ตามหลังจากเรียนรู้งานในบริษัทมานานระดับหนึ่ง ก็ถึงยุคของสาระที่เข้ามารับตำแหน่งกรรมการผู้จัดการในปี 2547 ต่อจากคุณอา นับเป็นกรรมการผู้จัดการที่อายุน้อยที่สุดในวงการประกันชีวิตไทยและอาเซียน แต่ก็มีโจทย์ยากรอเขาอยู่ก็คือ อันดับทางธุรกิจที่ร่วงหล่นไปเรื่อย ๆ จากอันดับ 4 ไปอยู่อันดับ 8 ท่ามกลางแรงต่อสู้จากทุนใหม่ที่กำลังโถมเข้ามาลงทุนในไทย

 

การตัดสินใจครั้งใหญ่ในประวัติศาสตร์ธุรกิจของเมืองไทยประกันชีวิตก็เกิดขึ้นในยุคของสาระ ทั้งกลยุทธ์หลากหลายช่องทาง เพื่อเข้าถึงทุกกลุ่มเป้าหมาย การรีแบรนด์ภาพแห่งความสุขและรอยยิ้ม ยกระดับมาตรฐานความน่าเชื่อถือด้วยเครดิตเรตติ้ง และการดึงพันธมิตรต่างชาติเข้ามา เพื่อสนับสนุนเรื่องความรู้และเทคโนโลยี "ข้อดีอย่างหนึ่งของธุรกิจครอบครัวก็คือ ตัดสินใจได้เร็ว ทำให้ธุรกิจปรับตัวได้ง่าย การจะลงทุนเพิ่มก็คุยได้ง่ายกว่า เหมือนในยุคคุณพ่อและคุณอาก็ตัดสินใจ reengineering องค์กร ตั้ง core system ขึ้นมา ตอนผมดึงพาร์ตเนอร์เข้ามาก็เลือกบนเงื่อนไขว่ายังต้องเป็นกลุ่มล่ำซำบริหารอยู่เหมือนเดิม ซึ่งก็โชคดีมากที่เราเจอพาร์ตเนอร์ที่เข้าใจเรื่องนี้"

16 ปีในเมืองไทยประกันชีวิต สาระยอมรับว่ายังคงสนุก และพบว่า "ทรัพยากรบุคคล" คืออีกหนึ่งจุดแข็งของที่นี่ เพราะหลาย ๆ คนอยู่และผูกพันกับบริษัทมายาวนาน "ประสบการณ์" หลายเรื่องก็หาไม่ได้ในตำราการบริหาร การมีคนเหล่านี้อยู่กับบริษัท เขาถือว่าช่วยได้เยอะมาก และเป็น ส่วนสำคัญยิ่งที่ทำให้บริษัทกลับขึ้นมายืนในตำแหน่งหัวแถวของธุรกิจประกันชีวิตในวันนี้ได้

"ที่นี่ไม่มีใครฉายเดี่ยวแบบ one man show แต่ทำงานเป็นทีมกันมากกว่า เมื่อทีมเราแข็งก็จะนำไปสู่การกระจายอำนาจ การบริหารงานและตัดสินใจมากขึ้น เพื่อให้สามารถปรับตัวได้เร็วทันกับโจทย์ความเปลี่ยนแปลง"

แม้ว่าประเด็นเรื่องการเปิดเสรีจะเป็นอีกหนึ่งโจทย์ใหญ่สำหรับภาคธุรกิจการเงินในวันนี้ แต่สำหรับสาระมองว่า ประเด็นนี้คงไม่ใช่เรื่องใหม่ เพราะที่ผ่านมาก็ถือว่าสู้อยู่ท่ามกลางธุรกิจการเงินจากต่างชาติตลอด และทุกวันนี้ก็เข้ามาในไทยค่อนข้างมากแล้ว หรือแม้แต่เรื่องการแปรสภาพเป็นบริษัทมหาชนจำกัด ที่ผ่านมาบริษัทตระหนักในบทบาทการเป็นผู้รับผิดชอบเงินของลูกค้า ฉะนั้นความโปร่งใส ตรวจสอบได้ ย่อมมีผลต่อความน่าเชื่อถือ ซึ่งส่งผลให้ธุรกิจยั่งยืนในระยะยาว เป็นสิ่งที่บริษัทปรับตัวมาก่อนหน้านี้แล้ว

ในมุมของเมืองไทยประกันชีวิตมองไกลกว่านั้น เพราะเห็นแล้วว่าธุรกิจต้องปรับตัว จึงนำมาสู่ทางออกที่กล่าวไปแล้ว ทั้งการหาพาร์ตเนอร์ต่างชาติที่มีความเชี่ยวชาญทางธุรกิจและเทคโนโลยี พร้อมกับรักษาอำนาจการตัดสินใจให้กลุ่มผู้ถือหุ้นเดิมยังบริหารได้อยู่ การกระชับพื้นที่ในแต่ละช่องทางขาย ยกเครื่องสินค้าใหม่ให้มีความหลากหลาย สอดรับกับทุกความต้องการลูกค้า หรือแม้แต่แบรนด์ที่ในเวลานั้นยังไม่ค่อยมีใครสนใจมากนัก ก็เป็นแนวคิดของสาระที่ตัดสินใจสร้างแบรนด์ให้ติดตลาดก่อนหากลองสังเกตให้ดี สิ่งที่สาระเรียกว่า "ความโชคดี" นั้นก็คือ "วิสัยทัศน์" ที่

ผู้บริหารในยุคก่อนหน้าของเขาได้มองเห็นและตัดสินใจปรับตัวมาก่อน และเชื่อมั่นว่ากลยุทธ์หลากหลายช่องทาง พื้นฐานโครงสร้างธุรกิจ มาตรฐานความน่าเชื่อถือ รวมไปถึงแบรนด์แห่งความสุขและรอยยิ้ม ก็จะเป็น "ความโชคดี" บนมรดก "เมืองไทยประกันชีวิต" ในยุคต่อ ๆ ไป

แม้จะออกตัวว่า คนที่จะ "รับไม้ต่อ" จากเขา จะเป็นคนในครอบครัวหรือไม่ก็ตาม แต่พื้นฐานที่ต้องมี ก็คือ ความเข้าใจในธุรกิจ และเป็นมืออาชีพมากพอที่จะทำให้ผลลัพธ์ออกมาได้ดี แต่เชื่อว่าเขาในฐานะผู้บริหารหนุ่มที่ไฟยังไม่เคยตก ก็ยังขับเคลื่อน "เมืองไทยประกันชีวิต" ได้อีกไกล